ย่างเข้าเดือนมิถุนายนคราใด ผมมักจะครุ่นเครียดเอาจริงเอาจังกับการงานอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพราะห้วงนี้เป็นเทศกาลของการเปิดเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัย และนั่นก็หมายถึงเทศกาลแห่งการรับน้องใหม่-
ปีนี้ที่มหาวิทยาลัยมีนิสิตใหม่ทะลักล้นเข้ามาเรียนเกือบๆ จะหมื่นคนเลยทีเดียว ดังนั้นการบริหารจัดการเรื่องกิจกรรมรับน้องใหม่ จึงยังคงเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าระวัง ไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ชีวิตใหม่

ไปกินไปนอนกับเพื่อนใหม่...ในบริบทที่ติดดิน...ไม่ลอยฟ้า
ที่นี่ มีวัฒนธรรมที่ข้นและเข้มมากในเรื่องของการรับน้อง โดยแบ่งภาคกิจกรรมเป็นสองส่วน-ส่วนแรกคือการร้องเพลงเชียร์ ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเย็นของแต่ละวัน ประกอบด้วยการร้องเพลงมหาวิทยาลัยและร้องเพลงคณะ ซึ่งรวมแล้วใช้เวลาไม่เกิน 25 ชั่วโมง เบ็ดเสร็จไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมง...
ถัดจากนั้น ก็จะเข้าสู่กิจกรรมการรับน้องในแบบ “ลอดซุ้ม” และการประกวดดาวเดือนตามวิถีนิยมที่พวกเขายังรักที่จะเสพและสัมผัสอย่างไม่รู้เบื่อ ..ซึ่งหมายถึงทั้งน้องและพี่ ก็ดูเหมือนจะพึงใจต่อการเสพวัฒนธรรมนี้ไม่แพ้กัน
จะว่าไปแล้ว กิจกรรมประชุมเชียร์และรับน้องใหม่ของที่นี่ดูยังไงก็เป็นกิจกรรมที่มีพลังอย่างมหาศาล มีกลิ่นอายในวันเก่าก่อนอย่างล้นหลาม มีความเข้มขลังในเพลงที่เปล่งออกมาจากใจ มีความเขร่งขรึมในถ้อยคำแห่งการพร่ำสอนแบบหน่วงหนัก จริงจังและจริงใจ...ก่อนจะปิดตัวลงด้วยขนบแห่งความซาบซึ้งในมิตรภาพและน้ำใจอันดีงามของกันและกัน

ไปย้อนรำลึกความสดใสของตัวเองจากวันและวัยของเด็กๆ ในหมู่บ้าน
ผมพูดเสมอว่า ฉากชีวิตเหล่านั้นเหมือนนิยายที่ถูกผลิตซ้ำอย่างไม่รู้เบื่อ ปีแต่ละปีเปิดตัวและจบลงคล้ายๆ กันอย่างไม่ต้องคาดเดา เว้นเสียแต่น้องใหม่เท่านั้นที่บางห้วงขณะที่ไม่อาจคาดเดา..ไม่รู้เหนือรู้ใต้- หรือหากจะรู้บ้าง ก็ไม่วายที่จะปล่อยใจให้ซึมไหลไปกับบรรยากาศและสถานการณ์อันท้าทายนั้นๆ ...
ไม่รู้สิ, ผมในฐานะของคนเฝ้าสังเกตการณ์ในเรื่องดังกล่าวแบบใกล้ชิด (ติดขอบเวทีชีวิต) อีกทั้งในฐานะของคนที่เคยยกร่าง “วิถีแห่งการเชียร์และรับน้อง” ของสถาบันแห่งนี้มาแล้วหลายยุคหลายสมัย ต้องยอมรับว่า วิถีเดิมๆ นั้นยังคงมีมนต์ขลังอยู่มากโข กิจกรรมที่ว่านี้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมธรรมดาๆ สามัญเหมือนกิจกรรมอื่นๆ หากแต่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่ใครๆ ต่างน้อมเคารพและหลงรักกันอย่างไม่ต้องเอ่ยถึงเหตุผลเลยก็ไม่ผิด...
แต่ในวิถีของการสร้างและสอนนิสิตของผมและทีมงานนั้น เราไม่ถึงกับต้องกระโดดครอบเส้นทางความคิดของนิสิตจนเสียสนิท แต่เราชอบที่จะตั้งประเด็นคำถามให้เขาขบคิด เพื่อนำไปสู่การเลือก...จนบ่อยครั้ง เราต่างถูกวิจารณ์ว่า เราให้เสรีภาพการเรียนรู้แก่นิสิตมากจนเกินไป หรือเปล่า ?
ไม่รู้สิ,... ผมคงไม่อาจโต้แย้งถ้อยสังเกตนั้นได้เสียทั้งหมด แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าผมจะยอมรับในถ้อยวิจารณ์นั้นเสียทั้งหมด เพียงแต่ผมเชื่อว่า วิถีแห่งการสร้างและสอนนิสิตด้วยกระบวนการเช่นนั้น เป็นการเพาะบ่มให้นิสิตเติบโตด้วยตนเองให้มากที่สุด โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยงที่หยัดยืนอยู่ใกล้ๆ ...เทใจให้พวกเขารู้และสัมผัสว่า เราจริงใจ และใจกว้างพอที่จะรับฟังกระบวนการแห่งการเรียนรู้ของนิสิตเสมอ-

นี่แหละครับ เพียงเพราะวิถีแห่งการสร้างและสอนเช่นนี้แหละ การประชุมเชียร์และรับน้องใหม่ของ มมส จึงยังคงเดินทางมาอย่างยาวไกล และมีกลิ่นอายเดิมๆ อยู่อย่างเข้มข้น แต่ก็ไม่ถึงกลับโบราณเกินยุคสมัย ในทุกๆ จังหวะของกิจกรรม เราจะมีทีมงานอย่างมากมาย ดูแล กำกับอย่างใกล้ชิด พร้อมๆ กับการเข้าเชื่อมประสานอย่างทันทีเมื่อมีเหตุอันสุดวิสัยบังเกิดขึ้น และนั่นจึงเป็นภาพของการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคมหาวิทยาลัยกับนิสิต ที่ผมเชื่อว่า หาดูได้ยากยิ่งอีกหนึ่งสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่อย่างมากมายในเมืองไทย...เพราะกว่าจะอนุมัติให้ดำเนินการได้ ต้องฝ่าข้ามเวทีการนำเสนออย่างแสนสาหัส จนบางที-นิสิตก็แทบถอดใจไปเลยก็มี
ถึงกระนั้นก็เถอะ เราต่างก็ไม่เคยย่ำยึดอยู่กับวิถี หรือวิธีการเดิมๆ เสียทั้งหมด หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มปรับแต่ง แทรกฝังลงเรื่อยๆ ...เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเปลี่ยนแปลงแบบร่วมคิด-ร่วมฝัน-ร่วมสร้าง
ดังจะเห็นได้จากปีนี้ กิจกรรมประชุมเชียร์ของ มมส ปรากฏตามสื่อโทรทัศน์หลายช่อง บางส่วนถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ โดยสื่อต่างๆ ล้วนสะท้อนถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่บูรณาการให้นิสิตใหม่ได้ก้าวข้ามออกไปจากมหาวิทยาลัย โดยมีชุมชนเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ชีวิตและใช้ชีวิตในสถานะของความเป็นปัญญาชนที่ไม่ควรละข้าม ....



ไปดูคนต้นแบบ..ไปดูชุมชนต้นแบบ

แน่นอนครับ-หลายท่านบอกกับผมว่าทำไมไม่จัดการอะไรๆ ให้เสร็จสรรพ จะได้ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวและสุ่มเสี่ยงต่อการเสียภาพพจน์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งผมก็ได้แต่อธิบายว่า ตราบเท่าที่ยังต้องมีกิจกรรมในทำนองนี้ เราล้วนอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แต่มันก็เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของนิสิตในทุกชั้นปีที่จะต้องร่วมรังสรรค์สิ่งเหล่านี้ร่วมกัน ...บนพื้นฐานความเชื่อและศรัทธาว่า “นี่คือ...อีกสารัตถะหนึ่งในชีวิตของหนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัย”
และการให้เสรีภาพทางความคิดแก่นิสิต ก็ยังเป็นอีกวิธีของการสร้างกระบวนทัศน์ของเขาให้ตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบต่อคนอื่น หาใช่การร่ำระบายความสะใจส่วนตัวลงสู่คนรอบข้างอย่างปราศจากเหตุผล แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องมีกระบวนการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดูแลและกำกับจากทุกๆ ส่วน ...

ไปดูภูมิปัญญาในหมู่บ้านรายรอบมหาวิทยาลัย...เดินทางไกลไปดูดินแดนแห่งนครจำปาศรี ..อ.นาดูน

ไปขุดดิน..ปลูกต้นไม้กับชาวบ้าน

สำหรับปีนี้ เทศกาลแห่งการรับน้องใหม่ของ มมส กำลังเคลื่อนผ่านไปทีละนิดๆ ...
ฉากชีวิตหลายฉากได้รับการสื่อสารไปสู่สาธารณะอย่างอิ่มใจ
ละครชีวิตเดิมๆ ยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างชวนหลงใหล
พร้อมๆ กับการปรับแต่งบรรยากาศและโจทย์การเรียนรู้ใหม่ๆ ...ที่ค่อยๆ เบียดร่างเข้าสู่เทศกาลแห่งชีวิตนี้อย่างสุภาพ...

ถึงตรงนี้ คำถามหลายคำถามในแวดวงของคนที่นี่เริ่มได้รับคำตอบอย่างชัดเจนขึ้น...คำตอบเหล่านั้น ผมไม่ได้ตอบด้วยตัวเอง แต่กิจกรรมทั้งปวงนั้น ได้ทำหน้าที่ตอบคำถามแทนผมอย่างมหัศจรรย์ เป็นต้นว่า
· ทำไม ถึงต้องมีเวทีให้นิสิตเสนองานอยู่บ่อยครั้ง โดยมีผู้บริหารแต่ละคณะมานั่งฟัง นั่งวิพากษ์ และร่วมตัดสินใจร่วมกันแบบไม่แยกวรรณะ ซึ่งบางทีลับสมองกันราวกับสงครามในห้องแคบ
· ทำไม ถึงต้องให้นิสิตทำอะไรแบบเดิมๆ สุ่มเสี่ยง ..ทั้งที่สามารถประกาศนโยบายห้ามเลยก็ได้
· ทำไม ต้องพานิสิตใหม่ออกไปเรียนรู้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัย... ฯลฯ...

ครับ-ผมยังไม่รีบร้อนนักที่จะพลิกประวัติศาสตร์อย่างฉับพลัน เพราะลำพังผมคงไม่มีบารมีพอ แต่ผมก็เชื่อว่า วิธีการสร้างและสอนนิสิตเช่นนี้ จะเกิดผลและปลดแอกกรงขังเดิมๆ ได้ในสักวันหนึ่ง ตอนนี้ก็รอแค่เพียง ขุนพลกิจกรรมทั้งหลายจะปลงใจและเห็นร่วมกับสิ่งที่ผมและทีมงานกำลังชวนคิด-ชวนฝัน..และชวนสร้าง..ร่วมกัน เท่านั้นแหละ

ไปดูบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์...
สวัสดีค่ะ
*** รายรอบด้วยภูมิปัญญา ...ภูมิปัญญาที่เป็นสื่อการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย
ทุกมหาวิทยาลัยล้วนมีดีไปคนละแบบ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็น
สมัยเป็นนักศึกษา ผมรู้สึกว่า บางทีการรับน้องก็แฝงไปด้วยความดุร้ายครับ และจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่ปีสอง ก็พบว่า รุ่นพี่กลุ่มหนึ่งทำให้น้องๆ คิดลาออกเพื่อจะเอ็นท์ใหม่ในปีต่อไปที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าที่ทำได้คือ ฝ่ายปลอบประโลมครับ
ที่ไม่ตอบ เป็นเทคนิค
กระตุ้นให้เด็กคิด ปฎิบัติ ต่อยอด
สวัสดีค่ะ
* ศิษย์เก่า มมส(อดีต มศว.) มาร่วมเชียรรับน้องค่ะ
* การให้เสรีภาพแก่เด็กๆ เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ หากเรารับฟังและคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ...เหนื่อยหน่อยแต่ได้มากกว่าเสีย ที่แน่ๆ เรามจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจที่เรามีส่วนร่วมสร้างให้เขาได้รับผิดชอบและสร้างสรรค์สิ่งดีงามสู่สังคม
* ทำไมต้องมานั่งฟังและวิพากย์การนำเสนอของเด็กๆ ...คงเป็นเรื่องยากที่จะถอดยศศักดิ์และหัวโขน เพื่อฟังเรื่อราวจากพวกเด็กสร้างบ้าน(ความคิดและพลังของเรารุนแรงแต่ก็ใช่ว่าจะก้าวร้าวไปซะทุกคนทุกเวลา ) หากผู้ใหญ่ใจเย็น ที่สำคัญต้องใจดีด้วย พร้อมรับฟังและให้เหตุผลแก่เขา....ผู้ใหญ่ก็จะได้ใจจากพวกเด็กสร้างบ้านค่ะ
* ได้รับฟังกิจกรรมต่างๆ ของมมส. จากลูกชายบ่อยๆ รู้สึกภูมิใจที่ มมส ของเรามีอาจารย์คอยดูแลนิสิตอย่างใกล้ชิด
* เป็นกำลังใจให้ค่ะ สุขกายสุขใจนะคะ
การเข้ามาอ่านบันทึกเพื่อฟังเรื่องราวที่สื่อจากผู้เขียนไม่จำเป็นต้องเชื่อไปเสียทุกอย่าง
การมีความคิดเป็นของตนเองเพื่อแสดงความเห็นจะสนับสนุนหรือขัดแย้งทางความคิดอย่างไร เราก็ได้รับประโยชน์จากความเห็นเหล่านั้น
อย่างข้อบันทึกของคุณครูเมธนี ให้ข้อคิดได้ดีทีเดียว เพราะเธอวิเคราะห์ทุกคำพูดของคุณที่มีทัศนะคติต่อเด็ก
เช่นคำว่า "เสพ" ปกติใช้ไปในทางความหมายที่ไม่ดีมีแง่ลบ เธอจึงมาท้วงติงว่าอย่ามีทัศนะคติต่อเด็กด้วยการใช้ถ้อยคำและมองเช่นนั้น
คุณวรรณนา ผิวเผือก ก็ให้ความเห็นเบื้องต้นที่ดี
การให้เสรีภาพแก่เด็กๆ เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ หากเรารับฟังและคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ...เหนื่อยหน่อยแต่ได้มากกว่าเสีย ที่แน่ๆ เรามจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจที่เรามีส่วนร่วมสร้างให้เขาได้รับผิดชอบและสร้างสรรค์สิ่งดีงามสู่สังคม
ขอขอบคุณอีกหลายท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ
สวัสดีครับ อ.. กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ.
ที่ มมส- โชคดีหน่อยก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดกับชุมชนนี่แหละครับ กิจกรรมต่างๆ จึงมีพื้นที่แห่งการให้บริการในกลิ่นอายเช่นนี้ และยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ผมเองจึงมองว่า การเรียนรู้ชุมชน จึงน่าจะเป็นแบบเรียนชีวิตที่ดีที่ไม่ควรมองข้าม..
ปีนี้ผมตั้งใจอย่างมากกับการผลักดันให้แต่ละคณะ ก้าวออกไปดูแลชุมชน อันหมายถึงการเข้าไปเรียนรู้, ฝากตัวเป็นลูกฮักกับชาวบ้าน มีกิจกรรมใดที่พอจะช่วยเหลือชาวบ้านได้ ก็ช่วยขับเคลื่อนร่วมกัน
และผมก็ดีใจที่เรื่องดังกล่าว เริ่มปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นบ้างแล้ว.......ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับ อ.. จารุวัจน์ شافعى
สารภาพตามตรงเลยครับว่า ผมเองก็เคยแทบจะลาจากมหาวิทยาลัย เพียงเพราะกิจกรรมรับน้องที่ไร้เหตุผล...ละเมิดสิทธิส่วนตัวมากจนเกินเหตุ ดังนั้น เมื่อครั้งเป็นผู้นำนิสิต จึงมีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง
แต่ก็อย่างว่า...หลายอย่างยังถือเป็นประเพณีภายใน และรียกเป็นศัพท์ในวิถีกรรมของที่นี่ว่า "วัฒนธรรมของการรับน้อง" ...ยังคงมีโครงสร้างหลายอย่างที่ต้องปรับแก้..
ที่นี่ ยังมีการรวมน้องทั้งสถาบันแบบไม่แยกคณะมาร้องเพลง, เล่นเกมรวมกันในช่วงเย็น
ที่นี่...ยังมีการลอดซุ้ม..บายศรีสู่ขวัญ...มีประกวดดาวเดือน..และนำดาวเดือนมาเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ...
และปีนี้..
เป็นปีที่เราคิดว่าเดินมาถูกทางแล้ว นั่นคือการนำพาน้องใหม่ออกไปเรียนรู้แหล่งประวัติศาสตร์อารยธรรมของเมืองมหาสารคาม (นครจำปาศรี) ไปกราบสักการะองค์พระธาตุนาดูน (พุทธมณฑลอีสาน) พร้อมกล่าวปฏิญญาณการเป็นลูกพระธาตุ เนื่องจากตราโรจนากรอันเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยก็เป็นการจำลองมาจากองคืพระธาตุนาดูน...
และนั่นก็รวมถึงการนำพานิสิตออกไปพัฒนาสังคมรายรอบมหาวิทยาลัย โดยกำลังวางแผนระยะยาวว่าจะทำอะไรได้บ้าง
....นั่นคือสิ่งที่คิดว่า เดินมาถูกทางแล้ว....
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ เมธินี
ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณอย่างสูงเลยนะครับสำหรับนานาทัศนะที่มองมุมต่างและช่วยให้บันทึกนี้มีการต่อยอด ขยายผลอย่างน่าชื่นใจ
-บทบาทที่ปรึกษา
โดยเนื้อแท้ ผมคิดว่าเราต่างมองมุมเดียวกันคือการดุแลให้คำปรึกษา แต่ด้วยข้อบังคับในวิถีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่นี้ อาจารย์ที่ปรึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ของนิสิตเป็นอย่างมาก...และแน่นอน ที่นี่ยืนยันชัดแจ้งว่าไม่ใช่การ "ยุ่มย่าม" อย่างแน่นอน เพราะเป็นขนบที่ดำเนินไปตามกรอบกติกา..เรามีวัฒนธรรมองค์กรที่ค่อนข้างเป็นกันเอง..จนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ชมว่า ที่นี่ใกล้ชิด เป็นกันเองและให้เกียรติกับนิสิตมาก...
หลายแห่งบอกปาวๆ ว่านั่นคือกฏกติกา ข้อบังคับที่ตราเป็นวิถีปฏิบัติอย่างชัดแจ้ง แต่ต้องไม่ลืมว่า ภาพแห่งความล้มเหลวของการรับน้องของบางสถาบัน ก็ล้วนมาจากจุดอ่อนของการละเลยของการให้คำปรึกษา..ทั้งในฐานะกำกับ...ดูแล..ด้วยเหมือนกัน มิเช่นนั้น จะหลุดรอดไปสู่นาฏกรรม หรือโศกนาฏกรรมอย่างที่เห็นไม่ได้เลย...ซึ่งนั่นต้องปฏิเสธไม่ได้ว่า ระหว่างนิสิตกับกระบวนการให้คำปรึกษาและกำกับดูแลมี "ช่องว่าง" ...นั่นเอง
ผมเองโตมาจากวิถีกิจกรรม ผมจึงเข้าใจและเห็นใจในสภาพการณ์เช่นนี้
บางเรื่อง...กว่านิสิตจะมาร้องขอ ก็สายเกินแก้แล้วก็มี.และนั่นก็อาจถูกมองว่า ละเลย..ด้วยก็เป็นได้
แต่ในวิถีที่ปรึกษากิจกรรมนั้น เราควรมีทางสายกลาง ร่วมคิด ร่วมสร้าง หรือแม้แต่ร่วมทำกับนิสิตไปในตัว ซึ่งบางขณะก็เป็นห้วงแห่งการเรียนรู้ไปในตัวด้วยเช่นกัน
ซึ่งที่นี่..อันหมายถึงกิจกรรมนั้น ระบบที่ปรึกษาค่อนข้างดี ..เข้มแข็ง..เป็นกันเอง...และให้เกียรติต่อกระบวนคิดของนิสิตมากพอสมควร
...
วัฒนธรรม...
- ผมเข้าใจและรู้ชัดถึงความหมายแห่งคำว่าวัฒนธรรมตามหลักคิดและตามหลักพจนานุกรมทุกประการ...หากแต่นำคำๆ นี้มาใช้ใน "บริบท" ของ "ชุมชน" อันหมายถึงมหาวิทยาลัยของตัวเองเป็นที่ตั้ง...ซึ่งจึงไม่ผิดนักหากเราจะเรียกในกิจกรรมที่ปฏิบัติสืบมาเกือบๆ จะห้าสิบปีว่า "วัฒนธรรมภายในองค์กรของเราเอง" ...เฉกเช่นในองค์กรต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆ กำลังถกเถียงและนิยามเป็นยุทธศาสตร์ว่า "วัฒนธรรมองค์กรตนเองเป็นอย่างไร" ...
แน่นอนครับ..โดยรากศัพท์วัฒนธรรม อาจหมายถึง ความเจริญงอกงามเป็นหลักสำคัญ ...
แต่เราต้องไม่ลืมว่า วัฒนธรรม ในอีกมิติก็ย่อมหมายถึง "วิถีชีวิตของหมู่คณะ" ได้เหมือนกัน
ด้วยเหตุเช่นนั้น ผมจึงมองว่ากิจกรรมที่นิสิตในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ยึดปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนั้น เป็น "ประเพณี" หรือ "วัฒนธรรม" ของหมู่คณะของที่นี่ เป็นการจำกัดความในวิถีของ "องค์กร" .หาใช่การบัญญัติ หรือนิยามตามรากศัพท์นั้นทั้งหมด-
....
เสพ...
คำๆ นี้ ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ถูกใช้ในภาพลักษณ์ที่ออกแง่ลบ แต่ในวิถีแห่งภาษานั้น ทั้งในโลกแห่งสารคดี วรรณกรรมประเภทต่างๆ คำว่า "เสพ" ถูกใช้เป็นวาทกรรมที่กว้างขวางมาก เสพงานศิลปะ...เสพศิลป์ ฯลฯ ซึ่งก็หาใช่จำกัดอยู่แต่ในมุมแห่งรากศัพท์เสมอไป
แท้ที่จริงนั้น "เสพ" ยังมีความหมายอันเป็นแก่นของมันเองอีกอย่างคือ กิน-บริโภค-คบ ด้วยเหมือนกัน นั่นแหละครับ ผมถึงบอกว่า ในโลกแห่งหนังสือ หรือวรรณกรรม อันหมายถึง หนังสือนั้น คำว่าเสพ ถูกนำมาใช้ในบริบท และอริยาบทอื่นๆ อย่างมากมาย และหาใช่แต่ใช้เฉพาะในแง่ลบเท่านั้น ...
และการใช้ก็ในบริบทที่ผมว่านั้น ก็ไม่ใช่การใช้ในบริบทของการสร้างความวิบัติให้กับภาษาเราแม้แต่น้อยด้วยเหมือนกัน ซึ่งผมเชื่อว่า ในบรรดาคนอ่านหนังสือ จะทราบดีว่า คำว่าเสพในวิถีวรรณกรรม (หนังสือ-งานเขียน-ศิลปะแนงต่างๆ) นั้น เป็นคำที่ใช้ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
เช่นเดียวกับในวงเสวนาการพัฒนาบัณฑิตอุดมศึกษาเองก็เช่นกัน ก็เคยมีนักวิชาการใช้ศัพท์เหล่านี้ในวิถีกิจกรรมอย่างบ่อยครั้ง ผมเองก็เคยเขียนบทความเรื่องกิจกรรมนิสิตไปบ้าง และยังเคยใช้คำๆ นี้ในงานชิ้นนั้น...
.....
แน่นอนครับ ผมพยายามอธิบายเพิ่มเติมในมุมมองของผม แต่ผมขอขอบคุณและน้อมรับทัศนะอันสร้างสรรค์ของอาจารย์ที่มีต่อผมเป็นที่สุด เพราะนี่คือปรากฏการณ์ทางปัญญาที่มีค่าต่อบันทึกของผมมาก
บางที ผมอาจติดยึดกับความเป็นศิลปินอยู่บ้าง วาทกรรม หรือคำต่างๆ ที่นำมาใช้จึงดูอาจคลุมเคลือ ไม่เหมาะต่อกาละเสียทั้งหมด แต่ถึงกระนั้น ก็อยากให้อาจารย์ได้เข้าใจว่า สิ่งที่ผมสื่อสารไปนั้น เป็นบริบทของที่นี่...และทุกๆ ที่ บางทีก็มีนิยามของมันเองด้วยเหมือนกัน
....
ผมซาบซึ้ง...และประทับใจข้อเสนอแนะของอาจารย์มาก
อย่าลืมแวะมาเติมเต็ม และชี้แนะผมอีกนะครับ
ผมถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งยวด
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ... berger0123
ด้วยความที่ว่าผมเป็นคนประเภท คิดเร็ว ทำเร็ว..
พูดมาก ต่อยหนัก..
ซึ่งคนที่นี่จะรู้กระบวนท่าดีอย่างชัดแจ้ง
และหลายเรื่อง ผมอยากให้งานนั้นๆ อธิบายตัวตนของมันเอง
เช่นเดียวกับการไม่ตอบ ก็หมายถึง การเปิดพื้นที่ทางความคิดให้คนอื่นได้คิด ต่อยอด ด้วยเช่นกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
นักศึกษาหลายคนที่ คิดได้ ได้คิด ไม่กล้าคิด(กลัวผิด)ไม่อยากคิด คิดตาม ไม่คิด ดังนั้นการพัฒนาคน พัฒนาตน เป็นสิ่งที่คณาจารย์ต้องส่งเสริม สร้างให้เกิดต่อไป ครับ
สวัสดีครับนาง พรรณา ผิวเผือก (ไม่มีชื่อกลาง)
จริงๆ แล้วกิจกรรมที่นี่ก็มีทั้งที่เน้นบันเทิงและเน้นสาระการเรียนรู้คละกันไป ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมอันเป็นขนบในสถาบันนั้น ยังมีกลิ่นอายของความบันเทิงกันอยู่มาก ดังนั้น ทั้งผมและทีมงานจึงต้องพยายามค้นหาองค์กรและกิจกรรมทางเลือกใหม่ๆ ให้นิสิตได้ก้าวเข้าไปสัมผัส แต่หลายอย่างก็ยังเป้นแค่การโยนหินถามทาง คงยังต้องใช้เวลาอีกเยอะเลยทีเดียว ถึงจะเป็นรูปเป็นร่าง และมีการสานต่อกันได้อย่างมีพลัง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูแป๋ม
อย่าลืมนะครับ..ผมเป็นกำลังใจให้เสมอ
อย่าหยุดยั้งต่อการเพาะต้นกล้าดีๆ ให้กับสังคม
สู้ๆ ...
สวัสดีครับ...ภราดร พัชรวรรณ
ขอบคุณมากครับที่แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจ
ความแตกต่างทางความคิด เป็นความงามของมนุษย์ ..
ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น
โลกทุกวันนี้ เปลี่ยนและหมุนเร็วไปมาก จนบางทีเราไม่อาจรู้สึกเลยก็ว่าได้
แต่ศาสตร์หลายศาสตร์ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน-นั่นคือสิ่งที่เราต้องรู้และเรียนรู้ว่ามันเปลี่ยนไปบ้างแล้วเหมือนกัน
เช่นเดียวกับการเสพงานศิลป์เพียงแขนงเดียว ก็ไม่อาจบอกได้ว่า นั่นคือทั้งหมดและเป็นศาสตร์เดียว ซึ่งศิลปะทุกแขนง ทะลุถึงกันได้ วาทกรรมหลายคำถูกใช้ร่วมกันได้อย่างไม่ขัดเขินก็มี
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ผศ. เพชรากร หาญพานิชย์
บ่อยครั้งความต่างทางความคิดระหว่างนิสิตกับมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่นั้น เป็นสีสันและชวนค้นพบในบทสรุปยิ่งนัก ยิ่งถ้ามองว่ามันเป็นกระบวนการหนึ่งของการสร้างคน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า มันท้าทายที่สุดเลยก็ว่าได้
ขอบพระคุณครับ