ติดต่อ

  ติดต่อ

สภามหาวิทยาลัย (19) : จับหลักให้มั่น

         ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยหนึ่งมีการนำเรื่อง "การขอขยายเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เข้าขอความเห็นชอบ

         เป็นเรื่องที่อาจารย์ที่ครบเกษียณอายุ 60 ปีสามารถขอขยายเวลารับราชการได้อีก 5 ปี   โดยมีกฎเกณฑ์ที่ทาง สกอ. กำหนดมาอย่างชัดเจน

         เกิดข้อถกเถียงขึ้นว่าทำไมบางคนที่คุณสมบัติเข้าเกณฑ์แต่ไม่ได้รับการขยายเวลาฯ

         สภามหาวิทยาลัยต้องมีมติว่า "การขยายเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา  มิใช่เป็นสิทธิของผู้ขอขยายเวลาราชการ   แต่เป็นเรื่องของโอกาสและความเหมาะสม   โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดเป็นหลัก"

วิจารณ์  พานิช
 4 พ.ค.49

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 26827, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก

ความเห็น (3)

JJ
IP: xxx.12.97.120
เขียนเมื่อ 

ขออนุญาต แลก เปลี่ยน ประสบการณ์ ครับ

 สภามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้พิจารณาเรื่องนี้ หลายครั้งครับ โดยสรุป จะเหมือนที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ ลงแล้วคือ การจะรับให้อาจารย์ท่านใดเข้ารับราชการต่ออีก ๕ ปี ต้องมี

 ๑.ความต้องการของมหาวิทยาลัย

 ๒.ความต้องการของคณะ โดยผ่านความเห็นชอบของ ภาควิชา และ คณะกรรมการประจำคณะนั้นๆ

 ๓.มีคณะกรรมการบริหารบุคคลของ มหาวิทยาลัยพิจารณากลั่นกรอง และ นำเสนอความเห็นชอบผ่านที่ประชุมคณบดี และ ตัดสินสุดท้าย โดย สภามหาวิทยาลัย

 ประสบการณ์ที่ผ่านมามีการ "ร้องเรียนไปที่ศาลปกครอง เพื่อให้ได้รับราชการต่อด้วยครับ"

SL
IP: xxx.28.103.18
เขียนเมื่อ 

ผมได้พูดคุยกับท่านอาจารย์อาวุโสหลายท่านที่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณงามความดีและประสบการณ์ ท่านเหล่านั้นกล่าวไว้น่าสนใจ จึงขอนำมาแลกเปลี่ยน...

...ในระบบมหาวิทยาลัย เราใช้ "การขอ" เป็นหลัก เช่น หากอยากได้ตำแหน่งทางวิชาการ ถึงผลงานจะมากมายและดีเด่นเพียงใด แต่ถ้าเราไม่ "ขอ" ให้เขาพิจารณา เราก็ไม่ได้ตำแหน่ง

การขยายเวลาก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าอาจารย์ผู้นั้นจะเก่ง ดี น่านับถือ และสมควรจะได้รับการขยายเวลาเพียงใด หากท่านไม่ "ขอ" เขาก็ไม่ต่อให้ ปัญหาเกิดขึ้นที่ว่า ท่านอาจารย์อาวุโสหลายท่านบอกว่า ทำไมต้องให้ตนไป "ขอ" ขยายเวลากับเด็กรุ่นหลังด้วย พวกเขาสิควรจะเป็นฝ่าย "ขอ" ให้ท่านอยู่ต่อ ไม่ใช่ท่านต้องไป "ขอ" พวกเขาให้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ...ผมฟังแล้วอึ้ง...

ในระบบตุลาการและราชการบางแห่ง หน่วยงานจะเชิญผู้ที่สมควรอยู่ต่อให้อยู่ต่อ โดยหน่วยงานจะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด แต่ระบบมหาวิทยาลัย ใครอยากอยู่ต่อก็มาขอเอา...ทำเรื่องเอาเอง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คนมหาวิทยาลัยคงรู้ดี ยิ่งสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของ ม.เอกชน ท่านผู้อาวุโสจะอยู่กับใครในระหว่าง ม.เอกชนที่มาเชิญ กับ ม.เดิมที่ต้อง "ขอ" ให้คนรุ่นน้อง รุ่นลูกพิจารณาอนุญาต...

รุ่นหลัง(เขา)
IP: xxx.170.228.172
เขียนเมื่อ 

"ในระบบมหาวิทยาลัย เราใช้ "การขอ" เป็นหลัก"

จริงครับ แต่เป็นสิ่งที่ควรและไม่ควรครับ

เข้าใจว่า โดยเนื้อแท้ ที่ต้องให้บุคลากรวิชาการ "เสนอผลงาน"เข้ามาพิจารณานั้น เนื่องจากความเป็นปัจเจก และเป็นอิสระ (ที่ควรจะมี แต่ไม่รู้ว่ามีจริงไหม)

ทำให้ผู้อื่นยากที่จะรู้ได้ว่า ใครมีผลงานทั้งหมดอะไรบ้าง แต่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้บริหาร (หรือ"ผู้บังคับบัญชา" เมื่อไรจะเลิกใช้คำนี้กับมหาวิทยาลัยครับหมอ) ควร ที่จะรู้ได้ว่า คนๆนี้ควรที่จะเสนอผลงานเข้ามาได้แล้วยัง และมีการปรึกษาหารือกัน

แต่ในบรรยากาศการทำงานของประเทศไทย เมื่อใครเป็นผู้บริหารแล้ว ก็รอเซ็นอนุมัติอย่างเดียว ที่แย่กว่านั้นเรียกว่าบ้าอำนาจ ไม่ใช่ความเป็นปัจเจกแบบนักวิชาการครับ แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารในหน้าที่บริหาร จึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปโปรโมทให้ใคร (โดยเฉพาะถ้าไม่ถูกกัน) ทั้งที่มีหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของหน่วยงาน (รวมทั้งการยกย่องและเลื่อนตำแหน่ง)

แล้วมักจะมีเรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือรับรู้ข้อมูลไม่เท่ากันมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

การศึกษาของไทยมีเรื่องจริยธรรม จากกรณีศึกษาน้อยมาก มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจึงมีปัญหาด้านจริยธรรมครับ

จริงไม่จริงแล้วแต่จะโปรดครับ

แต่ผมคิดว่าจริงครับ