ตราบเท่าที่ยังต้องมีกิจกรรมในทำนองนี้ เราล้วนอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่มันก็เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของนิสิตในทุกชั้นปีที่จะต้องร่วมรังสรรค์สิ่งเหล่านี้ร่วมกัน ...บนพื้นฐานความเชื่อและศรัทธาว่า “นี่คือ...อีกสารัตถะหนึ่งในชีวิตของหนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัย”

ย่างเข้าเดือนมิถุนายนคราใด  ผมมักจะครุ่นเครียดเอาจริงเอาจังกับการงานอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง  เพราะห้วงนี้เป็นเทศกาลของการเปิดเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัย  และนั่นก็หมายถึงเทศกาลแห่งการรับน้องใหม่-

 

ปีนี้ที่มหาวิทยาลัยมีนิสิตใหม่ทะลักล้นเข้ามาเรียนเกือบๆ จะหมื่นคนเลยทีเดียว  ดังนั้นการบริหารจัดการเรื่องกิจกรรมรับน้องใหม่  จึงยังคงเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าระวัง  ไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ชีวิตใหม่

ไปกินไปนอนกับเพื่อนใหม่...ในบริบทที่ติดดิน...ไม่ลอยฟ้า

ที่นี่  มีวัฒนธรรมที่ข้นและเข้มมากในเรื่องของการรับน้อง  โดยแบ่งภาคกิจกรรมเป็นสองส่วน-ส่วนแรกคือการร้องเพลงเชียร์  ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเย็นของแต่ละวัน  ประกอบด้วยการร้องเพลงมหาวิทยาลัยและร้องเพลงคณะ  ซึ่งรวมแล้วใช้เวลาไม่เกิน 25 ชั่วโมง  เบ็ดเสร็จไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง...

ถัดจากนั้น  ก็จะเข้าสู่กิจกรรมการรับน้องในแบบ
ลอดซุ้ม  และการประกวดดาวเดือนตามวิถีนิยมที่พวกเขายังรักที่จะเสพและสัมผัสอย่างไม่รู้เบื่อ ..ซึ่งหมายถึงทั้งน้องและพี่ ก็ดูเหมือนจะพึงใจต่อการเสพวัฒนธรรมนี้ไม่แพ้กัน
 

จะว่าไปแล้ว  กิจกรรมประชุมเชียร์และรับน้องใหม่ของที่นี่ดูยังไงก็เป็นกิจกรรมที่มีพลังอย่างมหาศาล  มีกลิ่นอายในวันเก่าก่อนอย่างล้นหลาม  มีความเข้มขลังในเพลงที่เปล่งออกมาจากใจ  มีความเขร่งขรึมในถ้อยคำแห่งการพร่ำสอนแบบหน่วงหนัก จริงจังและจริงใจ...ก่อนจะปิดตัวลงด้วยขนบแห่งความซาบซึ้งในมิตรภาพและน้ำใจอันดีงามของกันและกัน 

 

ไปย้อนรำลึกความสดใสของตัวเองจากวันและวัยของเด็กๆ ในหมู่บ้าน

ผมพูดเสมอว่า  ฉากชีวิตเหล่านั้นเหมือนนิยายที่ถูกผลิตซ้ำอย่างไม่รู้เบื่อ  ปีแต่ละปีเปิดตัวและจบลงคล้ายๆ กันอย่างไม่ต้องคาดเดา  เว้นเสียแต่น้องใหม่เท่านั้นที่บางห้วงขณะที่ไม่อาจคาดเดา..ไม่รู้เหนือรู้ใต้- หรือหากจะรู้บ้าง ก็ไม่วายที่จะปล่อยใจให้ซึมไหลไปกับบรรยากาศและสถานการณ์อันท้าทายนั้นๆ ...

 

ไม่รู้สิ,  ผมในฐานะของคนเฝ้าสังเกตการณ์ในเรื่องดังกล่าวแบบใกล้ชิด (ติดขอบเวทีชีวิต)  อีกทั้งในฐานะของคนที่เคยยกร่าง วิถีแห่งการเชียร์และรับน้อง ของสถาบันแห่งนี้มาแล้วหลายยุคหลายสมัย  ต้องยอมรับว่า วิถีเดิมๆ นั้นยังคงมีมนต์ขลังอยู่มากโข  กิจกรรมที่ว่านี้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมธรรมดาๆ สามัญเหมือนกิจกรรมอื่นๆ  หากแต่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่ใครๆ ต่างน้อมเคารพและหลงรักกันอย่างไม่ต้องเอ่ยถึงเหตุผลเลยก็ไม่ผิด...

 

แต่ในวิถีของการสร้างและสอนนิสิตของผมและทีมงานนั้น  เราไม่ถึงกับต้องกระโดดครอบเส้นทางความคิดของนิสิตจนเสียสนิท  แต่เราชอบที่จะตั้งประเด็นคำถามให้เขาขบคิด เพื่อนำไปสู่การเลือก...จนบ่อยครั้ง  เราต่างถูกวิจารณ์ว่า  เราให้เสรีภาพการเรียนรู้แก่นิสิตมากจนเกินไป หรือเปล่า ?

 

ไม่รู้สิ,... ผมคงไม่อาจโต้แย้งถ้อยสังเกตนั้นได้เสียทั้งหมด   แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าผมจะยอมรับในถ้อยวิจารณ์นั้นเสียทั้งหมด  เพียงแต่ผมเชื่อว่า  วิถีแห่งการสร้างและสอนนิสิตด้วยกระบวนการเช่นนั้น  เป็นการเพาะบ่มให้นิสิตเติบโตด้วยตนเองให้มากที่สุด  โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยงที่หยัดยืนอยู่ใกล้ๆ ...เทใจให้พวกเขารู้และสัมผัสว่า  เราจริงใจ และใจกว้างพอที่จะรับฟังกระบวนการแห่งการเรียนรู้ของนิสิตเสมอ-

 

นี่แหละครับ  เพียงเพราะวิถีแห่งการสร้างและสอนเช่นนี้แหละ  การประชุมเชียร์และรับน้องใหม่ของ มมส จึงยังคงเดินทางมาอย่างยาวไกล และมีกลิ่นอายเดิมๆ อยู่อย่างเข้มข้น  แต่ก็ไม่ถึงกลับโบราณเกินยุคสมัย  ในทุกๆ จังหวะของกิจกรรม  เราจะมีทีมงานอย่างมากมาย ดูแล กำกับอย่างใกล้ชิด  พร้อมๆ กับการเข้าเชื่อมประสานอย่างทันทีเมื่อมีเหตุอันสุดวิสัยบังเกิดขึ้น  และนั่นจึงเป็นภาพของการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคมหาวิทยาลัยกับนิสิต  ที่ผมเชื่อว่า หาดูได้ยากยิ่งอีกหนึ่งสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่อย่างมากมายในเมืองไทย...เพราะกว่าจะอนุมัติให้ดำเนินการได้  ต้องฝ่าข้ามเวทีการนำเสนออย่างแสนสาหัส  จนบางที-นิสิตก็แทบถอดใจไปเลยก็มี

 

ถึงกระนั้นก็เถอะ  เราต่างก็ไม่เคยย่ำยึดอยู่กับวิถี หรือวิธีการเดิมๆ เสียทั้งหมด  หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มปรับแต่ง แทรกฝังลงเรื่อยๆ ...เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป  และเปลี่ยนแปลงแบบร่วมคิด-ร่วมฝัน-ร่วมสร้าง

 

ดังจะเห็นได้จากปีนี้  กิจกรรมประชุมเชียร์ของ มมส  ปรากฏตามสื่อโทรทัศน์หลายช่อง  บางส่วนถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์  โดยสื่อต่างๆ ล้วนสะท้อนถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่บูรณาการให้นิสิตใหม่ได้ก้าวข้ามออกไปจากมหาวิทยาลัย  โดยมีชุมชนเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ชีวิตและใช้ชีวิตในสถานะของความเป็นปัญญาชนที่ไม่ควรละข้าม ....

 

ไปดูคนต้นแบบ..ไปดูชุมชนต้นแบบ

แน่นอนครับ-หลายท่านบอกกับผมว่าทำไมไม่จัดการอะไรๆ ให้เสร็จสรรพ  จะได้ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวและสุ่มเสี่ยงต่อการเสียภาพพจน์ของมหาวิทยาลัย  ซึ่งผมก็ได้แต่อธิบายว่า  ตราบเท่าที่ยังต้องมีกิจกรรมในทำนองนี้  เราล้วนอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น  แต่มันก็เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของนิสิตในทุกชั้นปีที่จะต้องร่วมรังสรรค์สิ่งเหล่านี้ร่วมกัน ...บนพื้นฐานความเชื่อและศรัทธาว่า นี่คือ...อีกสารัตถะหนึ่งในชีวิตของหนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัย

 

และการให้เสรีภาพทางความคิดแก่นิสิต ก็ยังเป็นอีกวิธีของการสร้างกระบวนทัศน์ของเขาให้ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบต่อคนอื่น  หาใช่การร่ำระบายความสะใจส่วนตัวลงสู่คนรอบข้างอย่างปราศจากเหตุผล  แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ต้องมีกระบวนการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการดูแลและกำกับจากทุกๆ ส่วน ...

 

ไปดูภูมิปัญญาในหมู่บ้านรายรอบมหาวิทยาลัย...เดินทางไกลไปดูดินแดนแห่งนครจำปาศรี ..อ.นาดูน

 
ไปขุดดิน..ปลูกต้นไม้กับชาวบ้าน

  

สำหรับปีนี้  เทศกาลแห่งการรับน้องใหม่ของ มมส  กำลังเคลื่อนผ่านไปทีละนิดๆ ...
ฉากชีวิตหลายฉากได้รับการสื่อสารไปสู่สาธารณะอย่างอิ่มใจ 
ละครชีวิตเดิมๆ ยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างชวนหลงใหล  
พร้อมๆ กับการปรับแต่งบรรยากาศและโจทย์การเรียนรู้ใหม่ๆ ...ที่ค่อยๆ เบียดร่างเข้าสู่เทศกาลแห่งชีวิตนี้อย่างสุภาพ...

 

ถึงตรงนี้  คำถามหลายคำถามในแวดวงของคนที่นี่เริ่มได้รับคำตอบอย่างชัดเจนขึ้น...คำตอบเหล่านั้น  ผมไม่ได้ตอบด้วยตัวเอง แต่กิจกรรมทั้งปวงนั้น ได้ทำหน้าที่ตอบคำถามแทนผมอย่างมหัศจรรย์ เป็นต้นว่า

·       ทำไม  ถึงต้องมีเวทีให้นิสิตเสนองานอยู่บ่อยครั้ง  โดยมีผู้บริหารแต่ละคณะมานั่งฟัง นั่งวิพากษ์ และร่วมตัดสินใจร่วมกันแบบไม่แยกวรรณะ ซึ่งบางทีลับสมองกันราวกับสงครามในห้องแคบ

·       ทำไม  ถึงต้องให้นิสิตทำอะไรแบบเดิมๆ  สุ่มเสี่ยง ..ทั้งที่สามารถประกาศนโยบายห้ามเลยก็ได้

·       ทำไม ต้องพานิสิตใหม่ออกไปเรียนรู้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัย... ฯลฯ...

 

 

ครับ-ผมยังไม่รีบร้อนนักที่จะพลิกประวัติศาสตร์อย่างฉับพลัน  เพราะลำพังผมคงไม่มีบารมีพอ  แต่ผมก็เชื่อว่า วิธีการสร้างและสอนนิสิตเช่นนี้  จะเกิดผลและปลดแอกกรงขังเดิมๆ  ได้ในสักวันหนึ่ง  ตอนนี้ก็รอแค่เพียง ขุนพลกิจกรรมทั้งหลายจะปลงใจและเห็นร่วมกับสิ่งที่ผมและทีมงานกำลังชวนคิด-ชวนฝัน..และชวนสร้าง..ร่วมกัน เท่านั้นแหละ


ไปดูบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์...