วันนี้ออกจากบ้านแต่เช้าครับ ตั้งใจจะไปสอน ฮือ ที่ไหนได้ ไม่ได้สอนครับ เนื่องจากไม่มีใครลงทะเบียนเรียนวิชานี้ ฮา (อัลฮัมดุลิลลาห์) ลดจำนวนชั่วโมงสอนได้อีก 4 ชั่วโมง ที่แรกได้ยินว่า นักศึกษาลงทะเบียนวิชานี้เยอะครับ ปรากฏที่ไหนได้ไม่ถึงสิบ ก็ต้องปิดวิชาตามธรรมเนียม สุดท้ายกิจกรรมช่วงเช้าคือการตรวจงานนักศึกษาครับ รุ่นนี้ยกนิ้วให้ครับ งานคุณภาพน่าพอใจ แต่แปลกใจตรงการประเมินตนเองในช่วงซัมเมอร์ ส่วนใหญ่ประเมินตนเองแบบถ่อมตัวจริงๆ
สี่โมงเช้า ได้รับแจ้งจากหัวหน้าสาขาวิชาว่า วันนี้มีกิจกรรมวันครอบครัวมหาวิทยาลัยฯ งานนี้ตกข่าวกันทั้งสาขาวิชาครับ ไม่ทราบด้วยเหตุผลใด ก็ได้ทำได้แค่รีบเข้าร่วมกิจกรรม ผมเซ็นชื่อลงทะเบียนเสร็จ ปรากฏว่ามีสายเข้า นึกได้ว่า นัดคนไว้อีกหนึ่ง เลยต้องกลับไปที่คณะอีกรอบ เคลียร์เสร็จก็กลับมาร่วมกิจกรรมอีกครั้ง
กำหนดการเดิม คือช่วงบ่ายจะต้องไปร่วมกิจกรรมของเพื่อนร่วมชั้นเรียนจัดขึ้นที่ มอ. อันนี้เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่า มหาวิทยาลัยมีกิจกรรม พอเที่ยง ผอ.จรรยา เพื่อนร่วมชั้นก็โทรมาถามว่าไปร่วมได้หรือเปล่า ฮือ ตอบไปว่า ไปไม่ทันแล้ว แต่ก็ได้รับข้อมูลว่า เว็บแคมของท่านใช้การไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เที่ยงครึ่ง อ.ฌอง จากอเมริกาก็โทรเข้ามาว่า พยายามไปให้ได้ ไม่งั้นเขาไม่เห็นภาพงานครั้งนี้แน่ คำนวนเวลาดูแล้ว ฮือ สายนิดหน่อย แต่สรุปว่าคงต้องไป ก็เลยตัดสินใจไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายท่านอธิการบดี เกี่ยวกับการละหมาดญามาอะห์ครับ กลับบ้านละหมาด เปลี่ยนรถ มุ่งไป มอ.
แน่นอนครับไปถึง งานก็เริ่มไปสักระยะแล้ว โดยการบรรยายของ ดร.วิเชียร จาก ม. มหิดล น่าสนใจมากครับ เกี่ยวกับการใช้ดนตรีบำบัด ซึ่งตัวอย่างที่ท่านยกเป็นกรณีของเด็กออทิสติกส์ น่าสนใจจริงๆ เครื่องดนตรีที่ใช้มีหลายแบบครับ และให้ผลในการพัฒนาเด็กได้อย่างน่าสนใจ นึกมามองในมุมมองศาสนาแล้วเห็นประเด็นหนึ่งครับว่า ทำไมอิสลามอนุญาตให้ใช้กลองตุ๊บ (เรียกถูกหรือเปล่าไม่แน่ใจ ฮือ มันมีฮิกมะห์จริงๆ ครับ) อาจารย์บรรยายจนถึงสี่โมงกว่าๆ นิดหน่อยครับ แต่ไม่เบื่อเลย น่าสนใจจริงๆ เสร็จจากนั้นก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งคนที่อยากคุยมากสุดคงจะเป็นคนอดนอน จากอเมริกาครับ (ตอนนั้นก็ตีสี่ที่นั่น) ที่ต้องการร่วมกิจกรรมในวันนี้ เลยต้องอดนอน นั่งฟังการบรรยายของอาจารย์วิเชียร์ผ่านโปรแกรม skype ซึ่งยอมรับครับว่า โปรแกรมนี้ใช้ได้จริงๆ ผมใช้ในงานใหญ่ๆ มาแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ไม่ผิดหวังจริงๆ (เกือบจะไม่มีดีเลย์เลยครับ)
ประเด็นหนึ่งที่อาจารย์ท่านเล่าอย่างได้แง่คิด คือ เรื่องของการผลิตบทความวิชาการ เพื่อการตีพิมพ์ในวารสาร โดยเฉพาะกลวิธีสำหรับนักศึกษา ป.เอก ครับ ท่านตั้งคำถามว่า ทำไมต้องรอให้วิจัยเสร็จก่อน ออกไปได้เรื่อยๆ ส่วนจะเอาเรื่องไหนเสนอค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยก็มีตุนไว้แล้ว ที่สำคัญท่านเสนอว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ จะต้องมีวิทยานิพนธ์ตัวจริงกับวิทยาพนธ์ทางเลือก ฟังแล้วก็เห็นด้วยครับ ฮือ ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ การที่บทความของเราถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ อันนี้น่าสนใจดีครับ ท่านให้มุมมองในฐานะที่ท่านเป็นรีดเดอร์ให้กับหลายวารสารครับ ฟังแล้วก็เห็นจริงอย่างท่านว่า มีตอนหนึ่งท่านถูกต้องเรื่องของภาษามลายู ซึ่งวันนี้ผมก็ได้รับความท้าทายมาอีกครั้งเกี่ยวกับภาษามลายู ใจนะอยากจะปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถนัดครับ และหัวข้อก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับภาษามลายูก็มอบให้อาจารย์ท่านอื่นไปเสนอโครงการไปแล้วครับ แต่ปรากฏประเด็นนั้นอาจารย์เขาไปเสนอต่อกรรมการไปอีกแบบหนึ่ง โครงการเลยยังไม่ผ่านสักที วันนี้ผู้ประสานงานมาเอง เลยถามถึงโครงการนั้น พอผมอธิบายแนวคิดที่ผมอยากให้อาจารย์เขาทำ ผู้ประสานงานก็ตอบว่า ถ้าอาจารย์ท่านนั้นนำเสนอแบบผมในวันนี้ คงอนุมัติไปตั้งแต่วันนั่นแล้วครับ อันนี้น่าจะเป็นปัญหาการถ่ายทอด การนำเสนอมากกว่าครับ เพราะโครงการนั้นผมดูแลมาตลอด เพียงแต่วันนำเสนอไม่ได้ไปด้วย
พอคุยถึงเรื่องภาษามลายู คราวนี้มาแปลกครับ ตรงที่ผมกลับคิดประเด็นใหม่ได้อีกแล้ว (ฮือ สัญญาไว้กับตัวเองแล้วว่าจะไม่ทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัด งานนี้มีหวังผิดสัญญาอีกแล้ว) เจอคำชักชวนแบบท้าทายด้วย ยิ่งอยากเสนอโครงการจริงๆ ฮือ....................... อดทนไว้
สองสามวันนี้มีหลายคนหยิบเอาประเด็นของภาระงานสอนขั้นต่ำมาคุยกันบ่อยครับ (บังเอิญผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงด้วย เลยไม่ได้ทราบรายละเอียด) แต่ดูเหมือนอาจารย์หลายท่านที่เป็นนักวิจัยจะพยายามบอกกับเพื่อนอาจารย์อีกหลายๆ คนที่ชอบบ่นว่า สอนเยอะแล้ว ทำงานวิจัยไม่ไหวหรอก คำว่าสอนเยอะ นั่นเยอะแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่อาจารย์กลุ่มไฟแรงนี้สอนเกินโหลดชนเพดานกันทุกคน แถมแต่ละคนก็งานวิจัยต่อเนื่องตลอด ผิดกับอาจารย์บางกลุ่ม สอนเยอะเหมือนถึงสอนเท่าโหลด แต่งานวิจัยไม่มีสักชิ้น ฮือ น่าจะคิดได้แล้วนะครับ ท่านอธิการบดีก็ย้ำหลายครั้งแล้วว่า เราต้องทำงานให้หนัก ให้คุ้มกับสิ่งที่เราได้รับ
เมื่อเช้าก็กรณีหนึ่ง หัวหน้าสาขาวิชาคนใหม่ พูดถึงเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งว่า รับงานใหม่ไม่ไหวแล้ว งานท่านเยอะ ผมเลยต้องถามกลับว่า งานเยอะตรงไหน? ยกผมเองเปรียบเทียบก็ได้ สอนก็น้อยกว่าผม งานวิจัยก็ไม่ได้ทำ งานวิชาการก็ไม่เคยออก เรียนก็ไม่ได้เรียน ฮือ คิดไปคิดมา ความบรากัตของเวลาที่คนแต่ละคนได้รับไม่เท่ากันจริงๆ ครับ อันนี้ที่คุยไม่ได้เป็นการยกตนข่มท่านนะครับ แค่อยากจะให้ช่วยกันทบทวนว่า เราทำหน้าที่เราสมบูรณ์กันแล้วจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง ทุกอย่าง ทุกงานทำแล้วก็เหนื่อยกันทั้งนั้นแหละครับ แต่ที่ต่างกันคือ พอเหนื่อยแล้ว หนักแล้ว คิดอย่างไรต่อ เลิกดีกว่า หรือ เหนื่อยสิดี ต้องทำต่อไป และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ออ. วันนี้มีการเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ (การลดพุง) ไม่คิดนานครับ สมัครเลย ไม่แน่ใจว่า ตอนนี้เอวเข้าเกณฑ์เสี่ยงแล้วยัง แต่ถึงยังไม่เข้าก็ใกล้เคียงละครับ เข้ากระบวนการเพื่อสุขภาพดีกว่า เผือว่าจะดีขึ้น ตอนนี้ยอมรับว่า อ้วนมากจริงๆ เพราะงานส่วนใหญ่นั่งๆ อย่างเดียวเลย แถมด้วยนอนดึก ทานเยอะ เครียดบ่อย แฮะๆ ครบทุกองค์ประกอบของปัญหาสุขภาพเลย แถมคิดจะปรับพฤติกรรมตนเองก็ยังทำไม่สำเร็จครับ เข้ากิจกรรมดีกว่า อีกอย่างหนึ่ง เดือนทีแล้วฟังผลสำเร็จของ ดร.นิเลาะ จาก วอศ. มอ.ปัตตานีแล้ว น่าสนใจครับ (ท่านเป็นประเภทคนผอมที่น่าเป็นห่วงครับ ฮิฮิ)
เป็นกำลังใจให้ครับอาจารย์...อาจารย์พูดชัดครับว่า เราควรพิจารณาตัวเองกันว่าควรจะทำงานในทิศทางใด ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องอาจารย์ที่ทั้งสอนทั้งที่ทำวิจัย วันนี้ไปหาคำตอบจากคณะก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนสำหรับบางเรื่อง เพราะคำถามของผมคือ "สอนเยอะ วิจัยด้วย บริการวิชาการด้วย" ทำไมผมถึงเลือกไม่ได้ ผมควรทำอย่างไร อิอิ
ดูแลสุขภาพด้วยครับ...หัวหน้าสาขาคนใหม่ของอาจารย์เชิญผมไปนั่งกับสาขาของอาจารย์ ผมเองก็อยากไปแต่...ท่านกลับย้ายผมไปนั่งสาขาใหม่แล้วครับ อิอิ
เคยใช้ skype ถ่ายทอดการประชุมจาก New Zealand มาที่เมืองไทยครับ จะมาสอนเตาฟิก ทำ psu-get เผื่อหลานน้อย จะได้คะแนนมากๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ
ตกลงตอนนี้อาจารย์นั่งอยู่ที่ไหนครับ จะได้ไปเยี่ยมถูก
อาจารย์ขจิต ฝอยทอง ช่วยหน่อยครับ แย่แน่ๆ
ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะต้องนั่นเรียนภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการสักทีแล้ว จังหวะดีด้วยครับที่ สถาบันภาษาฯ เขาย้ายมาอยู่ตึกเดียวกัน เลยคิดว่าไปนั่งเรียนได้สะดวก มีเสียอยู่อย่างเดียวครับ คือ เขาไม่ยอมให้เรียนฟรี ฮา
งาน ยังเป็นเครื่องการันตีความเป็นชีวิตที่มีค่าของคนเรา เสมอ
ผมเป็นกำลังใจให้นะครับ..
และชื่นชม ศรัทธา ต่ออาจารย์ ด้วยเช่นกัน
ขอบคุณครับอาจารย์ แผ่นดิน
งานไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะชีวิตบนโลกนี้เท่านั้นครับ งานเป็นสิ่งที่ต้องนำกลับไปเสนอต่อพระเจ้าครับ