ในบรรดาอัยการทั่วโลกเขามีสมาคมอัยการระหว่างประเทศ (International Association of Prosecutors) สมาคมนี้เขาได้ประกาศว่าด้วยสิทธิและหน้าที่อันสำคัญยิ่งของอัยการ (Standards of Professional Responsibility and Statement of the Essential Duties and Rights of Prosecutors) ค.ศ.๑๙๙๐ ให้แนวทางกระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยอัยการไว้ว่า คือ “การยุติการดำเนินคดีโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข หรือการใช้มาตรการอื่นแทน การดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องหาเป็นเยาวชน โดยนำออกจากระบบการดำเนินคดีอาญาตามรูปแบบปกติ โดยเคารพต่อสิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย”

        ขอเล่าเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางเลือกต่อนะครับ

        ในบรรดาอัยการทั่วโลกเขามีสมาคมอัยการระหว่างประเทศ (International Association of Prosecutors) สมาคมนี้เขาได้ประกาศว่าด้วยสิทธิและหน้าที่อันสำคัญยิ่งของอัยการ (Standards of Professional Responsibility and Statement of the Essential Duties and Rights of Prosecutors) ค.ศ.๑๙๙๐ ให้แนวทางกระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยอัยการไว้ว่า คือ

        การยุติการดำเนินคดีโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข หรือการใช้มาตรการอื่นแทน การดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องหาเป็นเยาวชน โดยนำออกจากระบบการดำเนินคดีอาญาตามรูปแบบปกติ โดยเคารพต่อสิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย

        หรือจะมาดูทางสภายุโรป (Council of Europe) เขาก็ได้ประกาศ ข้อแนะนำว่าด้วยบทบาทอัยการในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา”(Recommendation on the role of Public Prosecution in the Criminal Justice System) เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ.๒๐๐๐ โดยกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยอัยการ โดยพูดถึงบทบาทหน้าตอนหนึ่งว่า มีคำสั่งให้ใช้มาตรการที่เหมาะสมแทนการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา ซึ่งหากไปดูสำนักงานอัยการสูงสุดอังกฤษและเวลส์,สำนักงานอัยการสูงสุดสก็อตแลนด์ เขาก็มีมาตรการเหล่านี้เช่นกัน ทั้งสองแห่งนี้ให้อำนาจอัยการว่ากล่าวตักเตือนแทนการฟ้องคดีได้ด้วย เข้าท่าดีไหมครับ

        กระบวนการยุติธรรมทางเลือกเป็นที่ยอมรับในสากลและบรรดาอัยการทั่วโลกเขาก็นำมาปฏิบัติกัน ถ้าถามว่าบ้านเรามีไหม มีครับแต่มันก็ค่อยเป็นค่อยไปทีละนิดละหน่อย เช่น คดีที่เยาวชนเป็นผู้กระทำผิด ให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กเสนอใช้มาตรการอื่นแทนการฟ้องคดีไปยังพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการเห็นชอบและสั่งไม่ฟ้องแล้วคดีถึงที่สุดเลย  มาตรการอื่นที่ว่าก็คือการประชุมกลุ่มครอบครัวเป็นสหวิทยาการเพื่อให้ช่วยกันดูแลเยียวยาอย่าให้เยาวชนกระทำผิดอีกเป็นการให้โอกาสเขากลับตนเป็นคนดี คดีที่จะนำมาใช้ต้องเป็นคดีมีที่มีอัตราโทษไม่สูง เช่น คดีลักทรัพย์โทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือคดียาเสพติดให้โทษในฐานะเป็นผู้เสพก็จะส่งไปฟื้นฟูโดยมีคณะกรรมการตรวจสอบ หากผ่านกระบวนการฟื้นฟูเห็นว่าเขาสามารถหลุดรอดจากบ่วงยาเสพติดได้แล้ว อาจจะเป็นการฝึกร่างกาย ฝึกความเป็นระเบียบวินัย ฝึกวิธีคิด ก็สามารถให้พนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีได้  เป็นต้น

ที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็เพราะว่า เรามีความเห็นว่าวิธีการเหล่านี้ควรขยายไปให้โอกาสประชาชนในสังคมอื่นๆด้วย เพราะผู้กระทำความผิดหลายๆคดีจากประสบการณ์ของพวกเรา เกิดจากการที่ถูกข่มเหงรังแกมาก่อน เกิดจากการขาดความรักจากบุคคลในครอบครัวและสังคม เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ เกิดจากระบบการศึกษา ฯลฯ หากเราใช้สหวิทยาการเข้าไปช่วยแก้ไขเยียวยาปัญหาต่างๆเหล่านี้อาจจะบรรเทาเบาบางลงไปก็ได้  หากเราลองไปหาสถิติเด็กและเยาวชนที่ผ่านกระบวนการนี้แล้วกลับมากระทำความผิดซ้ำมีหรือไม่ ตอบได้ว่ามีแต่น้อยมาก แสดงว่าวิธีการนี้ได้ผล เช่นกันเมื่อไปถามผลการฟื้นฟูในกระบวนการยาเสพติด มีคนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีกมีไหม ตอบได้ว่ามีเช่นกัน และเรื่องยาเสพติดมันไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกายแต่เป็นเรื่องของจิตใจ นอกจากร่างกายขาดยาไม่ได้จิตใจของเขาก็เสพติดความสุขในระหว่างเสพยาไปด้วย เรียกว่าสองเด้ง แต่คนที่ผ่านกระบวนการตรงนั้นมาแล้วกลับตัวกลับตนเป็นคนดีสู่สังคมมีเยอะไหม ก็ตอบได้ว่าเยอะมากเช่นกัน

        ท่านสังเกตไหมครับว่าประเทศเราให้ความสนใจแต่กระบวนการยุติธรรมตามแบบพิธีการหลักเสียส่วนใหญ่ สังคมเราจะสงสัยว่า ทำไมอัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีอย่างนี้ต้องฟ้องให้ศาลตัดสิน ให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ความผิดดีกว่า ขอประทานโทษเถอะครับ ถ้าไม่ได้ถูกฟ้อง เราไม่รู้รสชาติว่าคนที่ถูกฟ้องเขารู้สึกอย่างไร  ถ้าเอะอะอะไรก็ฟ้อง และฟ้องทุกคดีจะมีอัยการไว้ทำอะไรหรือครับ ก็มีแค่ตำรวจแล้วก็ศาลไปเลย ชาวบ้านจะเดือดร้อนอย่างไรก็ช่าง ลองคิดดูดีๆนะครับถูกไหม...ถ้าอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ต้องไปผ่านกระบวนของศาลให้ศาลเห็นชอบก่อน แล้วจะมีอัยการไว้ทำอะไรเหรอครับ  ผมเห็นว่าระบบเดิมที่มีอยู่ก็เป็นธรรมอยู่แล้วไม่ใช่หรือ การเขียนกฎหมายวิธีพิจารณาความในสมัยก่อนเขาเขียนเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบดีมาก แต่เรามาแก้ไขกันเพื่อความสะดวกในการทำงาน เราแก้กันโดยไม่ดูความเชื่อมโยงของข้อกฎหมาย จนถึงวันนี้แก้แล้วบางมาตราก็ไม่รู้จะใช้ยังไงอยู่เลยพระเดชพระคุณ แถมบางทีตีความแล้วแทนที่จะทำให้คดีรวดเร็วกลับกลายเป็นล่าช้าเพราะมาต้องตั้งต้นเริ่มกระบวนการจับกันใหม่ 

เรามีระบบตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกัน ตำรวจสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง อัยการเห็นด้วยไหม ถ้าเห็นด้วยว่าสั่งฟ้องก็นำคดีไปฟ้องศาล ถ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนก็สั่งไม่ฟ้องไป ก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณีต่างจังหวัด หรือถ้าในกรุงเทพมหานครก็จะต้องผ่านการตรวจสอบของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าไม่เห็นชอบกับคำสั่งของอัยการก็ต้องส่งไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาด  หรือในชั้นศาลยื่นฟ้องไปแล้ว ศาลชั้นต้นตัดสินยกฟ้อง อัยการก็ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ เพื่อให้ศาลเกิดการตรวจสอบซึ่งกันและกัน และหากศาลอุทธรณ์ตัดสินแล้วอัยการยังเห็นว่าคำพิพากษายังไม่ถูกต้องก็ยังยื่นฎีกาให้ศาลฎีกาผู้มีประสบการณ์สูงสุดเป็นผู้วินิจฉัยได้อีกรอบ (ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด)

พูดถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พูดกันว่าศาลแบบนี้ไม่เป็นธรรมเพราะรวดเดียวจบ แต่การรวดเดียวจบนั้นก็เป็นรวดเดียวจบของผู้ที่เป็นผู้พิพากษาที่อยู่ศาลฎีกา เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพที่ผ่านการรับฟ้องข้อเท็จจริงและการวิเคราะห์ข้อกฎหมายมาอย่างโชกโชน และเรื่องราวของการเมืองนั้นมันเป็นเรื่องพิเศษ ถ้าว่ากันตามคดีรูปแบบปกติทั่วไปผมว่ายากที่จะทันเล่ห์เหลี่ยมการเมือง (ผมไม่ได้ว่าเล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองนะโปรดสังเกต..อิอิ)

ว่าก็ว่าเหอะ การที่ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจอัยการ เราก็โทษอัยการเองด้วยแหละครับที่ไม่มีงบประชาสัมพันธ์หน่วยงานตนเองเหมือนกับกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ ทำให้ประชาชนไม่ค่อยเข้าใจบทบาทอัยการ โดยเฉพาะในส่วนกลางซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร  ถ้าสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเพื่อประชาชนในบทบาทหน้าที่ของอัยการได้ ผมเชื่อว่าประชาชนจะศรัทธาอัยการอีกเยอะ..