เรื่องเล่าจากการประชุมทำความเข้าใจแกนนำชุมชนโครงการศูนย์ข้อมูลเครือข่ายความรู้ภาคประชาชนจังหวัดระยอง 2 พฤษภาคม 2549 ณ ที่ทำการชุมชนลุ่มน้ำประแสร์ เวลา 10.00-15.00
                คณะของเราซึ่งประกอบด้วย พี่ดนัย  คุณรัชพล (สุภรัฐ)  คุณนณพรรณ และน้องสาวตัวเล็ก  และผม (สวัสดิ์) รวมทั้งผู้ใหญ่ชาติชายที่เราแวะรับในตลาดแกลง  เดินทางมาถึงที่ทำการของเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำประแสร์ 4 ตำบลหลังคณะของ พอช. ที่ประกอบด้วยคุณธนวิทย์ คุณอภินันท์ คุณปรกฤต ซึ่งติดรถของ พอช. มาจากกรุงเทพฯ รวมทั้งคณะทำงานของ พอช. อีก 4 ท่าน

                เวลาที่พวกเราเดินทางมาถึงเป็นเวลาใกล้ 10 นาฬิกา แล้ว ท่าน (อดีต) ผู้ใหญ่สอิ้ง ซึ่งเป็นแกนนำของเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำประแสร์ออกมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยชุดประจำถิ่นที่เป็นกางเกงชาวเลซึ่งมีทรงคล้ายกางเกงขาบานในยุค 70 มองดูแตกต่างจากกางเกงชาวเลของปากพนังตรงที่  ของปากพนังขาสั้นและบานกว่า

                เมื่อพวกเราเข้ามานั่งในศาลาที่ทำการของชุมชนฯ ซึ่งมีคณะของ พอช. และแกนนำชุมชนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว  การสนทนาก็เริ่มดำเนินขึ้นโดยคุณปรกฤต  ผู้ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการดำเนินงานให้เป็นทางการ  มีความชัดเจนตามแบบฉบับนักวิชาการตัวจริง  หลังจากที่ล้มเหลวในการให้ผมเป็นผู้ดำเนินรายการ  เพราะเห็นท่าว่าผมจะพาชาวบ้านออกนอกเรื่องมากกว่าที่จะพูดคุยให้ตรงประเด็นและชัดเจน

                คุณปรกฤตทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม  ประกอบกับมีผู้ใหญ่ชาติชาย  คุณรัชพล คุณธนวิทย์ และคุณอภินันท์ ช่วยผมให้รอดชีวิตจากเวทีแรกมาได้  เพราะถ้าปล่อยให้ผมพูดชี้แจงทำความเข้าใจแกนนำ  แทนที่แกนนำจะเข้าใจผมเกรงว่าแกนนำจะวกวนอยู่ในเขาวงกตจนหาทางออกไม่ได้  ประเด็นนี้อาจถูกในมุมมองของนักวิชาการ  ที่สรุปเอาจากการคาดเดาโดยเหตุผลที่ตัวเองยกมาอ้าง  แล้วก็หาเหตุผลอีกชุดหนึ่งมาอ้างอีกเพื่อหาความชอบธรรมให้เหตุผลชุดแรก  จึงทำให้เชื่ออย่างสนิทใจว่าข้อสรุปนั้นถูกต้องอย่างไม่มีข้อสงสัย

                ในทัศนะของผม  ซึ่งผมประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่า  ผู้ที่เชื่อว่าและเรียกตัวเองว่า “นักวิชาการ” ไม่ใคร่จะปลื้มนักในทัศนะของผม  ที่เห็นว่า  เรื่องของชุมชน  เรา (ยิ่งอยู่ในฐานะผู้อำนวยการโครงการอย่างผมด้วยแล้ว) ไม่รู้  หรือรู้ให้น้อยที่สุดจะเป็นประโยชน์กับชุมชนมากกว่า  แต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า  เรามาทำงานเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง  ไม่ใช่ห่วงแต่เป้าหมายของตัวเอง  จนชุมชนไม่มีโอกาสเรียนรู้จากการได้คิดเอง  ทำเอง  โดยปลอดจากการครอบงำและการชี้นำ  ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม  อย่างไรก็ตาม  เจตนาของผมดูเหมือนนักวิชาการจะมองไม่เห็น  รวมทั้งผมก็จะไม่ชี้ให้นักวิชาการเห็นเจตนาของผม  เพราะผมก็ต้องการให้นักวิชาการได้เรียนรู้เหมือนกัน  สรุปว่า  ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร  สิ่งที่เราได้แน่นอนคือการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม
                ในวงสนทนา  ผมอยู่ในฐานะตัวประกอบตามที่ผมต้องการ  แม้คุณปรกฤตจะพยายามชงให้  ผมก็ดูเหมือนจะพาออกจากความชัดเจนตลอดเวลา  โดยเฉพาะเมื่อคุณปรกฤตชงลูกมาว่า “ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ  ผมอยากให้ ดร.สวัสดิ์  พูดถึงประโยชน์ของศูนย์ข้อมูลที่ชุมชนจะได้รับหน่อย”  ผมอาจทำให้หลายคนช็อก  เมื่อผมตอบว่า “ผมไม่รู้หรอกว่าศูนย์ข้อมูลจะมีประโยชน์หรือไม่  เพราะผมไม่ใช่คนทำข้อมูล  ผมไม่ใช่คนใช้ข้อมูล  อีกทั้งศูนย์ข้อมูลก็ยังไม่เกิดขึ้น  ที่เราพูดมาเสียยืดยาวในหลักการและเหตุผลนั้น  อย่านำมากล่าวอีกเลย  มันน่าเบื่อ  เพราะเราเองก็ไม่รู้หรอกว่า  มันจะเป็นจริงหรือเปล่า  เราเพียงคาดเดาไปเองเท่านั้นแหละ”  ผมยอมรับตรง ๆ เลยครับว่า  ที่ผมพูดออกไป  ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ผมใช้เหตุผลน้อยมากเมื่อผมเปลี่ยนมาทำงานกับชุมชน  ซึ่งผมก็ไม่ยืนยันว่าผมจะทำอย่างนี้ตลอดไป  ประสบการณ์คงจะสอนผมเองครับว่า  ผมควรจะเดินไปในทิศทางใดระหว่างเหตุผลหรือความรู้สึก
                คนในวงสนทนา  ยอมให้ผมแสดงความรู้สึกได้สักพัก  ก็มีหลายคนพยายามช่วยชีวิตผมไว้ครับ  ขอบคุณท่านเหล่านั้นที่เป็นห่วงครับ  คุณธนวิทย์พยามยามผมดึงเข้ามาสู่ลู่ทาง  โดยถามนำว่า “ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นน่ะมีอะไรบ้าง” ผมจึงพยายามเปิดไปอ่านในตอนที่ว่าด้วย “ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ” ผมดึงเวลาอยู่นาน  ความพยายามจึงเป็นผลครับ  ไม่ใช่ผมได้อ่านในสิ่งที่หาหรอกครับ  แต่เป็นเสียงจากแกนนำชุมชนตัวจริง ผู้ใหญ่ชาติชายครับ  คนที่ผมรอคอยให้เป็นคนพูดเรื่องนี้  แต่ถ้าผมจะเชิญให้พูดดูจะไม่เป็นธรรมชาติ  เพราะผู้ใหญ่ชาติชายมักไม่ค่อยจะพูดถ้าไม่มีใครเชิญ  ท่านคงเห็นผมกำลังจะจมน้ำครับ  จึงโดดลงมาช่วย
                ผู้ใหญ่ชาติชายจึงร่ายยาวประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนอีกคำรบหนึ่ง  หลังจากที่ช่วยผมชี้แจงหลักการและเหตุผลไปรอบใหญ่แล้ว  มนต์ของผู้ใหญ่ชงัดนักครับ  ผมเห็นประกายตาฉายออกมาจากแกนนำชุมชนแทบทุกคน  แววตาดังกล่าวบ่งบอกถึงความซาบซึ้งและความคล้อยตาม  แสดงว่าสมมติฐานของผมถูกต้องครับ  ที่ว่า  เรื่องของชุมชน เราที่เป็นคนนอกแม้จะมีดีกรีสูงเพียงขนาดไหนก็ตาม  ไม่ควรพล่าม  ให้ชุมชนพูดออกมาเอง  จะได้ผลกว่า  นี่เป็นบทเรียนที่ผมอาจจะหาโอกาสนำไปใช้ในโอกาสต่อไป  หากไม่มีใครจับได้เสียก่อน  แต่ก็ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ช่วยผมให้รอดทุกที  เพราะถ้าผู้ใหญ่ไม่ช่วย  ผมคงจมน้ำตายจริง ๆ ครับ  เพราะผมยอมรับว่าผมไม่รู้จริง ๆ ผมเบื่อที่จะท่องสิ่งที่ผมเขียนมาบอกชาวบ้านครับ  ผมจะเบื่อตัวเองมากหากทำอย่างนี้
                หลังจากที่ผู้ใหญ่ชาติชายพูดถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน  วงสนทนาของเราโชคดีที่ได้มีโอกาสรับคำแนะนำจากผู้ใหญ่สมศักดิ์  แกนนำชุมชนตำบลสองสลึง  ผู้ที่เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่งของระยอง  คำพูดของท่านทำเอาผมแอบสำลักเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำว่า “ลิเกเร่” ท่านขยายความเรื่องลิเกเร่ว่า “นักพัฒนาทั้งหลาย  ประดุจดั่งลิเกเร่  ที่เปิดวิกแสดง  เก็บเงินค่าวิก  ลิเกจบแล้วก็จากไป” ท่านกล่าวต่อไปว่า “เราอย่ามัวแต่เป็นลิเกเร่อยู่เลย  เปิดวิกถาวรเสีย  แสดงให้ดี  แล้วคนดูเขาจะมาหาเอง อย่างที่ผมกำลังทำอยู่  แต่ก่อนผมก็เคยเป็นลิเกเร่เหมือนกัน” (แม้จะโค้ดเป็นคำพูด  แต่เป็นโค้ดโดยใจความ  ผู้ใหญ่สมศักดิ์อาจไม่ได้กล่าวถ้อยคำโดยตรง  แต่ผู้เล่าจับใจความเป็นสำคัญ)

                ผู้ใหญ่ให้ข้อคิดกับพวกเราว่า  “ศูนย์ข้อมูลต้องมีศูนย์ที่ทำให้เห็นความสำเร็จเป็นต้นแบบสักแห่งก่อน  ชุมชนจึงจะบอกได้ว่ามีประโยชน์หรือไม่อย่างไร” ข้อนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากการนำชุมชนคนอื่น ๆ หลายคน  แล้วผู้ใหญ่ก็กล่าวต่อไปว่า “ทาง พอช. ควรจะมีเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลที่มีอยู่เต็มไปหมดในชุมชน  แต่ชาวบ้านไม่ถนัดที่จะเก็บข้อมูล  หากมีคนลงไปเก็บจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าชาวบ้านเก็บเอง” ประเด็นทั้งสองที่ผู้ใหญ่เสนอ  คุณปรกฤต ผู้ดำเนินรายการน้อมรับ  โดยผมเสริมว่า “ความคิดของผู้ใหญ่เป็นแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าพวกเรามาก  ในเรื่องศูนย์ข้อมูล  เพราะผู้ใหญ่ไปถึงขั้นที่ต้องการคนลงไปถอดบทเรียนที่เป็นข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว  แต่ของเราเพิ่งเริ่มต้นที่ข้อมูลพื้นฐานเท่านั้นเอง” ผมเสริมต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม  เรื่องที่ผู้ใหญ่เสนอ  ก็มีอยู่ในศูนย์ข้อมูล  คือ ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น  แต่เรา (ศูนย์ข้อมูล) อยากให้ชุมชนเรียนรู้กันไปในเรื่องดังกล่าว”  ผมสังเกตเห็นว่าผู้ใหญ่มีความยินดีที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นเพราะผู้ใหญ่มีรอยยิ้มบนใบหน้า (ความจริงแล้วผู้ใหญ่ยิ้มตลอดเวลาที่คุยกับพวกเราครับ) และเชิญพวกเราไปเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงที่ตำบลสองสลึงในตอนเย็น

                เราสนทนาด้วยเรืองเบา ๆ หลังจากได้ข้อสรุปว่า  แกนนำทุกคนเห็นด้วยในความสำคัญของศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะแกนนำ 6 พื้นที่นำร่องที่ไม่ต้องพูดถึง  เพราะเราพบกันมาแล้วหลายครั้งก่อนที่จะมาถึงเวทีนี้  ส่วนแกนนำชุมชนในฐานะผู้สังเกตการณ์อย่างตำบลตะพง  ผมได้ให้โปรแกรมแผนชุมชนและคู่มือการใช้โปรแกรมไปศึกษาและทำควบคู่ไปกับชุมชนนำร่องได้เลย  จากนั้นจึงพักรับประทานอาหารกลางวันที่ผู้ใหญ่สอิ้งรับหน้าที่เป็นพ่อครัวจัดหาอาหารมาให้  โดยเป็นอาหารที่ได้จากพื้นที่ลุ่มน้ำประแสร์
                หลังอาหารกลางวันที่เอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าซึ่งประกอบด้วย  หอยนางรมสด  ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่  ต้มยำปลาเก๋า กุ้งนึ่ง ปูนึ่ง แล้ว  ผมและคณะทำงานของ พอช. ร่วมกันร่างบันทึกความร่วมมือ (MOU) ที่ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงในการร่าง และให้พยานลงนาม  ก่อนที่คณะผู้รับผิดชอบ 4  คน ประกอบด้วยผม คุณปรกฤต คุณหมอต้อย และคุณรัชพล จะต้องตามไปลงนมที่สำนักงาน พอช. ภาคตะวันออก  เพราะกระดาษที่ชุมชนหมดเสียก่อน
                เราเสร็จสิ้นการลงนามที่ พอช. ภาคตะวันออกเวลาประมาณ 4 โมงเย็น  จึงได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ใหญ่สมศักดิ์ที่ตำบลสองสลึงตามเชิญ  เราพบว่า  ผู้ใหญ่มีความพร้อมมาก  ทั้ง ๆ ที่ผู้ใหญ่พึ่งโครงการของ พอช. น้อยมาก  ผู้ใหญ่สามารถระดมทุนโดยการเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง  ผู้ใหญ่เล่าว่า “รายได้ที่มาช่วยสนับสนุนมาจากกระทรวงเกษตรที่คิดจากจำนวนผู้มาเรียนรู้” ผู้ใหญ่มีโรงนอนชายและหญิง  มีฐานเรียนรู้ 6 ฐาน และที่สำคัญ ผู้ใหญ่แกะทุเรียนมาเลี้ยงพวกเราด้วยตัวเองเลยครับ  นอกจากนี้ผมโชคดีที่ได้คุยกับนักเรียนกินนอนของผู้ใหญ่คนหนึ่ง  จากการพูดคุยท่านบอกว่า  ท่านมาจากกรุงเทพ  มาเป็นนักเรียนของผู้ใหญ่ 2 ปี แล้ว โดยมีแปลงทดลองของตัวเองใกล้ ๆ กับผู้ใหญ่  สองปีที่มาอยู่ที่นี่  ท่านมีความรู้ที่พอจะพึ่งตัวเองได้  เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับ สำหรับผม

                พวกเรากราบลาผู้ใหญ่ก่อน 6 โมงเย็นเล็กน้อย รถตู้ของ พอช. พาผมและคณะมาถึงแยกพระรามเก้า ประมาณ 2 ทุ่ม  ผมมาถึงที่พักร่วม 4 ทุ่มแล้ว  หลังจากอาบน้ำ  ผมมานั่งเล่าเรื่องนี้จนถึงเวลา 23.50 แก้ไขอีกรอบตอน 09.00 ในวันต่อมา  ผมจะนำบันทึกนี้ไปเสนอไว้ใน Blog ของ สคส. ก่อนที่จะรวบรวมไว้เสนอแก่ พอช. ในรายงาน  ผมเชื่อว่า พอช. อาจจะไม่ happy นักที่จะอ่านรายงานแบบนี้  แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ผมเปลี่ยนรูปแบบการเขียนหรอกครับ (แน่นอน  ผมกำลังต้องการเรียนรู้บางอย่าง  แต่ขออุบไว้ก่อนครับ)  นัดหน้าเราคงจะได้พบกันอีกในเรื่องเล่าจากเวที  “ปฏิบัติการเสริมหนุนพื้นที่แรก” ครับ

                ด้วยความเคารพ
                สวัสดีครับ
                สวัสดิ์  พุ้มพวง
                3 พฤษภาคม 2549