
บุษกร ภู่แส
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 มิถุนายน 2552
หากวันหนึ่ง ต้องอยู่ในภาวะ "นอนรอความตาย" จะทำอย่างไร ระหว่างเต็มใจลาโลก.. ลาจากเครื่องช่วยชีวิต หรือยอมนอนต่อลมหายใจไปเรื่อยๆ อย่างทรมานใจ
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 จึงเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ให้สิทธิ์ผู้ป่วยกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษรว่า พวกเขาเลือกจากไปอย่างสงบ หรือยอมทนอยู่กับการพยุงชีวิตด้วยยา และอุปกรณ์การแพทย์
มาตราดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจาก บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) จะนำไปปรับปรุงก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่า กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
ก่อนหน้านี้ ในทางปฏิบัติดูเหมือนญาติผู้ป่วยและหมอจะตกลงกันได้เองว่า ควรให้ผู้ป่วยไปอย่างสงบ หรือควรยื้อชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมาย แต่ก็ใช่ว่าแพทย์จะไม่ลำบากใจที่จะเป็นผู้ถอดสายประคองชีวิตออกจากร่างผู้ป่วย
“มันเป็นลักษณะของการยินยอมกันระหว่างญาติกับแพทย์ผู้ที่ให้บริการ แต่มันเกิดความอึดอัดลำบากใจกับแพทย์เหมือนกัน เพราะกฎหมายไม่ได้เปิดช่อง“นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าว
ในทางการแพทย์หากผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่เซลล์สมองหมายถึงเซลล์สมองที่ควบคุมการรับรู้และความรู้สึกไม่ทำงาน ให้ถือว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้ แต่ในทางความรู้สึก ญาติผู้ป่วยมักไม่คิดอย่างนั้นและทำใจลำบาก แต่มีเหมือนกันที่ญาติขอร้องให้หมอช่วยปิดเครื่องช่วยหายใจเพื่อยุติความ ทุกข์ ทรมานของคนไข้
การตัดสินใจถอดเครื่องช่วยหายใจ และเครื่องพยุงชีวิตบาง ครั้งยังมีประเด็นเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อมาเป็นองค์ประกอบด้วย คนในภาคเหนือ และอีสานมีความเชื่อสืบทอดมาว่า ควรจะนำผู้ป่วยกลับบ้านไปขณะที่หัวใจยังเต้นอยู่แล้วค่อยไปหยุดเต้นที่บ้าน ถ้าหัวใจหยุดเต้นที่โรงพยาบาลวิญญาณจะกลับบ้านไม่ถูก
" ญาติผู้ป่วยจะขอให้ทางหมอพยาบาลพาคนไข้ไปส่งบ้านแล้วถอดสายออก ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดการฟ้องร้องกันนะ มันเป็นความไว้วางใจกันระหว่าง ญาติคนไข้กับหมอ ซึ่งสำคัญมากกว่าที่กฎหมายเขียนไว้เสียอีก เพราะหมอเชื่อว่าญาติไม่ฟ้องหมอแน่ คือทำตามเจตนารมณ์ของคนไข้และญาติอย่างดีที่สุด"
กระนั้น หนังสือแสดงเจตนาไม่ขอรับการรักษาเพื่อยื้อชีวิตโดยผู้ป่วยเอง หรือสิทธิ์ปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตตามกฎหมายจะ ช่วยทำให้แพทย์ พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการรักษาสบายใจมากขึ้นว่าจะไม่ถูกฟ้อง ร้อง เพราะมีหนังสือแสดงเจตนาหลักประกันเอาไว้
“ผมว่า มาตรา 12 ทำให้เกิดการพูดคุยกันว่า ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายเขาต้องการอะไร มันทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะเพื่อนร่วมโลก และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับใช้กับทุกคน ไม่ได้บังคับให้คนแสดงเจตนา ยกเว้นคนที่ออกแบบชีวิตการจากไปหรือดีไซน์การตายของ ตนเองอย่างชัดเจน มันคงมีไม่เยอะนักหรอกอย่างคนไทย 64 ล้านคนจะมีถึงพันคนหรือเปล่าก็ไม่รู้“ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้มุมมอง
กรณีของยอดรัก สลักใจ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ เป็นกรณีตัวอย่างอันดับต้นๆ ของการใช้สิทธิ์ตาย ยอดรักได้แสดงความประสงค์กับคนในครอบครัวและแพทย์ว่าไม่ต้องการใส่ท่อช่วย หายใจการปั๊มหัวใจ หรือใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรืออื่นใด ที่สำคัญเป็นความปรารถนาในขณะที่เขายังมีสติสัมปชัญญะ มีภรรยาและลูกลงนามในหนังสือกับแพทย์ผู้ดูแล
นายแพทย์ชาตรีแจกแจงว่า สิทธิ์ดังกล่าวไม่ใช้สิทธิ์บังคับ ไม่เหมือนบัตรประจำตัวประชาชนที่คนไทยทุกคนต้องทำ แต่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อคนที่เข้าใจชีวิตและเจตนาตนเองอย่างลึกซึ้งแล้วระบุเจตนาไว้ในหนังสือแสดงเจตนาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม คนที่เกี่ยวข้องก็คือ หมอ พยาบาล
"หนังสือแสดงเจตนาต่างจากพินัยกรรมตรงที่มันจะมีผลขณะที่ผู้ ป่วยยังมีลมหายใจ หัวใจยังเต้นอยู่ แต่ถ้าเป็นพินัยกรรม คนทำพินัยกรรมต้องตายไปแล้วจึงจะมีผลในทางปฏิบัติ เราจึงไม่ควรเรียกว่า พินัยกรรมชีวิต อย่างที่หลายคนคุ้นเคย เพราะไม่ถูกต้องตามความหมาย"
การทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าโดยระบุถึงแนวทางของการจากไปเป็นสิ่ง สำคัญที่ช่วยให้ญาติและครอบครัว รวมถึงแพทย์ได้ทราบเจตจำนงของผู้ป่วย และช่วยทำให้ได้มีโอกาสจากไปอย่างสงบ และสามารถระบุวิธีการดูแลที่เราไม่ปรารถนา เช่น ในกรณีที่ภาวะของร่างกายเสื่อมถอยจนเกินเยียวยา ขอจากไปอย่างธรรมชาติโดยไม่ต้องเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือปั๊มหัวใจ
ชีวิตเลือกตายดีได้
“กรณีเกิดอุบัติเหตุแพทย์ให้บริการไปก่อนแล้ว โดยใส่ท่อช่วยหายใจไปแล้ว ผู้ป่วยสามารถบอกให้ระงับได้ ถ้าผู้ป่วยเขียนหนังสือเองไม่ได้อาจมีคนเขียนหรือพิมพ์ให้ก็ได้แล้วเจ้าตัว ลงลายมือชื่อ “ ไพศาล ลิ้มสถิตย์ นักกฎหมายกฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงกระบวนการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ศูนย์
นักกฎหมายกล่าว ว่า กลุ่มคนที่สมควรทำหนังสือแสดงเจตจำนง ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นคนที่ป่วยเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเป็นระยะไหนก็ตาม เพราะโรคมีแนวโน้มที่แย่ลง หรือคนที่เป็นโรคไต ต้องไปฟอกไตบ่อยๆ มีโอกาสที่จะไตวาย ซึ่งรายละเอียดต้องปรึกษาหมอเป็นกรณีไป แต่โดยหลักเป็นกลุ่ม ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
"กลุ่มผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อย หรือมีอายุไม่มากคงไม่ใช้กลุ่มเป้าหมายหลักของกฎหมายมาตรา 12 และตัวผู้ป่วยเองคงไม่สนใจที่จะทำหนังสือแสดงเจตนาฯ “
อย่างไรก็ตาม แพทย์จากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนส่วนหนึ่งแสดงความเห็นอีกมุมหนึ่งว่า มาตรา 12 ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติในส่วนของนิยามอาการผู้ป่วยที่เข้าข่ายควร ที่จะทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ตามพ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยากต่อการทำความเข้าใจเป็นลายลักษณ์อักษร
"กฎหมายต้องการความชัดเจนเพื่อการตีความ แต่ในทางปฏิบัติ ทำได้ลำบาก เพราะแพทย์แต่ละคนมีวินิจฉัยต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ " แพทย์ท่านหนึ่งเสนอความเห็น
เขายกตัวอย่างรูปธรรมว่า กรณีผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไต ที่เข้าข่าย แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ระยะไหนควรไม่ควร หรือในกลุ่มผู้สูงอายุเองการจะบอกให้เข้าทำหนังสือแสดงเจตนาฯ คงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ สุดท้ายกลายเป็นหมอเข้าไปสร้างความไม่สบายใจกับคนไข้หรือญาติผู้ป่วย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นปลีกย่อยเกี่ยวกับการพิสูจน์เอกสารว่าเป็น เจตนารมณ์จากผู้ป่วยจริงหรือไม่ เพราะเอกสารแสดงเจตจำนงไม่จำเป็นต้องเขียนอย่างเป็นทางการ เหมือนกับเอกสารทางกฎหมายอื่น ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ
" ตรงนี้อาจมีผลต่อแพทย์ภายหลังจากที่ปฏิบัติตาม หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแล้วพิสูจน์ได้ว่า เป็นเอกสารที่ไม่ได้มาจากความต้องการของผู้ป่วยจริง " แพทย์รายเดิมแย้ง
นักกฎหมายที่ ร่วมประชาพิจารณ์ยอมรับว่า มีหลายเรื่องที่ละเอียดอ่อนในวัฒนธรรมไทย เช่นเดียวกับสังคมคนจีน การเข้าไปพูดคุยให้คนไข้ทำหนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้ายถือเป็นเรื่อง ไม่เป็นมงคล
ดังนั้น จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่หมอ พยาบาลจะต้องสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติให้ยอมรับ รวมทั้งสถานพยาบาลในแต่ละแห่งก็สามารถทำหนังสือไว้แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับ บริการสาธารณสุขได้ตามที่กฎกระทรวงวางแนวทางปฏิบัติเอาไว้ ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันได้
อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสับสนคือ แนวทางปฏิบัติ ระหว่างหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) กับ การุณยฆาต (Euthanasia)
ประเด็นดังกล่าว นายแพทย์ชาตรี ยกตัวอย่างให้เห็นว่า กรณีผู้ป่วยถูกช้างเหยียบ ตกอยู่ในภาวะทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ขอให้หมอช่วยทำให้เขาหลุดพ้นจากความทรมานถือเป็น การุณยฆาต แตกต่างจากการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ที่ทำเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ยืด "เวลาตาย"
“หนังสือแสดงเจตนาไม่ได้หมายความว่า เร่งให้ผู้ป่วยตายเร็วขึ้น แต่จะเป็นการรักษาและดูแลผู้ป่วยตามความต้องการของแต่ละคนให้จากไปตามธรรมชาติ โดยไม่ถูกยื้อความตายออกไปให้เป็นภาระแก่คนในครอบครัว” นายแพทย์ชาตรีให้ภาพชัดเจนเพิ่มเติม
เขายังมองกฎหมายมาตรา 12 ในแง่ดีว่า นอกจากเป็นผลดีในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างญาติผู้ป่วยกับแพทย์ และเป็นจุดเริ่มต้นของรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่เริ่ม มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นด้วย