"His humanitarian work continues to strengthen our global village, and his dynamic celebration of life, spirit and nature is a powerful inspiration to us all." (ข้อความภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ www.johndenver.com)

เมื่อคืนวาน ผมได้ดูดีวีดีการแสดงคอนเสิร์ทของ John Denver (ชื่อจริงคือ Henry John Deutschendorf, Jr 1943-1997) นักร้องลูกทุ่ง(แนวคันทรี) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาและของโลกด้วย

http://www.johndenver.com/memories/photos/1_bg.jpg

ชื่อสกุล Denver ที่เขานำมาต่อจากชื่อ John เพื่อใช้เป็นชื่อในการอัดแผ่นเสียงเป็นชื่อเมืองหลวงของรัฐโคโลราโดที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและแม่น้ำสวยงามมาก

คอนเสิร์ทนี้บันทึกจากการแสดงสดเมื่อเดือนมิถุนายน ๑๙๙๕ ให้สมาคมคุัมครองสัตว์ป่า จึงชื่อว่า Wildlife Concert ก่อนที่จอห์นจะเสียชีวิตในอีก ๒ ปึต่อมา

ผมนั่งดูแล้วเกิดความประทับใจในศิลปินคนนี้มาก นอกจากความไพเราะของเสียงร้องแล้ว ยังมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งกินใจแฝงอยู่ในความเรียบง่ายของภาษา (เขาเป็นคน “บ้านนอก” ก็ต้องใช้ภาษาเรียบๆ ง่ายๆ ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว)

ผมคิด(เอาเอง)ว่าเขาเป็นคนที่มีความ “รัก” และ “เป็นหนึ่งเดียว” กับธรรมชาติที่บ้านของเขาอย่างลึกซึ้ง (เขาเกิดที่นิวเม็กซิโก แต่มาอยู่ที่โคโรลาโด ก่อนที่จะไปอัดแผ่นเสียงโด่งดังที่ลอสแองเจลิส)

Maslow ปรมาจารย์ของนักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมบอกว่า ศิลปินเป็นหนึ่งในบรรดาประเภทของคนที่สามารถบรรลุถึงขั้นที่ห้า หรือขั้นสูงสุดตามทฤษฎีบันใดแห่งแรงจูงใจ ๕ ขั้นของเขาได้ง่ายกว่าคนประเภทอื่น นั่นคือ ขั้นที่บุคคลเกิดการรู้แจ้งแห่งตน (self-actualization)

ผมเลยคิดว่าความเป็นศิลปินของจอห์น ทำให้เขาเชื่อมโยง (connect) กับผู้คนและโลกรอบตัวด้วย "ใจ" ได้อย่างแท้จริง นั่นคือการสัมผัสด้วยอารมณ์ความรู้สึกได้จริงๆ ไม่ใช่ด้วยการคิดตามหลักตรรกะของความเป็นเหตุเป็นผลเพียงอย่างเดียว (คนอย่างนี้จึงไม่ต้องมาฝึกการ “เรียนรู้ด้วยใจ” อย่างคนที่ใช้แต่ “หัว” เรียนรู้ลูกเดียวมาตลอดอย่างผม) และสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่สัมผัสรู้นั้นด้วยภาษาง่ายๆ จึงไม่แปลกใจที่เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้สมาคมพิทักษ์สัตว์ป่า ได้ออกแสดงทัวร์คอนเซิร์ทไปทั่วโลก รวมทั้งรัสเซียและจีน

ผมประทับใจคำพูดหลายๆ คำของเขาในซีดีแผ่นนี้ เช่น “ผมกับลูกชอบไปตกปลากัน เรามีความสุขกับกิจกรรมนี้มาก แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าต่อไปลูกหลานอาจไม่ได้ตกปลาอีก”

จอห์นเป็น “ศิลปินบ้านนอก” ที่ใช้เสียงเพลงเรียกร้องให้เพื่อนชาวบ้านนอก “กลับบ้าน” กลับสู่ the place I belong ซึ่งไม่ใช่ the place in the city (เขียนมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงนักศึกษาคนหนึ่งชื่อคล้าย "จอห์น" คือ "จรัล" เทพพิทักษ์ ที่มาอยู่กรุงเทพฯ เป็นสิบปี ไม่มีอะไรดีขึ้น ต่อมากลับไปตั้งหลักที่อิสาน มีโอกาสได้เข้าเป็นนักศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยของ มรภ.สุรินทร์ เรียนแล้วชีวิตเปลี่ยนจนสามารถซื้อที่นาเป็นของตนเอง มีความสุขกับชีวิต มีความภาคภูมิใจในตนเองและมีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินชีวิตของตนนับแต่นี้ไป “มีแต่สิดีไปมื้อหน้า”)

ในเพลง Country Roads เนื้อหาตอนหนึ่งว่าฟังวิทยุแล้วคิดถึงบ้าน (radio reminds me of my home far away) ขณะอยู่ในรถบนถนนชนบทกลับบ้านก็คิดว่าที่จริงฉันควรกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (I should have been home yesterday.) กลับมาอยู่กับความงดงามอย่างเรียบง่ายของธรรมชาติในชนบท ที่ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ สายลมล้วนงดงาม แต่ "ชีวิต" นั้นงดงามกว่าอะไรทั้งหมด

ในเพลง Sunshine on My Shoulders (makes me happy) จอห์นพรรณาว่าเขามีความสุขเมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาต้องหัวไหล่ เมื่อกระทบกับผิวน้ำก็น่ารัก แสงอาทิตย์ในวันฟ้าใสทำให้ใจฉันฟูฟ่องขึ้น (...makes me high) เห็นแสงพระอาทิตย์แล้วฉันร้องไห้ได้เลย (...makes me cry) ทำให้เราได้รู้ว่าจอห์นมีความรู้สึกต่อความงามได้ลึกซึ้งบนความเรียบง่ายได้ขนาดไหน

เวลาจอห์นที่มักสวมชุดคาวบอย(cowboy - เด็กเลี้ยงวัว)ขึ้นเวทีร้องเพลงพร้อมกีตาร์คู่ใจ พูดถึงจิตวิญญาณอเมริกันตะวันตก (Spirit of the American West) คำ “อีสานบ้านเฮา” และ “ปักษ์ใต้บ้านเรา” ผุดขึ้นมาในใจผม

เรื่องนี้ยังเข้ากับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตที่ผมทำงานอยู่ เพราะโครงการนี้เน้นสอนให้คนไม่ “ทิ้งถิ่น” ให้ผู้เรียนได้เรียนแล้ว อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกิน “ในท้องถิ่นตน” อย่างที่ John สะท้อนความภาคภูมิใจในความเป็นคนบ้านนอกผ่านบทเพลงของเขา เป็น "ภูมิ" ที่ "ใจ" ไม่ใช่ที่ "หัว" (เหตุผล) อย่างเดียว

ผมดีใจที่คอร์สภาษาอังกฤษของโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตใช้เพลงของจอห์นเป็นสื่อการสอน ขอแสดงความยินดีกับ รศ.ดร.อุทัย ภิรมย์รื่น หัวหน้าทีมสอนภาษาอังกฤษของโครงการนี้ ที่จับทางได้ถูก

ผมมีโอกาสได้เห็นการฝึกอบรมอาจารย์ที่จะไปสอนภาษาอังกฤษของ อ.อุทัย แล้ว เกิดความรู้สึกอยากลงไปร่วมสอนวิชาภาษาอังกฤษด้วยจริงๆ แม้ผมจะไม่ใช่ครูสอนภาษาอังกฤษ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าการสอนภาษาอังกฤษเป็นเรื่อง "ง่ายนิดเดียว" ขึ้นมา

ผมจินตนาการเห็นภาพตัวเองหิ้วกีตาร์เข้าไปในห้องเรียนแล้วไม่พูดอะไรเลย ร้องเพลงพร้อมเล่นกีตาร์เพลง Country Roads แล้วขอให้นักศึกษาช่วยตบมือไปตามจังหวะให้ด้วย พอคุ้นทำนองแล้วก็ให้ช่วยร้องเฉพาะท่อนแยกซึ่งวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ไม่กี่วลีว่า

Take me home, country roads,

to the place I belong,

West Verginia, Mountain Momma,

take me home, country roads.

ผมว่าหากชั่วโมงหรือสองชั่วโมงแรกที่เริ่มเรียน นักศึกษาเราทำได้แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จมากแล้ว

อ.เสรี พงศ์พิศ ผู้อำนวยการโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เชื่อว่าการเรียนแบบนี้สามารถคลาย "ปม" ความกลัวต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาผู้ใหญ่ของเราไปได้มาก ภาษาอังกฤษซึ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตเราทั้งในเมืองและชนบทในฐานะ "ภาษากลาง" ของโลก ก็จะกลายเป็นภาษาที่เรียนได้ "ง่ายนิดเดียว" ขึ้นมาจริงๆ

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

๙ มิ.ย.๕๒