สวัสดีครับ กัลยาณมิตรทุกท่านครับ
- อาจจะเพราะเป็นบัวใต้น้ำ กรรมเก่า หรือฝึกยังไม่ถึงก็เป็นได้ ทำให้กระผมไม่สามารถประสานทางโลกกับทางธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
- ยกตัวอย่างชีวิตช่วงนี้ ต้องบุกทางโลกอย่างสุดชีวิต ถึงแม้บางโอกาสอาจสามารถนำเอาโจทย์ชีวิตทางโลก มาใช้เป็นบททดสอบการเดินทางธรรมได้บ้างบางครั้ง แต่ด้วยการบุกตะลุยชีวิตทางโลกมากเกินไป ธรรมที่สะสมเอาไว้เริ่มจะถูกกระพี้ทางโลกครอบงำเข้าไปเรื่อย ๆ จงแสงเทียนน้อยของปัญญาเริ่มจะริบหรี่เข้าไปทุกที ๆ
- จนวันนี้ คิดแว๊บ! ขึ้นมาว่า จะเปลี่ยนชื่อ Blog นี้เสียใหม่ ให้เป็น "ระบายทุกข์" จะดีกว่าไหม เพราะมีทุกข์คราใดถึงได้มาเขียน ระบายเอาไว้ทุกทีไป
- ----------------------------------------------------------
- หรือจะเป็นดั่ง คำว่า "เพราะทุกข์จึงเห็นธรรม"
- สัปดาห์ที่แล้ว ทั้งโลภ โกรธ หลง และศีลขาด ได้กลับมาเยี่ยมเยือนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ครบทุกประการ ก็พอชำเลืองเห็นได้ช้าบ้างเร็วบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็เสมือนไม่ได้เรียนรู้ ไม่ก้าวหน้าอะไรเลยช่วงนี้
- จะทำอย่างไรดีน้อ ?
ทุกข์กระทบ ธรรมกระเทือนครับ
ผมเอง โลภ โกรธ หลง แต่ละวัน เข้ามามากครับ บางครั้งจิตก็เตลิดไปกับมัน
ที่สะสม "สัญญา" ธรรมะ ดี ๆ เอาไว้ หายหมดครับ นำมาใช้ไม่ทัน
ผมใช้เวลาช่วงก่อนนอน ช่วงขับรถ ทบทวนตัวเองครับ
ได้ระบายทุกข์ก็ดีนะครับ ผมเอง ต้องให้คนที่บ้านรับฟังความทุกข์ของผม ขณะเดียวกัน ผมก็รับฟังความทุกข์ของเธอเช่นกัน
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
สุขทุกข์คละเคล้ากันไป
เป็นธรรมดาของชีวิต
สวัสดีครับ กัลยาณมิตร
ได้ยินครูบาอาจารย์ท่านพูดบ่อยๆ ว่า
ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจาก "รู้"
....
สำหรับชื่อบล็อก ผมคิดว่า ชื่อเดิมก็ดูดีอยู่แล้วนะครับ ให้ความรู้สึกถึงการเรียนรู้ และเติบโต
สำหรับชื่อใหม่นั้นฟังดูแล้วให้ความรู้สึกที่เป็นเชิงลบไปหน่อยครับ
แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจครับ
คงต้องหมั่นเจริญสัมมาวายามะครับ
โดยอย่าไปนึกถึงอกุศลกรรมเก่า เช่นเรื่องผิดศีล
สวัสดีครับ ท่านรองฯ
สวัสดีครับ พี่แดง
สุขทุกข์คละเคล้ากันไป เป็นธรรมดาของชีวิต
ธรรมดา ธรรมดา และธรรมดา สุดยอดจริง ๆ ครับ
ขอบพระคุณครับสำหรับดอกไม้
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ
สัมมาวายามะเป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด เพียรชอบ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
สวัสดีครับ
บทเจริญมนต์บทดีนี้ก็ดีนะครับ "บารมี 30 ทัศ"
สวดไปดูจิตไป เจริญสติไป เราทำบารมีทั้ง 10 ได้ครบหรอยัง...
สวัสดีค่ะ
"เพราะทุกข์จึงเห็นธรรม"
คงอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน...
นำมาฝากค่ะ
บทรำพึงกับตัวเอง...
“มุ่งหมายสิ่งใดนักหรือ
ยึดถือมากมายใครนั่น
วิ่งวนไขว่คว้าติดพัน
แล้วพลันค้นพบ...มายา”
นี่คือคำตอบจากท่านพุทธทาส...
“โลกนี้คือทางผ่านและบทเรียน”
โลกนี้เหมือน ทางผ่าน ที่รกเลี้ยว
เพื่อทนสู้ อดเปรี้ยว ไปกินหวาน
พ้นโลกนี้ มียิ่ง กว่าอ้อยตาล
เมื่อพบพาน "อมฤ-ตโลกา!"
โลกนี้เพียง บทเรียน ให้เพียรอ่าน
หมั่นวิจารณ์ ตื้นลึก รีบศึกษา
ให้รอบรู้ แจ่มจน พ้นมายา
แล้วโลกมา เป็นบ่าว เราร่ำไป!
(^___^)
*ปัญหาไม่มา ปัญญาไม่เกิด
*ปล่อยวางบ้าง...คงจะดีขึ้น
*มีคนบอกว่า...ให้ถอยออกมามองห่างๆ
*บางที่อาจจะเห็นดีกว่าเมื่ออยู่ใกล้ ๆ
*คงไม่ใช่บัวใต้น้ำ. เพราะรู้ตัว สติยังดีอยู่....
*หรือจะเป็นเพราะกรรมเก่า...
*ขอให้กรรมดี..ลบล้างกรรมเก่า...
*มาทักทาย...และเป็นกำลังใจให้อีกแรงนะคะ...
เข้ามาอ่านเผื่อจะหายทุกขืบ้างค่ะ
คนเราเกิดมาวันแรกก็เป็นทุกข์ค่ะ
หมอว่าน่าจะพัฒนามากๆแล้วนะคะที่รู้ว่ามีโลภ โกรธ หลง เพราะยังมีคนมากมายในโลกที่ไม่รู้ตัวเอง อยู่ในความหลง
ตัวหมอเองใช้ช่วงเวลาตรวจผู้ป่วยดูจิตตัวเองเพราะผัสสะจะแรงมากทำให้รู้ตัวว่าเรายังอีกนานกว่าจะพ้นทุกข์
สวัสดีครับ
คำไหว้บารมี 30 ทัศ
พระพุทธเจ้า ประกอบด้วยพระมหากรุณา ยังบารมีทั้งหลายให้เต็ม เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ทั้งหลาย
คำอธิบายบารมี 30 อยู่ด้านล่างบทสวด
คำไหว้บารมี 30 ทัศ(แบบครูบาศรีวิชัย)
ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตี ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง
อธิบาย บารมี 30 ทัศ
การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นๆ บารมีที่บำเพ็ญนั้นคือ ทานบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี รวมเรียกว่าบารมี ๓๐ (๓ x ๑๐) โดยแบ่งเป็นบารมีชั้นธรรมดา ๑๐ (บารมี) บารมี ชั้นกลาง ๑๐ (อุปบารมี) และ บารมีชั้นสูง ๑๐ (ปรมัตถบารมี) รวมเป็นบารมี ๓๐ ประการ
ในอรรถกถาจริยาปิฎกพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ ได้จัดชาดกเรื่องต่างๆ ลงในบารมีทั้ง ๓๐ ประการ มีนัยโดยสังเขปที่น่าศึกษา ดังนี้
๑. ทานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ยทานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช (๒๗/๔๙๙) ทรงบำเพ็ญทานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร (๒๘/๕๔๗) และทรงบำเพ็ญทานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกระต่ายป่าสสบัณฑิต (๒๗/๓๑๖)
๒. ศีลบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญศีลบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัตทันต์เลี้ยงมารดา (๒๗/๗๒) ทรงบำเพ็ญศีลอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคภูริทัต (๒๘/๕๔๓)
๓. เนกขัมมบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอโยฆรราชกุมาร (๒๗/๕๑๐) ทรงบำเพ็ญเนกขัมมอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร (๒๗/๕๐๙) และทรงบำเพ็ญเนกขัมมปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสม (๒๗/๕๒๗)
๔. ปัญญาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสัมภวกุมาร (๒๗/๕๑๕) ทรงบำเพ็ญปัญญาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์วิธุรบัญฑิต (๒๘/๕๔๖) และทรงบำเพ็ญปัญญาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นเสนกบัณฑิต (๒๗/๔๐๒)
๕. วิริยบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากปิ (๒๗/๕๑๖) ทรงบำเพ็ญวิริยอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีลวมหาราช (๒๗/๕๑) และทรงบำเพ็ญวิริยปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก (๒๘/๕๓๙)
๖. ขันติบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญขันติบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นจูฬธัมมปาลราชกุมาร (๒๗/๓๕๘) ทรงบำเพ็ญขันติอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นธัมมิกเทพบุตร (๒๗/๔๕๗) และทรงบำเพ็ญขันติปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส (๒๗/๓๑๓)
๗. สัจจบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญสัจจบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นวัฏฏกะ (ลูกนกคุ่ม (๒๗/๓๕) ทรงบำเพ็ญสัจจอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อน (๒๗/๗๕) และทรงบำเพ็ญสัจจปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตโสม (๒๘/๕๓๗)
๘. อธิษฐานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากุกกุระ (๒๗/๒๒) ทรงบำเพ็ญอธิษฐานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิต (๒๗/๔๙๗) และทรงบำเพ็ญอธิษฐานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมิยราชกุมาร (๒๘/๕๓๘)
๙. เมตตาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบส (๒๘/๕๔๐) ทรงบำเพ็ญเมตตาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัณหาทีปายนดาบส (๒๗/๔๔๔) และทรงบำเพ็ญเมตตาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราช
๑๐. อุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัจฉปบัณฑิต (๒๗/๒๗๓) ทรงบำเพ็ญอุเบกขาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญามหิส (๒๗/๒๗๘) และทรงบำเพ็ญอุเบกขาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นโลมหังสบัณฑิต (๒๗/๙๔)
หมายเหตุ เลขหน้าเป็นลำดับเล่มพระไตรปิฎก เลขหลังเป็นลำดับชาดก เช่น (๒๗/๒๗๓) หมายถึง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ ชาดกเรื่องที่ ๒๗๓)
* การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติหนึ่ง ๆ มิใช่ว่าจะทรงบำเพ็ญบารมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ทรงบำเพ็ญทานบารมี หรือทรงบำเพ็ญศีลบารมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในชาติเดียวกันนั้น ได้บำเพ็ญบารมีหลายอย่างควบคู่กันไป แต่อาจเด่นเพียงบารมีเดียว ที่เหลือนอกนั้นเป็นบารมีระดับรอง ๆ ลงไป เช่น ในชาติที่เป็นพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ บารมี
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
*ปัญหาไม่มา ปัญญาไม่เกิด
*ปล่อยวางบ้าง...คงจะดีขึ้น
*มีคนบอกว่า...ให้ถอยออกมามองห่างๆ
*บางที่อาจจะเห็นดีกว่าเมื่ออยู่ใกล้ ๆ
สวัสดีครับ คุณหมอ
แค่รู้ว่า โลภ โกรธ หลง
ก็ดีมากแล้วนะครับ
แสดงว่ารู้ใจตัวเอง
สวัสดีครับ