วันนี้ผมมีประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณค่าสำหรับผมมากครับ เลยอดไม่ได้ที่จะมาจดบันทึกไว้ เพื่อความทรงจำส่วนตัว แต่ไหนๆ จะบันทึกแล้ว ก็ให้ท่านๆ อื่นได้อ่านก็จะเป็นไรไปละ ฮือ คิดได้อย่างนี้ก็ พิมพ์ต่อเลยแล้วกันครับ

ที่สาขาวิชา มีจดหมาย ems มาถึงอาจารย์ในสาขาวิชา 4 ฉบับครับ ทั้งหมดเป็นจดหมายแจ้งผลการพิจารณาโครงการวิจัยที่ได้นำเสนอไป ซึ่งปรากฏว่า มีคนยิ้มออกสองคนคือ ผมกับ อ.ซอลีฮะห์ ครับ ส่วนอีกสองท่านก็พลาดโอกาสนี้ไป  ซึ่งผมเกิดข้อสงสัยทันทีครับสำหรับงานของอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งผมได้ฟังคอนเซปท์โครงการของท่านแล้ว ผมมั่นใจว่า ผ่านร้อยเปอร์เซนต์ แล้วทำไมไม่ผ่าน อาจารย์ท่านก็เอาจดหมายมาให้ผมอ่าน สิ่งที่ผมตกใจคือ อ้าว ทำไมหัวข้อไม่เหมือนกับที่ให้ผมอ่านครั้งแรก เปลี่ยนเมื่อไร เปลี่ยนได้ยังงัย ได้รับคำตอบว่า มีอาจารย์อีกท่านหนึ่งให้เปลี่ยนชื่อโครงการ บอกว่า ชื่อเดิมไม่ผ่านแน่ๆ ท่านเลยเปลี่ยนตามข้อเสนอ

งานนี้ผมโวยวายครับ เหตุผลเพราะเป็นโครงการที่ผมมั่นใจมากๆ ว่า น่าสนใจและเป็นประโยชน์ แล้วจังหวะดีก็มาครับ เมื่อคนแนะนำให้เปลี่ยนชื่อมาร่วมวงสนทนา ผมเลยถามไปว่า ทำไมจึงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อ แน่นอนครับ ผมประเภทปากตรงกับใจ พูดตรงๆ ไปครับว่า ชื่อใหม่ หากผมเป็นกรรมการผมก็ไม่ให้ผ่าน ฮิฮิ หลังจากที่คุยถกกันไปสักครู่ ผมก็ขอโครงการของอาจารย์ท่านมาดูครับ แล้วก็เจอว่า โอกาสที่โครงการจะผ่านมียากมากครับ ถึงแม้จะใช้ชื่อโครงการเหมือนผม เพราะโครงการนี้ขาดความสมบูรณ์ในหลายส่วนมาก ฮือ ไปตำหนิอาจารย์คนแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเสียเยอะแล้ว (มาอัฟด้วยแล้วกันนะครับ)

การที่ผู้ทรงคุณวุฒิจะอนุมัติโครงการให้ ไม่ใช่แค่ชื่อโครงการน่าสนใจเท่านั้นครับ แต่องค์ประกอบอื่นของโครงการจะต้องมีความสมบูรณ์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความเป็นมาของปัญหา ที่ผู้เสนอโครงการจะต้องนำเสนอให้ผู้อ่านมั่นใจได้ว่า ผู้เสนอเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ในเรื่องนี้และสิ่งที่เสนอมีความจำเป็นที่จะต้องทำวิจัย แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ชื่อโครงการวิจัย คือหน้าต่างของการวิจัยทั้งหมด ซึ่งนั่นก็หมายความว่า มันจะต้องนำเสนอให้เห็นภาพของงานวิจัยว่ามีความน่าสนใจ มีความจำเป็นหรือไม่ ที่สำคัญคือ เข้ากรอบที่จะอนุมัติโครงการหรือเปล่า

ทำให้นึกถึงคำพูดของ อ.เกษตรชัย และ อ.สายพิณ เมื่อวันก่อนว่า การเรียนรู้จากผลงานของคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ จะทำให้เราก้าวได้เร็ว เช่น ลองอ่านโครงการคนอื่นดูบ้างว่าเขาเขียนกันอย่างไร โครงการจึงจะอนุมัติ อันนี้มีตัวอย่างใกล้ๆ อย่างกรณีของคณะอิสลามศึกษา ที่รอบนี้ผ่านเข้ารอบเยอะ จะเห็นว่า กระบวนการเรียนรู้ของเขาดีมากครับ มีการนำโครงการที่ผ่านมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว มาเรียนรู้กันว่า มีอะไรเป็นคีย์สำคัญสำหรับความสำเร็จ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหลายรอบหลายเวลา ความสำเร็จจึงเห็นผลได้เร็ว อย่างน่าประทับใจทีเดียวครับ ลองคิดดูนะครับ จากครั้งแรก หนึ่งโครงการ ปีที่สอง เจ็ดโครงการ ฮือ น่าประทับใจจริงๆ

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีเมลจากอาจารย์ท่านหนึ่งมายังผม เพื่อขอบคุณที่โครงการของท่านผ่านการพิจารณา ผมจำไม่แม่นว่า ผมตอบไปหรือเปล่า แต่พออ่านเมลฉบับนั้นจบ ผมคิดจะตอบไปว่า ความสำเร็จของอาจารย์ ไม่ใช่เพราะผม แต่มีสาเหตุจากความสำเร็จจากตัวอาจารย์เองจริงๆ อาจารย์เรียนรู้และพัฒนางานของอาจารย์ได้เร็ว ผมเพียงแต่นำเสนอประสบการณ์ของผมให้อาจารย์ฟังเท่านั้นเอง และถ้าสาเหตุของความสำเร็จขั้นต้นนี้มาจากผมได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนที่ฟังผมเล่าเรื่อง โครงการผ่านทุกคนสิ อันนี้น่าใช่ที่สุด (เอาเข้าไป อ.อีย์)

มีข้อสรุปจากอาจารย์เจ้าของโครงการว่า "การมีเทรนเนอร์หลายคนทำให้สับสนได้" ฮือ ประโยคนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรครับ ผมมองว่า มีเทรนเนอร์กี่คนก็ได้ครับ ยิ่งดี เพราะจะได้หลากหลายมุมมองและทางเดิน แต่ผู้ถูกเทรนเองนั่นแหละครับจะต้องมีวิจารณญาณสำหรับการเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง ฮิฮิ อันนี้นึกไปถึง เวลานักศึกษาป.โท ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา พออาจารย์ค้านมากๆ นักศึกษาก็ตอบว่า ที่หนูเขียนมานี้ หนูไปปรึกษาอาจารย์อื่นมาแล้ว เขาว่าดีแล้วทั้งนั้นเลย มีแต่อาจารย์นี่แหละบอกว่าไม่ดี ถามหนูอยู่ได้

ถามว่า อาจารย์ผิดมัยที่ถามและค้านจนกระทั่งนักศึกษาจนมุม ตอบเลยครับว่า ไม่ผิด เพราะนี้เป็นกระบวนการของการสอนที่ดีครับ แล้วการที่นักศึกษาไปถามอาจารย์คนอื่นละผิดมัย คำตอบก็เหมือนกันครับ ไม่ผิด ดีด้วย แต่ที่ผิดชัดๆ คือ ไอ้ที่นักศึกษาจับความจากอาจารย์อื่นมาได้เพียงว่า ดีแล้ว ถูกแล้ว มาอย่างเดียว ไม่เอาเหตุผลมาอ้างหักล้างกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองนี่แหละครับที่ผิดจริงๆ ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

จบแล้วครับ