เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พวกเราชาวข้าวขวัญ นำทีมโดยลุงเดชา ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมภาคีคุณอำนวย ที่โรงแรมหลุยส์ แทเวร์น แถวหลักสี่ งานนี้พวกเราตะลุยเข้ากรุงกันทั้งทีม ด้วยภาระกิจสำคัญที่ต้องคุยกับอาจารย์หมอเป็นวาระพิเศษ แต่ช่วงเวลาครึ่งวันเช้า เราก็ยังได้มีโอกาสแชร์ประสบการณ์ในการเป็นคุณอำนวย แบ่งปันให้กับเพื่อนคุณอำนวยจากหลากหลายองค์กร ล้วนแต่เป็นประสบการณ์และกลยุทธ์ในการเข้ามวยทั้งสิ้น ฉันเองก็พลอยได้มีโอกาสแบ่งปันกับเค้าไปด้วย จะว่าไปแล้ว ฉันยอมรับว่าระยะนี้ ข้าวขวัญห่างเหินจากกิจกรรมการพบปะเพื่อนคุณอำนวยหลายเวที ไม่ใช่เพราะได้ดีหรือหนีหน้าไปไหนหรอก ภาระกิจที่ต้องหมกทุ่นอยู่กับไร่นาและเกษตรกรของแต่ละคนยังร้อนระอุ ไม่นับรวมว่า ภานในเดือนมีนาคม-เมษายน ข้าวขวัญมีภาระกิจพิเศษ ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆก็คือ การได้มีโอกาสจัดกระบวนการในการฝึกอบรม การจัดการความรู้ให้กับองค์กรและหน่วยงานภายนอก นับตั้งแต่ เกษตรกรตัวจริงเสียงจริง จนกระทั่งถึงบุคลากรของอบต. คณะครูจากหลากหลายสถาบันของภาครัฐ และล่าสุดที่ดูจะเป็นโปรเจคใหญ่ที่พวกเราแท็คทีมการทำงาน คือการจัดกระบวนการ KM ให้แก่ พนักงานบริษัทปูนซีเมนต์ไทย แก่งคอย นำทีมโดยพี่ทวีสิน และพี่เรวัติ งานชิ้นใหญ่แบบไม่เคยพบเคยเจอ กับการเรียนรู้บุคคลต่างๆที่ได้มีโอกาสโคจรมาเจอกัน พวกฉันรู้ว่ามันคืออานิสงค์อย่างหนึ่งที่ได้รับ หลังจากที่เราได้รู้จักกัลยาณมิตรที่ดีเช่น สคส. ที่คอยเอื้ออำนวยสรรพวิชาให้กับพวกเรา อาจจะดูเหมือนอกตัญญูไปบ้างที่ไม่ได้มาทำหน้าที่ ให้สมกับที่ได้เคยรับความไว้วางใจให้ได้รับรางวัลคุณลิขิต หลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งห่างเหินจากการเล่าเรื่องผ่านบล็อค ยิ่งเมื่อพบอาจารย์หมอ ท่านก็ได้เมตตาบอกเราว่า เดี๋ยวนี้ข้าวขวัญคะแนนตก เพราะห่างเหินบล๊อคไปนั้น ฉันก็อดสะดุ้งไม่ได้ เพราะทีมงานของฉันก็ฝากฝังงานชิ้นนี้กับฉันซะเต็มที่ แต่ที่ผ่านมาหลังจากที่ได้รับหน้าที่เล่าเรื่องผ่านบล๊อค ฉันเองก็ได้พยายามเต็มที่เท่าที่เวลาจะมีเอื้อให้ได้สัมผัสคอมพิวเตอร์ จริงๆแล้ว คุณอำนวยหลายคนในองค์กรก็มีเจตจำนงค์อยากจะเขียนเรื่องเล่าอยู่เช่นกัน แต่คราใดที่ปราศจากฉันซึ่งต้องนั่งอยู่หน้าคอม พี่ๆเองก็มักจะมีปัญหาเรื่องการจัดการข้อมูลลงถ่ายทอด หลายคนเขียนเรื่องเล่าของตนลงสมุด แต่หลายหนตัวฉันเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างพอที่จะมานั่งพิมพ์สิ่งที่พี่เค้าเขียนได้มากนัก ด้วยความที่องค์กรเราไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลที่คอยรวบรวมข้อมูลโดยเฉพาะ  และที่ผ่านมาเราพยายามรวบรวมเรื่องราวด้วยตัวเราเอง เพียงแต่บล๊อคคือสื่อใหม่ที่ฉันเข้าใจว่า ต้องให้เวลากับคุณอำนวยอีกหลายๆคนที่ยังมีข้อจำกัดในการพิมพ์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์   และฉันคิดว่ามันคืออุปสรรคไม่น้อย เพราะจะว่าไปแล้ว การจัดการข้อมูลลงบล๊อคถ้าไม่ค่อยได้ใช้ มีแต่ลืม ลืม กับลืม โดยเฉพาะวิธีการ แต่แน่นอนว่า พวกเราเห็นว่ามันคือสิ่งสำคัญที่จะสื่อให้คนนอกได้เห็นงานของเราอีกทางหนึ่ง และค่อนข้างดี เพราะกัลยาณมิตรของ KM มีอยู่ทั่วสารทิศ พวกเราจึงคิดว่า ในวันที่ 6-8 พฤษภาคม นี้ เราจะใช้ KM กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆขององค์กรเราสักตั้ง หลังจากที่ใช้กับคนอื่นมาอย่างมากมายแล้ว ก็หวังไว้ว่า หลังจากได้ทดลองใช้ KM ในการทำงาน ทิศทางในการพัฒนาบุคลากรอาจจะมีหลายสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมมากขึ้น ที่แน่ๆฉันคนหนึ่งที่จะโยนประเด็น "บล๊อค" เข้าร่วมในวาระแห่งชาตินี้ สัญญาว่าจะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกหลายระลอก