ไปช่วยกันทำแท้งที่ขอนแก่นอีกรอบ: เกือบเสียตัว!

 

          เช้าวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2552 ผมไม่ได้โทรศัพท์กลับไปหาลูกเมียที่บ้าน เพราะว่าตื่นสายเอา 8 โมงกว่า เธอทั้ง 3 คนต่างก็ออกจากบ้านไปแล้ว เมื่อคืนเกิดสงครามเล็กๆของท่านตัวน้อยทั้ง 2 ของผม เนื่องจากการแย่งที่นอนกัน คุณจ้าจะนอนตรงนี้ และพอดีกับที่พี่แป้งได้ถือสิทธิ์อยากนอนที่เดียวกัน งานนี้คนที่เสียน้ำตาก็คือพี่สาว เล่นเอาละล่ำละลักฟ้องพ่อของเธอที่กำลังเมาไวน์อยู่ที่ขอนแก่นและต้องอธิบายอยู่นาน

            เช้าวันนี้มีเรื่องระทึกในชีวิตผมเกิดขึ้นอีกครั้ง

            หลังจากเอาอาหารกระแทกท้องโครมใหญ่เป็นที่เรียบร้อย ก็เข้าไปสังเกตการในห้องจัดการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมยังไม่ได้หดหายไปไหน น่าแปลกนะครับ งานประชุมทางการแพทย์ส่วนมากนั้น คนจะเริ่มหายไปตั้งแต่วันที่ 2 ของการประชุม แต่งานของเราไม่เคยเป็นแบบอย่างที่ว่าเลย คนเต็มตลอดจนงานเลิกในวันที่ 3 นั่นแหละ จากนั้นผมก็ขอแยกตัวออกมา เพราะว่าจะไปนวดแผนโบราณที่มีบริการอยู่ในชั้นเดียวกันกับห้องประชุม

            เดินเข้าไปตอน 10 โมง ก็พบว่าห้องนั้นไม่มีใครอยู่ เห็นแต่ที่นั่งที่คล้ายอัฒจรรย์ คลับคล้ายคลับคลาว่ามันมีหน้าตาเหมือนสถานบริการอาบน้ำไปนวดไปที่ไหนสักแห่ง เลยเดินย้อนออกมาดูที่ป้าย เพราะเราอาจจะเดินเข้าไปผิดที่เอง แต่มันก็ยังคงเขียนเหมือนเดิมว่า นวดแผนโบราณ 300 บาท/2 ชั่วโมง แล้วก็มีผู้ชายเดินออกมาต้อนรับ เมื่อผมแจ้งความประสงค์ เขาก็เดินไปตามหมอนวดมาให้ผม

            ห้องที่ใช้นวดนั้น ไม่ได้เป็นห้องรวมเหมือนที่เคยนวดมา แต่เป็นห้องเดี่ยวๆเรียงกันไป ในห้องพบว่ามีอ่างอาบน้ำและโถส้วมตั้งอยู่ แล้วคุณหมอนวดที่มีอายุราว 40 เศษๆก็เปิดไฟสีม่วง แค่นี้ก็ทำเอาผมใจหาย ว่านี่เรามาผิดที่หรือเปล่า นึกกลัวอย่างรุนแรงว่านี่เราอาจจะต้องมาเสียตัวที่ขอนแก่นเสียแล้วหรือ แต่เมื่อดูลักษณะของคุณหมอที่จะมานวดผมนั้น ก็คิดว่าน่าจะนวดแผนไทยจริงๆ เลยยอมเปลี่ยนชุดไปนอนรอบนเตียง และพลอยให้ใจชื้นขึ้นมาสักหน่อยเมื่อเธอยอมปิดไฟสีม่วงตรงบริเวณอ่างอาบน้ำออกไปเสีย มันเปลืองไฟน่ะครับ

            แล้วผมก็ถูกนวดไป ไม่สะใจเหมือนที่หาดใหญ่เท่าไหร่นัก จนมาถึงช่วงสุดท้ายที่กำลังจะเลิกรา ช่วงที่กำลังนวดในท่านั่งอยู่นั้น คุณหมอ (นวด) ก็ถามผมว่าเคยถูกนวดอะไรมาบ้าง นวดแผนโบราณไงครับ นวดออกจะบ่อย นวดน้ำมันก็เคยบ้างเวลาไปสปา นวดเท้านั้นไม่เคยแต่คิดว่าน่าจะสบายถ้าไปนวดตอนเย็นหลังเลิกงาน แล้วเธอก็ถามว่าเคยนวดกระษัยไหม” “เอ...เป็นอย่างไรล่ะครับผมถาม ว่าแล้วเธอก็เอามือมาจับเป้าของผมแล้วก็บอกว่าตรงนี้ไงไอ้หยา เล่นแบบนี้พาเอาผมร้อนวูบไปทั้งตัว แล้วเธอก็ยังคงสาธยายต่อไปว่า การนวดกระษัยนั้นเป็นการนวดน้ำมัน ช่วยคลายพังผืดที่ยึดอวัยวะเพศอยู่ (ไอ้เรากลับนึกไม่ออกจริงๆว่าตรงนั้นของผมจะมีพังผืดตรงไหน) เธอยังคงบอกต่อไปว่า นี่ไม่ใช่การช่วยตัวเองให้ผมหรอกนะ (แบบว่าใช้ศัพท์ชาวบ้านหน่อยๆด้วยนะครับ) แต่เป็นการนวดจริงๆ หมอนวดทำเป็นทุกคนแล้วไม่เสร็จหรอกเหรอไอ้โง่ธนพันธ์มันยังคงถามต่อไป แบบว่ากำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นครับ เธอบอกว่าไม่ หมอนวดทำได้ แต่เราก็ต้องมีเงินพิเศษให้เขาด้วยก็เรียบร้อย ฮ่า ฮ่า เป็นอันว่า งานเข้าครับงานเข้า เมื่อเสร็จการเคาะหลัง ผมก็จ่ายเงินให้เธอทันที พร้อมทั้งทิปอีก 100 บาทโดยที่ไม่เปิดให้โอกาสนั้นเข้ามาหา กลัวเสียตัวจริงๆ แล้วก็รีบแต่งตัวออกไปร่วมประชุมต่อไป

            เที่ยงวันนี้เลยมี talk of the town เรื่องนวดกระษัยกันอย่างกว้างขวาง ฮ่า ฮ่า

            มาจนถึงเวลาที่ผมต้องจัดกิจกรรมในช่วงบ่าย ซักซ้อมกับตัวเองเพื่อคลายความกังวล (จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร เพราะนี่มันเป็นครั้งแรกที่ผมต้องดำเนินกิจกรรมแบบนี้ เห็นมาแค่ครั้งเดียวอีกต่างหาก) แล้วก็เริ่ม

            ขอนแก่นคาเฟ่ เป็นชื่อของกิจกรรมนี้ ผมได้อธิบายถึงจุดประสงค์ของกิจกรรม ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ร่วมประชุม ประสบการณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอในวงสนทนา ประสบการณ์ของบางคนเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยได้รับมาก่อนหรืออาจจะไม่มีโอกาสได้เจอเลยด้วยซ้ำ เห็นไหมว่ามันมีค่าแค่ไหนครับ ผมเริ่มด้วยการจัดกลุ่มออกเป็นหลายกลุ่มย่อย โดยให้มีสมาชิกนั่งในกลุ่มเพียง 5-6 คนเท่านั้น จากนั้นก็หรี่ไฟในห้องลงหน่อย และเริ่มการผ่อนคลายด้วยการเชิญชวนให้นั่งหลังตรง หายใจช้าๆ และดื่มด่ำความสุขของการเกิดมาและได้มีโอกาสเป็นหมอหรือพยาบาล จะว่าไปแล้วก็น่าปลื้มใจจริงๆนะครับที่ได้เป็นหมอ เพราะเราได้เคยช่วยคนที่ไม่สบาย ป่วยกายหรือป่วยใจมาก็มากมาย แต่เราหลายคนอาจจะไม่เคยได้มานั่งทบทวนความสุขเอาเสียเลย ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการดื่มด่ำนี้ และจบด้วยการเปิด MV เพลง Stand by me จากอัลบัม Playing for change ลองเข้าไปหาดูใน youtube สิครับ เพลงเพราะ เนื้อหาและความหมายดี อีกทั้งเป็นการแสดงให้เราได้เห็นว่า เพลงๆเดียว ร้องมาจากหลายที่ คนหลายเผ่าพันธุ์ เครื่องดนตรีหลายชนิด มันช่างไพเราะเสียจริงๆ มันก็เหมือนกับพวกเราในห้องประชุมนี้ ที่มาจากหลายที่ คนละพื้นเพ แต่เรากำลังมาช่วยกันทำงานในเรื่องเดียวกัน เพลงเดียวกัน สุขใจไหมครับ

            จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงการสนทนา ซึ่งผมแบ่งหัวข้อออกเป็น 3 เรื่องคือ เล่าเรื่องที่รู้สึกว่าเลวร้ายที่สุดที่เกี่ยวกับการทำแท้ง เรื่องที่ดีที่สุด และเรื่องสุดท้ายคือ เราจะช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์จากการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้อย่างไร ในการพูดคุยกันนั้น เราจะได้ฝึกการเล่า ฝึกการฟัง ฟังอย่างไม่ตัดสินว่าเขาพูดออกมาตรงกับใจเราหรือไม่ ฟังโดยไม่ต้องรีบสรุปเนื้อหา นี่ก็คือคาเฟ่ของเราครับ

            จบกิจกรรมด้วยการประเมินความรู้สึกของการเข้าร่วม พบว่าน้องๆพี่ๆต่างชอบใจที่ได้มารับฟังสิ่งที่เคยรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่ไม่น่ารับฟัง หลายคนอยากช่วยเหลือคนที่ท้องเมื่อไม่พร้อมนั่นแหละแต่ขาดโอกาส ขาดทักษะบางอย่าง กลัวบาป กลัวเสียชื่อเสียง บางคนเกิดแรงบันดาลใจอยากกลับไปทำอะไรดีๆในเรื่องนี้บ้าง บางคนบอกว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ทำแท้ง แต่ก็พร้อมจะช่วยเหลือให้คำปรึกษา ให้ทางเลือก รวมทั้งช่วยรับฟังปัญหา เอาเป็นว่า ผมรู้สึกดีมากที่ทุกคนได้มีโอกาสพูดคุยกันครับ

            มื้อเย็นวันนี้ ท่านคหบดีท่านเดิมอาสาเป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงอีกรอบ ไวน์ท่านยังไม่หมด เราไปกินอาหารเวียดนามในโรงแรม Pull man อันนี้ต้องบอกได้เลยว่า สุดยอด เพราะอาหารอร่อย ผมชอบอาหารเวียดนามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยถูกใจมากขึ้นไปอีกที่ได้กินวันนี้ อีกทั้งไวน์ที่รินมาก็อร่อยเสียเหลือเกินครับ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก