เป็นคนชอบทำงาน รู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันไม่ค่อยเพียงพอกับเรื่องที่อยากทำ สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องให้เรียนรู้ค่อนข้างมาก แต่เรื่องที่ยังคงติดอยู่ในใจและยิ่งเมื่อไปร่วมทำกิจกรรมสัมพันธ์ในงานเปิดตัว Patho OTOP4 Patho Go Smart เมื่อวาน ก็ยิ่งคิดว่าใช้ได้อีกเหมือนกัน ก็เลยอยากจะเขียนบันทึกความคิดเอาไว้วันนี้ เป็นการปิดท้ายสัปดาห์อันรวดเร็วอีกสัปดาห์หนึ่ง
แต่ก่อนจะเป็นคนค่อนข้างเจ้ากี้เจ้าการ ชอบจัดการอะไรๆรอบๆตัวตามที่ใจคิดว่าดี หลายๆครั้งก็ไปเผลอเที่ยวจัดการกับคนอื่นๆไปด้วย คิดแทนคนอื่นไปเสียดื้อๆ คาดหมายเอาเองว่าสิ่งที่เราจัดการนั้นดี ไม่ค่อยได้ทันสังเกตสังกาว่าผลการตัดสินใจของเรานั้น ถูกใจหรือไม่ถูกใจคนอื่น
แต่ยิ่งวันก็ยิ่งรู้สึกว่า สิ่งที่เราคิด เราทำนั้น ทำให้เราเหนื่อย เพราะทำแล้วก็ตั้งใจ คาดหมาย คาดหวัง แม้ไม่ได้ไปบังคับเคี่ยวเข็ญใคร แต่ก็จะเหนื่อยเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เราทำ ไม่ถูกใจคนอื่น สิ่งที่คนอื่นทำ ไม่ถูกใจเรา
มาถึงวันนี้ที่เรียนรู้ความคิดตัวเอง มองดูสิ่งต่างๆรอบตัวแบบเอาตัวเองออกมาเป็นคนดู ไม่เป็นตัวละคร ไม่เล่นเสียเองไปหมด ทำให้มองเห็นภาพที่ไม่เคยได้เห็นมากยิ่งขึ้น เข้าใจแล้วค่ะว่า เราควรจะจับตาดูการกระทำของตัวเอง ความคิดของตัวเอง แล้วจัดการกับตัวเองมากกว่าการมองคนอื่น การคิดแทนคนอื่น ตัดสินเรื่องของคนอื่น เพราะน้อยครั้งจริงๆที่เราจะเข้าใจคนอื่นได้ลึกซึ้งขนาดนั้น ยิ่งกว่านั้นถ้าสังเกตดีๆ กว่าเราจะมองเห็นตัวเองแบบที่เราเป็นจริงๆก็ใช้เวลานานมากๆ และก็ยังมีหลายครั้งที่เรายังไม่เข้าใจตัวเราเอง เพราะฉะนั้น บอกตัวเองได้เต็มที่แล้วค่ะว่า อย่าตัดสินผู้อื่น อย่าคิดแทนคนอื่น ดูจิต ดูความคิดตัวเราเองให้นิ่ง ให้มีสติเอาไว้ตลอดเวลาดีที่สุด มีความสุขขึ้นเยอะแยะจริงๆค่ะ
แบบนี้แหละ เคยทุกข์มาเยอะแล้วกับการเอาปัญหาคนอื่นมาคิดซะเอง
เราแบกโลกคนเดียวทั้งใบไม่ไหวหรอกครับ
เหมือนกันค่ะ ชอบกังวลแทนคนอื่น(คนที่สนิทหรือใกล้ชิด) แล้วทุกข์มาก เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากแล้ว ทำใจได้
สวัสดีครับพี่โอ๋
คิดแทนคนอื่นนั้นมีทั้งข้อดีและข้อที่ (อาจจะ)ไม่ดี
ข้อดีก็คือ ตัวเรามีเวลา "หลุดพ้น" จากการทำอะไร คิดอะไร พูดอะไรเพื่อตนเอง ตอนนั้นจิตเบา ล่องลอย และเปี่ยมศักยภาพ
แต่หากไม่อยู่ในทางสายกลาง จิตล่องฟูฟ่องไปแล้ว กลับทิ้งดิ่งจมใหม่ หนักใหม่ กลายเป็นภาระ ประโยชน์ที่จะได้อาจจะเป็นโทษเสียแทน
ในสังโยชน์ 10 หรืออุปสรรคของการเดินทางบนมรรคานั้น จิตที่จะใสเบาไปถึง "หลุดพ้น" ต้องผ่านขั้นตอนที่ยากขั้นหนึ่งคือ "มานะ" เพราะมานะมาจากการ "ติดดี" เราบำเพ็ญประโยชน์มาเยอะ ทำงานมาไม่น้อย เริ่มเห็นว่าอะไรควร ไม่ควร อะไรที่ work หรือไม่ work เริ่มมีความ "สมบูรณ์แบบ" เป็นศีล เป็นนิสัย การติดดีจะเริ่มทุกข์เพราะเมื่อเห็นคนอื่นทำ "อย่างอื่น" ที่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด ก็เริ่มแบกภาระนั้น (ในใจ) เกิดความหนักหน่วงเกิดขึ้น โดยยังไม่ทันเริ่มทำอะไรเลย เพราะนั้นเป็นหนักใจ
ติดมานะนี่ เขาว่าเป็นได้ถึงขั้นพระอนาคามีครับ แต่ยังต้องทะลุอีกสองสามระดับ ในภาพยนต์เรื่อง Devil's Advocate ซาตานยังบอกเลยว่า "Vanity is my favourite sin" เพราะคนดีมากมาย ติดกับดักของความสัมบูรณ์นี่เอง
อย่าคิดแทนคนอื่น ดูจิต ดูความคิดตัวเราเองให้นิ่ง ให้มีสติเอาไว้ตลอดเวลาดีที่สุด
จริงๆด้วยค่ะ
ถ้าเราไม่ไปคาดหวังกับคนอื่น เราก็ไม่ทุกข์