ในห้วงที่วิทยากรหลายท่านได้นั่งบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านพบในความเป็นโกทูโนนั้น ผมเองก็นั่งฟังและขบคิดไปพร้อมๆ กัน หลายประเด็นเกี่ยวกับมูลเหตุของการเขียนบล็อก รวมถึงสิ่งที่ได้รับจากการเขียนบล็อกนั้น ล้วนมีค่าและมีความหมายอย่างน่าทึ่ง
ส่วนหนึ่ง หรือแม้แต่ส่วนใหญ่ล้วนยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การเขียนบล็อกในโกทูโนนั้นเป็นเสมือนการสำรวจ “ทุนชีวิต ทุนปัญญา”ของตัวเอง รวมถึงการบ่มเพาะและขัดเกลาชีวิตและปัญญาของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
และนั่นยังรวมถึงการส่งสารไปสู่กัลยาณมิตร เพื่อก่อให้เกิด“มิตรภาพ ความรู้และพลังใจ” อันง่ายงาม
ไปสู่กันและกันอย่างไร้พรมแดน
สำหรับผมแล้ว – ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น และเป็นการเชื่อแบบไม่กังขาใดๆ เลย
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมก็ยังอยากบอกว่า ความเชื่อที่ว่านั้น ไม่ใช่ความเชื่อธรรมดาๆ ที่หลับหูหลับตายกเมฆเออออห่อหมกไปเหมือนกระแสนิยมทั่วๆ ไป หากแต่หมายถึงการศรัทธาต่อบล็อกแห่งโกทูโนว่า..
มีพลังต่อการ “สร้างคน สร้างชีวิต” อย่างน่ายกย่อง
การไปร่วมงานครั้งนี้ ผมไม่มีโอกาสได้พูดจาในที่สาธารณะสักเท่าไหร่ แต่ในมุมเล็กๆ อันง่ายงามของผมนั้น ผมมีโอกาสได้คุยกับกัลยาณมิตรบางท่านถึงเรื่องราวบันทึกในบล็อกของตัวเอง โดยหลักๆ ผมไม่ได้สื่อสารว่าบันทึกของผมนั้นมีความเป็น “สาระแบบวิชาการ” อย่างที่ควรจะต้องเป็น หากแต่ผมก็ดีใจเป็นที่สุดที่เรื่องราวที่ผมสื่อสารไปนั้น ส่งต่อไปยังใครอีกหลายคนที่ไม่ใช่ชาวบล็อกอย่างคาดไม่ถึง ... และเมื่อเขาได้อ่าน ก็อดไม่ได้ที่จะสื่อสารกลับมายังผมอีกครั้ง ทั้งในบันทึกนั้นโดยตรง หรือบางคนก็ส่งเมลมาหาผมอย่างเงียบๆ
พลอยให้ผมรู้สึกชื่นใจและอดที่จะสื่อสารในวงแคบๆ ของวันนั้นไม่ได้
ผมเล่าให้กัลยาณมิตรร่วมโต๊ะฟังอย่างสุภาพว่า ผมได้รับอีเมลจากมิ่งมิตรที่ไม่ใช่ชาวบล็อกหลายท่าน โดยบางท่านบอกกล่าวในทำนองว่า ได้นำแนวคิดที่ผมสื่อสารในบล็อกไปประยุกต์ใช้ในองค์กรของตนเองแบบ “เปิดเปลือย” แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี เพราะไม่ค่อยได้สื่อสารกลับไปถึงมิ่งมิตรเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องเท่าใดเลย
และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ ...
ระยะหลังนั้น ผมได้รับการสื่อสารกลับจากคนจำนวนหนึ่งที่พลัดบ้านไปไกลแสนไกล โดยแต่ละคนบอกเล่าว่าเข้ามาอ่านบันทึกของผมโดยบังเอิญ มีเรื่องราวของหมู่บ้านตัวเองให้ได้รำลึกถึง เห็นภาพชีวิตผู้คนในหมู่บ้านผ่านบล็อกอย่างมีชีวิตชีวา ชวนให้คิดถึงบ้าน คิดถึงรากเหง้าและกลิ่นอายแห่งเครือญาติอย่างอบอุ่น-จับจิตจับใจ
เฉกเช่นกับกลุ่มหนึ่งก็บอกกล่าวในทำนองว่า ชื่นชอบบันทึกของผมที่เขียนถึงเรื่องราวของทุ่งนา ป่าโคก และวิถีชีวิตของคนชนบทในฤดูกาลต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่เขาเดินทางจากมาแสนไกลและแสนนาน..
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เขาทั้งหลายสื่อสารกลับมานั้นยังรวมถึงการตอกย้ำว่า
การได้อ่านบันทึกของผมนั้น ยิ่งตอกย้ำให้เขาโหยหาบ้านเกิดเมืองนอนอย่างทบทวีคูณ หากแต่ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งเก่าก่อน เพราะความรู้สึกที่โหยหานั้น หาใช่ความรู้สึกหม่นเศร้า เคว้งและอ้างว้าง ...
ตรงกันข้าม เป็นความรู้สึกโหยหาอย่างอบอุ่น มีกำลังใจและพลังชีวิตที่จะกรำงานและสู้รบปรบมือกับชะตากรรมในยามพลัดถิ่น เพียงเพื่อหวังว่า สักวันหนึ่งจะมีเงินเก็บสักก้อน เพื่อกลับไปเริ่มต้นชีวิตที่บ้านเกิดอีกครั้งอย่างถาวร
ใครคนหนึ่งบอกเล่าว่า เขาไม่อยากจากบ้านมาเลย เขาไม่มีโอกาสได้เรียนต่อหลังจบ ม.6 ทั้งปวงนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดนอกไปจาก “ความจน”
ใครคนหนึ่งบอกเล่าว่า จากบ้านมานานมากโข พอเห็นภาพชีวิตของบ้านเกิดตัวเองแบบบังเอิญๆ ในบล็อก ก็พลอยให้จิตใจสั่นไหว คิดถึงบ้าน และยิ่งเห็นบ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็ยิ่งต้องถามตัวเองว่า “ตัวเองรู้สึกเช่นใดกับบ้านเกิดเมืองนอนที่จากมา”
ใครคนหนึ่งบอกเล่าว่า โรงเรียนที่นิสิตไปค่ายนั้น เป็นโรงเรียนที่เขาจบมาหลายปีแล้ว ดีใจที่เห็นน้องๆ ในโรงเรียนเดิมได้รับการอาทรจากคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย จึงได้แต่อธิษฐานให้น้องๆ มีพลังใจและมีโอกาสที่ดีในทางการศึกษา อย่าได้พลัดบ้านพลัดถิ่นเหมือนตัวเอง
ใครคนหนึ่งบอกเล่าว่า คิดถึงท้องทุ่งนาที่บ้านเกิด คิดถึงพ่อกับแม่ในยามที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทุ่ง คิดถึงชีวิตตนเองที่เลิกเรียนแล้วต้องรีบตรงดิ่งไปช่วยพ่อแม่ที่ทุ่งนา ...
และอื่นๆ อีกมากมาย
ผมไม่รู้จริงหรือเท็จในสิ่งที่ได้รับการสื่อสารกลับมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมมีความสุขอย่างมากกับการรับรู้ถึงเรื่องราวเช่นนั้น อย่างน้อยถ้าเรื่องเหล่านั้นเป็นจริงทั้งหมด ผมก็ยิ่งรู้สึกดีที่บันทึกของตัวเองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติมพลังชีวิตให้ใครบางคนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวบล็อก...
แน่นอนครับ ขณะนี้หลายชีวิตกำลังคิดถึงบ้าน...
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในห้วงความรู้สึกนั้น ...โหยหา และร่ำไรต่อบ้านเกิดอยู่อย่างไม่รู้จบ และเมื่อฟังเสียงหัวใจของตัวเอง ยิ่งรู้ชัดว่า บ้านเกิดคือจุดหมายปลายทางของผมเอง
สุดท้ายนี้ ถึงแม้บันทึกในบล็อกโกทูโนของผม อาจไม่ตอบโจทย์ทางด้านการทำงานในองค์กรอย่างที่ควรจะต้องเป็น แต่บันทึกบางบันทึกกลับทำหน้าที่ในการก้าวไปสู่อีกมุมหนึ่งแบบคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในมุมความรู้สึกของการทดแทนและชดเชยกำลังใจให้กับ “คนไกลบ้าน-พลัดถิ่น” ...
ขอบคุณครับ ขอบคุณโกทูโน ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองมีค่าอยู่บ้างเหมือนกัน
และที่สำคัญคือ การย้ำให้เห็นว่า ณ พื้นที่แห่งโกทูโนนั้น เป็นพื้นที่แห่งการก่อเกิด
ขอบคุณ G2K ที่เปิดพื้นที่ให้พวกเรามาเจอกัน ขอบคุณตัวเองที่ใฝ่หาสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง ขอบคุณพี่แผ่นดิน ที่เป็นคนหนึ่งที่สร้างสรรค์สังคมนี้ให้น่าอยู่ต่อไปครับ
สวัสดีครับ...เสียงเล็กๆ
ตอนไปสงขลา แรกเริ่มคิดว่าจะได้เจอน้องที่นั่น เลยพลาดการพูดคุยกันไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ชีวิตยังต้องดำเนินไป วันเวลาของการพบพานยังมีอีกเยอะ...
กรณีหนังสือนั้น กลางเดือนมิถุนายนนั้นคงเสร็จแน่นอนครับ อาจไม่สมบูรณ์ในทางเนื้อความนัก เพราะเจตนาถอดออกมาจากบล็อกล้วนๆ ไม่ปรับแต่งอะไรมาก เพราะต้องการให้เป็นจดหมายเหตุชีวิต-จดหมายเหตุของมหาวิทยาลัย...
ความดีงดงามเสมอครับ ...เราจึงต้องช่วยกันเขียน หรือบันทึกไว้ให้มากที่สุด หนังสือของผม ก็มาจากแนวคิดนั้นด้วยเหมือนกัน..
แล้วจะส่งหนังสือไปให้ นะครับ
ดูแลสุขภาพ-ดูแลคนรอบข้าง-ดูแลสังคม...
เป็นกำลังใจให้ นะครับ
สวัสดีค่ะ
*** ความง่ายงามของบันทึกคุณ แผ่นดิน ...มีความเป็นธรรมชาติ ความจริงใจ มีพลังแห่งการกล้าคิดและกล้าทำ ในฐานะผู้ติดตามบันทึกของคุณ ดิฉันได้เห็นแบบอย่าง ความมุ่งมั่น ในการทำงาน การถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง และวิธีการเขียนในแบบฉบับของตนเองที่ดิฉันชื่นชม และได้รับการแบ่งปัน
*** ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ...nobita
บันทึกนี้ ส่วนหนึ่งมาจากระยะหลังผมได้รับอีเมลจากคนเหล่านั้นจริง ซึ่งก็อาจเป็นจริง เพราะระยะหลังๆ ผมเขียนเรื่องในแนวชีวิตและชนบทอยู่มาก เลยพลอยให้สะกิดอารมณ์ความรู้สึกของใครบางคนได้อย่างบังเอิญๆ...
แต่ก็ดีใจนะครับที่บันทึกของผม ได้ช่วยให้ใครบางคนที่เรายังไม่เคยพบหน้ากัน ได้มีพลังชีวิต และได้สำรวจตัวเองต่อวิถีปัจจุบันของชีวิต
ก็คงต้องยกเครดิตให้โกทูโนนี่แหละครับ
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
แวะไปเยี่ยมกันหน่อยนะคะ
มาบอกว่าเห็นด้วยค่ะได้อ่านบันทึกของอาจารย์
เป็นการได้ย้ำเตือนให้ลำลึกถึงรากเหง้าของตัวเอง
โหยหาแบบอบอุ่น...
มาขอเป็นมิตรภาพของอาจารย์อีกคน
เอาไว้กินเวลาหิวค่ะ
สวัสดีครับ...อ. กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
ผมเป็นคนประเภทเขียนแบบ"เปิดเปลือย" ครับ คิดยังไงก็บอกเล่าไปตามนั้น ไม่เน้นกลวิธีการนำเสนอที่ซับซ้อน เอาใจคิดเอาใจเขียนเป็นที่ตั้ง
ขอบคุณกำลังใจและถ้อยคำแห่งมิตรภาพที่นำมาให้นะครับ...และนั่นก็เหมือนการย้ำให้บันทึกของผมดูมีน้ำหนักขึ้นว่า "การเขียนบล็อก...คือกระบวนการหนึ่งของการเติมกำลังใจให้กันและกัน"
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่แดง
พักนี้ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมใครเลย วิ่งวุ่นอยู่กับการงานและการลงพื้นที่..
บันทึกผม มีกลุ่มก้อนหลัก คือ งาน, นิสิต,โลกส่วนตัวที่ผูกโยงกับกลิ่นอายบ้านเกิด ชนบท ประมาณนั้น
ขอบคุณครับ..เดี๋ยวผมแวะไปเติมพลังใจให้นะครับ
ผมได้ยินเพลงนี้จากบันทึกนี้ครับ
"...จากมานานคิดถึงจังเลย หอมเจ้าเอยละอองท้องถิ่น อยากกลับไปแนบซบไอดิน บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ..."
ขอบคุณมากครับ คุณ แผ่นดิน ;)
สวัสดีครับ อ. Wasawat Deemarn
ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มให้กับบันทึกของผมนครับ...
สมัยที่จัดรายการวิทยุ ผมเองก็เปิดรายการด้วยเพลงนี้บ่อยมาก ไม่มีคนขอหรอกนะครับ แต่เปิดฟังเองนั่นแหละ - แบบว่า ผมคิดถึงบ้าน
ขอบคุณครับ,
สวัสดีค่ะอ. แผ่นดิน
อ่านเรื่องราว ความคิดของอาจารย์ทุกครั้ง ได้...คิด ทุกครั้งเลยค่ะ
ระลึกถึงอาจารย์ค่ะ
(^___^)
ได้มีโอกาสเจอตัวจริง เสียงจริงของอาจารย์ แต่ไม่มีโอกาสได้พูดคุย ได้ติดตามงานเขียนของอาจารย์ในบล็อก ได้ข่าวว่าอาจารย์จะออกหนังสือ วางที่ไหน บอกด้วยนะคะจะได้ติดตามค่ะ
สวัสดีครับ. ท่านพี่ ขจิต ฝอยทอง
แวะมาด้วยความคิดถึงครับ
ไม่ได้มาร่วมงาน g2k แต่วันนี้อยู่หาดใหญ่ครับ จะกลับพรุ่งนี้
ขอมารับกำลังใจในการใช้ชีวิตเหมือนอีกหลาย ๆ ชีวิตที่รับรู้ความรู้สึกได้เมื่อได้อ่านบันทึกการเล่าเรื่องราว
.......
เหมือนที่เคยบอกกัน "โลกไม่เหงา เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว"
ฝากความคิดถึงไปยัง "คนของความรัก" ด้วยครับ
.......
สุดใจ
......
มาเก็บเกี่ยวความรู้สึกและความรุ้ที่ได้จากงาน g2k forum จากอาจารย์พนัสค่ะ
สวัสดีครับ คนไม่มีราก
เช้าวันนี้ประชุมเพิ่งเสร็จครับ-ผมเขียนบันทึกนี้ในช่วงประชุม ผ่อนคลายไปในตัว ส่วนตอนนี้ก็กำลังรอเข้าเสนอรายละเอียดเรื่องงบประมาณปี 53 ต่อคณะกรรมการ เลยสงสัยว่า วันนี้เป็นวันทำงานอีกวันของชีวิตผมแล้วกระมังครับ..
....
กรณีบันทึกผมทุกบันทึก เขียนจากความรักความรู้สึกเป็นหลัก รู้สึกยังไงก็เกริ่นกล่าวออกมาแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ...แต่ก็ดีใจไม่ใช่น้อยนะครับที่คนอ่าน อ่านแล้วรู้สึกดีและได้อะไรเก็บกลับไปคิดบ้าง ถึงแม้จะเป็นมุมที่ต่างกันก็เถอะ ผมถือว่า เป็นการต่อยอดไปในตัว-
ขอบคุณครับ..
ระลึกถึง เช่นกัน
สวัสดีครับ soda
เสียดายมากๆ ..ที่เจอแล้วไม่ได้พูดคุยกันเลย ผมเองก็ตาลายไปมากโข จำใครๆ ไม่ค่อยได้นัก และโดยปกติก็เป็นคนเขินๆ อายๆ กับการทักทายคน เลยพลอยให้ดูเหมือนเฉยๆ หยิ่งๆ อยู่เหมือนกัน แต่ความเป็นจริงนั้น ผมเป็นคนง่ายๆ นะครับ เพียงแต่จริงจังไปหน่อยเท่านั้นเอง
ขอบคุณครับ