ช่วงนี้ผมทำงานอย่างเดียว ประเด็นซ้ำๆ ครับ เลยทำให้วุ่นวายกับงาน ใช้สมองอยู่กับเรื่องเดียว ประเด็นที่จะเอามาเขียนบล็อกเลยน้อยลงไปเยอะเลยครับ ที่สำคัญเวลาว่างจะเขียนบันทึกก็น้อยลงไปด้วยครับ
เช้าวันนี้เพื่อนอาจารย์ติดต่อนัดหมายด่วนๆ ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับรายงานวิจัย เนื่องจากรายงานวิจัยของท่านได้รับคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ปรับปรุงแบบรื้อทั้งเล่ม แต่เวลามีจำกัดมากครับ ไม่ใช่เฉพาะผม แต่เป็นเวลาของเพื่อนอาจารย์ คิวท่านแน่นกว่าผมอีก (น่าเห็นใจ)
ท่านบอกผมว่า ที่ปรึกษาบอกว่า ไม่ใช่รายงานการวิจัย แต่เป็นการแต่งหนังสือ โห่ ประเด็นชวนงง ทำวิจัยงัยงานออกเป็นเขียนตำรา แต่พอผมอ่านรายงานเข้า ผมก็เห็นด้วยครับ เหมือนอ่านหนังสือตำราเรียนเลย เพียงแต่ที่ผมไม่เห็นด้วยกับที่ปรึกษาประเด็นหนึ่งคือ เหมือนเป็นการคัดลอก ตัดต่อจากหนังสือเล่มอื่น เนื่องจากผมว่า เป็นการเขียนจากผลการเก็บข้อมูลภาคสนามจริงๆ แต่เนื่องจากการใช้คำและมีคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเยอะ เลยอ่านแล้วเหมือนว่าอาจารย์ท่านไปตัดต่อจากหนังสืออื่นมา
อ่านงานชิ้นนี้แล้ว นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองครับ สมัยเรียน เคยมีอาจารย์ท่านนึกแนะนำให้เขียนวิทยานิพนธ์ให้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอ่านนวนิยาย ฮือ ผมว่าทำยากครับ ผมเลยไม่ทำ ครั้งหลังสุดเขียนรายงานวิจัยในชุดโครงการมาเลเซียนัยสำคัญต่อไทย (ครั้งแรกสุด) ที่ปรึกษาอ่านแล้ว บอกว่า แข็งมาก หมายถึงเขียนแข็งมาก ไม่น่าอ่านเลย (จำได้ว่า เล่าไปในบล็อกแล้วเหมือนกัน) ผมก็เลยรื้อใหม่หมดครับ ใช้การเล่าเรื่องอย่างเป็นประเด็นๆ แทน ซึ่งผมอ่านของผมเอง ผมก็ว่า โอเคดี ที่สำคัญทำให้ประเด็นข้อปลีกย่อยที่มีนัยสามารถเขียนได้อย่างกลมกลืน ซึ่งต่างจากรายงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารละศิลอดที่ผมเป็นนักวิจัยร่วม มี ดร.ดวลนะ ตาเยะเป็นหัวหน้าทีม งานชิ้นนั้นถึงแม้เป็นวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม แต่ผมเขียนเสียเป็นหนังสือเลย ทำเอาที่ปรึกษาใช้เวลาอ่านเป็นเดือน (อ่านจบมีหวังต้องเปลียนแว่นใหม่)
เขียนรายงานวิจัยให้น่าอ่านทำได้ยังงัย? ตอบยากครับ แต่ที่ผมใช้คือ การวางโครงของเรื่องก่อน กำหนดหัวเรื่องให้ต่อเนื่องกัน เวลาเขียนไม่พยายามทำออกมาเป็นข้อๆ แล้วก็ทำข้อย่อยเยอะๆ แต่พยายามเขียนให้ต่อเนื่องกันเป็นย่อหน้าแทน แต่หากทำอย่างนี้ไม่ได้ก็ เขียนเป็นข้อๆ ก่อน แล้วก็เขียนขยายในแต่ละข้อจากนั้นลบข้อออก สร้างตัวเชื่อมแต่ละข้อด้วยข้อความหรือส่วนขยายในแต่ละข้อแทนครับ
ที่สำคัญถ้าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ในการกระบวนการเล่าเรื่องก็ต้องพยายามนำเสนอมุมมองของเราลงไปพร้อมๆ กับการอ้างอิงหลักฐานจากที่ค้นพบในการลงเก็บข้อมูล เทคนิคหนึ่งที่ผมใช้คือ นำเสนอมุมมองแรกก่อนการลงเก็บข้อมูลไปก่อน จากนั้นก็นำเสนอว่า ข้อมูลที่ไปเจอมาเหมือนหรือต่างอย่างไรกับสิ่งที่คิดไว้ ซึ่งถ้าผู้อ่านๆ เฉพาะในส่วนของผลการวิจัย ก็จะเห็นกระบวนการทำวิจัยไปด้วยพร้อมๆ กันเลยครับ
ที่สำคัญ เขียนเสร็จแล้ว ต้องอ่านซ้ำด้วยนะครับ
ใครมีเทคนิคดีๆ ในการเขียนรายงานการวิจัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะครับ
สลามครับอาจารย์ จารุวัจน์ มาเรียนการเขียนรายงานวิจัยก่อนครับ ยังไม่ถึงขั้นตอนการเขียน ถึงตอนนั้นคงได้แลกเปลี่ยนเทคนิกกันครับ ขอบคุณ ในแนวทางที่บอกกล่าวครับ
มาเรียนรู้การเขียนรายงานวิจัยครับ...ผมเองกำลังเขียนรายงานความก้าวหน้าชิ้นนึงอยู่ครับ ย้ายที่ทำงานใหม่ ผมคงได้เจออาจารย์น้อยลง...ขออัลลอฮฺคุ้มครองและตอบแทนครับ มีโอกาสอินชาอัลลอฮฺจะไปเยี่ยมครับ ผมย้ายที่ทำงานใหม่แล้วนะครับ...อิอิ ปีละครั้งสุดๆๆครับกับคำถาม
วาอาลัยกุมุสลามครับบังหีม ยินดีครับ หากผมพอจะช่วยได้
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ
ตกลงอาจารย์ย้ายไปอยู่ห้องไหนครับ ไหนว่าจะไปอยู่กับวิชาชีพครู ทำไมยังไม่เห็น