ทุกคนล้วนมีทั้งความสุขและความทุกข์อยู่ในตัวกันทุกคน
ไม่มีใครมีความสุขทั้งหมด
และไม่มีใครมีความทุกข์ไปทั้งหมด
ความสุขคือความสบายใจ
และความทุกข์คือความไม่สบายใจ
เมื่อเรารู้สึกว่าสุข ก็เพราะเราเวลานั้น
เรามีเรื่องสบายใจมากกว่าเรื่องที่ไม่สบายใจ
หรือเรื่องที่สบายใจนั้น
มันมาบดบังจนมองไม่เห็นความทุกข์ที่เราเองก็มี
เช่นเดียวกับเมื่อเรารู้สึกว่าทุกข์
เพราะว่าในเวลานั้น เรามีความไม่สบายใจมากกว่าเรื่องที่สบายใจ
หรือเรามองเห็นแต่ความทุกข์..
ปล่อยให้ความไม่สบายใจ
กังวลใจทั้งหลายมันมาปิดบังความสุขที่เรามีจนมองไม่เห็น

ว่าไปแล้ว..
ไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์
มันก็เกิดจากความไม่สมดุลย์ของเรื่องดีๆ กับเรื่องที่ไม่ดี
เป็นความไม่สมดุลของความพึงพอใจของเรานั่นเอง
บางครั้ง.. เราเองมีเรื่องดีๆมากมาย
แต่เรื่องที่ไม่ดีเพียงเล็กน้อย..
ก็มาปิดบังเรื่องดีๆของเราไปจนหมด
แค่เพียง.. เราไม่พอใจ
เมื่อเราทุกข์..ไม่สบายใจ
เราสามารถปรับอารมณ์ของเรา โดยการมองหาเรื่องดีๆบ้าง
ปล่อยวางความพอใจ ไม่พอใจลงบ้าง
ถอยออกจากตำแหน่ง มุมมองที่เรากำลังยืน
แล้วย้อนหันกลับมามอง เพื่อค้นหาความรู้สึกจริงๆ
ความต้องการจริงๆของเรา
ค้นหาสาเหตุของปัญหา สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจ
จากนั้นก็แก้ไขที่ตัวต้นเหตุนั้น
![]()
ปัญหาถ้ามีก็แก้ไข
ถ้าแก้ไม่ได้..ก็วางไว้ตรงนั้น แล้วก็ถอยไปตั้งหลัก ค่อยกลับมาแก้ใหม่ปัญหามีไว้ให้แก้....
แต่ทุกปัญหาใช่ว่าต้องเข้าไปยุ่ง เข้าไปจัดการกับมันให้หมดทุกเรื่องเหมือนโรคหวัด.. ไม่กินยามันก็หาย
แค่พักผ่อนเยอะๆ กินน้ำอุ่นๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
กระตุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นมา
ดูแลตัวเองดีๆอย่าให้มีแบคทีเรียมากแทรกซ้อน.. ไม่กี่วันก็หายปัญหา..ความทุกข์ ความกังวลใจ บางทีมันก็เหมือนไข้หวัดนั่นแหล่ะ
เป็นแล้วมันก็ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว
แต่ประคองร่างกายและจิตใจให้ดีๆ สักพักมันก็หายเอง

แต่บางทีปัญหามันมาแบบไม่รู้จบ หลบไปทางไหนก็มักจะพบมันไปทุกที หรือว่าชาตินี้จะมีปัญหาเป็นเพื่อน อิอิ ไม่อยากจะคิดเลย แต่มาเห็นคนรอบข้างเขาก็เหมือนกับเรา ก็ยังดีนะ
ขอบคุณค่ะที่มีคำพูดที่ดีมาชะโลมใจ มธุรสวาจาที่อยากได้ค่ะ