ขณะที่ผมเขียนบันทึกเรื่องนี้อยู่ พนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยส่วนใหญ่รู้สึกสับสนกับอนาคตของตนเอง ทิศทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร ที่คนรถไฟเข้าใจว่าเป็นการแปรรูป ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติในหลักการให้การรรถไฟฯ จัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ บริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สิน
ประชาชนจะรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งนี้มีความคิดเห็นแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน
1. คนที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ด้วยสาเหตุอะไรเหรอครับ เบื้องต้นก็คือ จิตสำนึกพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการปกป้องตนเองจากสิ่งที่ตนเองไม่แน่ใจในอนาคต พูดง่ายๆ ก็คือ กลัวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง นอกจากนี้ก็เนื่องจากตนเองอยู่สถานะที่แสนจะสบายหรือไม่เดือดร้อนอะไรเพราะได้รับเงินเดือนทุกเดือน มิหนำซ้ำเงินเดือนที่ได้รับมันก็เป็นจำนวนที่มาก ซึ่งองค์กรแห่งนี้ต้องจ่ายให้ มันไม่เคยที่จะสมน้ำสมเนื้อกับเนื้องานที่ทำเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้บังคับบัญชาก็ไม่เคยจะบังคับให้ใครทำงานได้ตามอำนาจหรือหน้าที่ที่มีอยู่เพราะข้ออ้างต่างๆ นานา และสิทธิที่ท่านมีอยู่ก็ออกจะมีมากล้นเหลือ ถ้าใครทำงานหนักเกินหน้าเกินตาก็จะดูเป็นบุคคลแปลกประหลาดขององค์กรแห่งนี้ไปเสียแล้ว
ดังนั้นเขาจึงขอเป็นกาฝากของหน่วยงาน ถ้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรที่รู้สึกว่าจะทำให้ไม่ปลอดภัยก็จะขอค้านอย่างเดียว แม้ว่ามันมีเหตุ มีผลที่จะทำให้เกิดผลดีต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติ เพราะเดี๋ยวตนเองอาจจะเดือดร้อน
2. คนที่ยอมรับที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ส่วนใหญ่คนในกลุ่มนี้พร้อมที่จะทำงานในทุกสภาวะเพราะปกติตนเองก็ทำงานหนักอยู่แล้ว และต้องการเห็นการพัฒนาขององค์กรในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากในสภาวะปกติเขาเข้าใจบรรยากาศในการทำงานดี มันมีบางอย่างที่ผู้บริหารไม่สามารถเข้าไปแตะต้องได้ จึงทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้
คนในกลุ่มนี้เขามีแนวคิดที่ต้องการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น ในแนวทางที่เป็นสากล และยอมรับได้ เพราะว่ามันคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลอกที่เราจะได้ทุกอย่างโดยเราไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ฉะนั้นแม้จะมีหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มนี้ก็ยังพร้อมที่จะทำงานและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การรถไฟฯ ต้องการเพียงเพื่อรองรับการบริหารงานแอร์พอร์ตลิ้งค์เท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมาตัดสิทธิ หรือสวัสดิการที่ได้รับ
ผมอยากให้พนักงานขององค์กรแห่งนี้ลองระลึกถึงเมื่อเริ่มแรกที่ได้บรรจุเป็นพนักงาน เรายอมทุกอย่างที่จะต้องเจอและจะฟันฝ่าเพื่อให้องค์กรแห่งนี้พัฒนา ไม่ใช่ให้อยู่กับที่และรอวันดับสูญ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ ถ้าเรายังปล่อยให้อยู่ในภาวะปัจจุบัน ลองมองดูตนเองว่าเราได้ทำงานตามหน้าที่ของตนเองได้ดีแค่ไหน ทำกี่ชั่วโมงต่อวัน แล้วถึงมาเรียกร้องกับสิ่งที่มันไม่สมควรได้ด้วยซ้ำไป เห็นใจประชาชนและลองฟังเสียงผู้ที่ท่านเรียกว่า " ผู้ใช้บริการ " แล้วจะรู้คำตอบว่า ท่านทำเพื่อใคร ?