เกิดนอกบ้าน เกิดในบ้าน


ผมได้ทำความผิดด้วยความโง่เขลา ได้ทำผิดที่ไม่ยอมยืนกรานให้ใช้ม.18(2) เพื่อนายยอดจะได้ไม่ต้องถูกพลัดพรากจากบุตรอายุ 24 วัน เพื่อนายยอดจะได้หากเลี้ยงครอบครัว ดุจดังนกที่บินออกไปหาอาหาร และนำกลับรังได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องถูกพลัดพรากกลางทาง

28 พฤษภาคม 2552

 

            ภายหลังจากที่เด็กชายชวัลกร กำเนิดในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 แล้วไม่มีหนังสือรับรองการเกิดเป็นหลักฐานว่าเกิดจากโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ (นางโซกล่าวอ้าง) หรือนางโซไม่ยอมไปรับที่ห้องคลอดเอง (เจ้าหน้าที่กล่าวอ้าง) ก็ตาม

           

            แต่นี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าทางโรงพยาบาลแห่งนี้ยินดีที่จะออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ให้แก่เด็กทุกคนไม่ว่าบิดามารดาจะมีเอกสารประจำตัวหรือไม่ก็ตาม แล้วผมก็ไปขอหนังสือรับรองการเกิดแทนนางโซ (ตามเคย) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552โดยหนังสือรับรองการเกิดลงวันที่ออกเอกสารเป็นวันที่ 21 พฤษภาคม 2552

 

            และผมไปช่วยแจ้งการเกิดให้ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 ณ เทศบาลนครภูเก็ต

 

            ปัญหาที่ชวนให้คิดพิจารณา คือ

            1.นางโซให้กำเนิดบุตรในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 แต่ นางยังไม่มีหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คลอด แต่เพิ่งไปขอท.ร.1/1 เมื่อพ้นกำหนด เวลาแจ้งการเกิดไปแล้ว 15 วัน ถามว่า การที่นางโซให้กำเนิดลูกที่โรงพยาบาลวิชระภูเก็ต เป็นการเกิดในบ้านหรือนอกบ้าน

            1.1. หากถือว่าเด็กชายชวัลกรเกิดในบ้าน และถือว่าการที่นางโซไม่ไปแจ้งการเกิดภายใน 15 วัน มิใช่เกิดจากเจตนา เพราะในวันดังกล่าวนางโซไม่มีหลักฐานแจ้งการเกิดจากโรงพยาบาล นางโซน่าจะแจ้งการเกิดได้หรือไม่

            แต่ตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าภายใน 15 วัน นับแต่วันเกิด มิใช่วันได้รับเอกสารแจ้งการเกิด หากนางโซไปแจ้งการเกิด โดยให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องภายใน 15 วัน แล้วนางโซจะหาหลักฐานมาประกอบเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าเกิดในโรงพยาบาลแห่งนี้ เช่นนี้แล้วก็ไม่ถือว่าแจ้งการเกิดเกิน 15 วัน ได้หรือไม่

            1.2 หากถือว่าเด็กชายชวัลกรเกิดนอกบ้าน เนื่องจากโรงพยาบาลไม่ใช่ความหมายของคำว่า บ้าน อันหมายถึง โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัย... ตามนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนบ้าน พ.ศ.2534 แล้

 

          เด็กชายชวัลกรย่อมเกิดนอกบ้าน ตามนัยมาตรา 18(2) ว่า ในกรณีจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ภายใน 15 วัน ให้แจ้งภายหลังได้แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันเกิด ดังนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 จึงไม่เกิน 30 วัน

 

            2.หากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับการแจ้งเกิดภายในกำหนด นางโซต้องแจ้งเกิดลูกแบบเกินกำหนด ซึ่งหมายถึงนางโซได้กระทำความผิด ต้องโทษทางอาญา และต้องแจ้งเกิดแบบเกินกำหนด ซึ่งในภูเก็ตยุ่งยากมาก

 

แต่หากพิจารณาให้ดีกรณีของนางโซขาดเจตนาที่จะไม่แจ้งภายใน 15 วัน ด้วยเหตุที่ผมกล่าวอ้างข้างต้นได้หรือไม่ เพื่อนางโซจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ หากถูกปรับ และถูกเปรียบเทียบความผิดก็เป็นผมอีกนั้นแหละ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ (แปลกดีครับ และ งง !) เพราะความผิดทางอาญาเป็นความผิดเฉพาะตัว แต่การแจ้งการเกิดกับมอบหมายให้กันได้

 

3.ผมก็คุยกับเจ้าหน้าที่ แข็งบ้างอ่อนบ้าง งัดเรื่องการเกิดในบ้าน การเกิดนอกบ้านมาถกเถียงกัน  ก่อนมาสรุปว่าผมยอมรับ การแจ้งการเกิดแบบเกินกำหนดก็ได้ แม้ว่าภายในหัวใจและสมองของผมจะคัดค้านก็ตาม ว่าสามารถแจ้งแบบคนเกิดนอกบ้านได้

 

ผมบอกกับตัวเองว่าอย่ายึดความคิดตัวเองเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นน้องชวัลกรก็จะไม่ได้รับแจ้งการเกิด แล้วเมื่อไรก็ไม่รู้ว่าจะได้รับแจ้ง หากผมยืนยันจะแจ้งเกิดแบบตามกำหนด เจ้าหน้าที่ก็เตรียมตัวยกคำร้อง และผมก็เตรียมการอุทธรณ์ต่อไป

 

ผมเลยบอกว่ากรณีนี้ที่ผมต้องการแจ้งเกิดแบบตามกำหนด ก็เพราะว่าหากแจ้งแบบตามกำหนดแล้ว ผมไม่ต้องพาพยานผู้เป็นพ่อซึ่งมีหมายเลข 13 หลัก แบบหมดอายุมา ใช้เพียงหนังสือมอบอำนาจก็พอ ซึ่งผมสามารถแจ้งการเกิดและรับสูติบัตรได้ทันทีภายใน 1 วัน

 

หากจะให้ผมแจ้งการเกิดแบบเกินกำหนด ผมขอให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือเรียกตัวพ่อมาสอบปากคำที่เทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยอมออกหนังสือให้ ผมต้องขอเจ้าหน้าที่แม้ว่าจะไม่ผลในทางกฎหมาย แต่ผมก็หวังว่าในทางการปกครอง(รัฐศาสตร์) เจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะผ่อนผันให้นายยอดได้มาถูกสอบปากคำถึงเทศบาล อย่างน้อยนายยอดก็มีทะเบียนประวัติ ท.ร.38/1 แม้จะหมดอายุไปก็ตาม

 

อ.แหววครับ ถูกต้องเพียงใดที่ผมยอมให้เจ้าหน้าที่ออกหนังสือเรียกตัว ทั้ง ๆ ที่ ผมยังไม่แน่ใจในผลทางกฎหมาย หากผมและนายยอดถูกจับขึ้นมา หนังสือนี้จะเป็นเกราะป้องกันตัวได้เพียงใด

 

ผมนะไม่เท่าไร แต่นายยอดหากถูกจับก็จะถูกผลักดันออกนอกประเทศ นั้นหมายถึง ผมได้ทำความผิดด้วยความโง่เขลา ได้ทำผิดที่ไม่ยอมยืนกรานให้ใช้ม.18(2) เพื่อนายยอดจะได้ไม่ต้องถูกพลัดพรากจากบุตรอายุ 24 วัน เพื่อนายยอดจะได้หากเลี้ยงครอบครัว ดุจดังนกที่บินออกไปหาอาหาร และนำกลับรังได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องถูกพลัดพรากกลางทาง

 

อย่างไรก็ตามการไปแจ้งเกิดครั้งนี้ยังมิได้ขอให้เจ้าหน้าที่ออกคำร้อง บางทีนะครับ บางทีหากผมได้รับคำแนะนำจากอ.แหวว รวมทั้งจากท่านอื่น ๆ ที่ไม่หลอกลวงผมไปให้ติดกับกับความอ่อนแอของตนครับผม

 

หมายเลขบันทึก: 264074เขียนเมื่อ 28 พฤษภาคม 2009 21:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 20:49 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (12)

มาให้กำลังใจครับเพื่อนชาว Gotoknow ครับ สำหรับสิ่งที่ดีๆ พยายามต่อไปครับ

กรณีพ่อบัตรหมดอายุ แม้จะใช้เป็นหลักฐานได้ แต่ตอนนี้สิทธิในการอยู่อาัศัยสิ้นสุดลงแล้วครับ ผมไม่มั่นใจว่าหนังสือขอความร่วมมือจะช่วยอะไรได้ ถ้าตำรวจจะจับ ข้อเสนอของผมตอนนี้ ผมไม่เสนอให้เสี่ยงครับ

ผมกำลังคิดทริคบางอย่างกรณีนี้อยู่ครับ ผมขอรอดูมติครม.ฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมาก่อนนะครับ เพราะถ้าตัดสินใจใช้แจ้งเกิน ก็ยังรอได้ใช่ไหมครับ

ยังไงผมรอฟังข้อเสนอของอาจารย์อยู่ครับ แล้วค่อยมาดีเบตอีกทีว่าจะยังไง (ฮ่าๆ ๆ พูดจาราวกับผมจะรู้เลยนะนั่น อิอิอิ)

ครับ ในเมื่อใช้สิทธิตัดสินใจใช้แจ้งเกินก็รอ แต่ไม่แน่ครับ ผมยังมีเวลารอก่อนที่จะหมดสิทธิแจ้งเกิดนอกบ้านภายใน 30 วัน

เพี้ยง ! ความรู้ทางกฎหมายจงมา ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอุทธรณ์ อิ อิ

  1. จันทร์กระดาษคะ ขอให้เอาชื่อเคสมาใส่เป็นชื่อบันทึกเสมอนะคะ เวลาที่เราทำงานกัน เราจะได้ใช้บันทึกนี้ในการพูดคุยกันเรื่อง "ชวัลกร"
  2. เวลาเขียนบันทึกเสร็จ เอา URL ส่งทางอีเมลล์ถึงคนที่จะอาสามาดันเรื่องนี้ ก็จะทำให้การศึกษาไปเร็วขึ้น ในวันที่ ๖ นี้ ก็คงทราบว่า คนที่จะลงมาดันเรื่อง BR เป็นใครบ้าง และเราจะทำอย่างไรบ้าง จะได้ไม่มีใครเหนื่อยคนเดียว และท้อคนเดียว
  3. ในการเขียนถึงเคส จะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับบิดามารดาของเคส ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับรัฐเสมอ จะทำให้เราเห็นทางออกอื่นค่ะ
  4. ในแง่ของการแนะนำข้อกฎหมายนะคะ ปัญหาที่ชัดๆ ก็คือ ถ้าบิดาและมารดาของเด็กไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ซึ่งอาจจะเป็นทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ ก็จะแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎรไม่ได้ คำถามจึงมีว่า "บิดาหรือมารดามีชื่อในทะเบียนราษฎรหรือไม่ ?"
  5. แต่สำหรับการออกเอกสารเพื่อรับรองการเกิดให้แก่คนเกิดในประเทศไทยนั้น มิใช่เรื่องการแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎรแล้ว ตามกฎหมายใหม่แยกออกมาได้ ต้องกลับมาถามว่า จันทร์กระดาษตั้งใจจะทำอะไร ?
  6. หากตั้งใจจะให้พวกเขามีเอกสารเพื่อการพิสูจน์ตัวบุคคลต่อรัฐพม่า เพื่อสืยสัญชาติพม่าตามบุพการี อันนี้ เราคงต้องทำการบ้านต่อไปตามกฎหมายพม่า และสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่า ความคิดของ อ.แหววนั้น ไม่คิดว่า ต้องปล่อยให้รัฐคุยกับรัฐ ภาคประชาสังคมก็เข้าไปคุยกับรัฐต่างประเทศได้ค่ะ เราเริ่มต้นด้วยการไปคุยกับทูตลาว หลังจากที่ทูตต่างประเทศมาคุยกับ อ.แหววอยู่หลายปี เพิ่งนึกออกค่ะ เรื่องนี้
  7. แต่หากว่า เราต้องการเอกสารเพื่อพิสูจน์สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย เราคงต้องทำความเข้าใจว่า เด็กในสถานการณ์ใดๆ มีสิทธิในเอกสารใดบ้าง ? ซึ่ง "สูติบัตร" อาจมิใช่คำตอบในทุกกรณี เราจะเหนื่อยเกินไป เหมือนวิ่งชนฝา เจ็บแต่ไม่ได้อะไรเลย  
  8. สรุป เราจะแก้ปัญหาต้องเห็นปัญหา และศึกษาสาเหตุของปัญหา และแก้ที่สาเหตุ มิใช่ปลายเหตุ
  9. เจอกันในวันที่ ๖
  10. กรุณาพัฒนาบันทึกแต่ละเรื่องนะคะ เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษา ขอบคุณมากที่เป็นห้องสมุดสำหรับเรา

ขอดู ท.ร.๓๘/๑ ของทั้งบิดาและมารดาค่ะ

ผมรู้สึกเอาเองว่าจันทร์กระดาษกลัวเกินเหตุหรือเปล่า จนสับสน แต่ไม่อาจตอบข้อกฎหมายในนี้ได้เพราะหากเป็นคดีอาญาก็ลำบากใจที่จะวางตัวเป็นกลางครับ

ขอบคุณครับ คุณเสรี

ตอบ อ.แหวว

ข้อ 5.

5.1.ผมต้องการให้เด็กได้รับการจดทะเบียนแจ้งการเกิด มีหลักฐานว่าได้แจ้งการเกิดว่าเกิดในประเทศไทยจริง และมีหลักฐานว่าได้อยู่ในทะเบียนบ้านจริง เพื่อประโยชน์ในการได้มาซึ่งสัญชาติไทยในวันข้างหน้า

5.2.แต่ ณ.วันนี้การได้สูติบัตรมา พ่อแม่ของเด็กก็สามารถไปยื่นคำร้องขอทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ลูกตัวเองได้

5.3.ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเข้าโรงเรียนได้สมูทขึ้น เพราะบางโรงเรียนช่างบังคับเหลือเกิน

5.4.ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในสิทธิอาศัยและการทำงานของเด็กประเภท 00 ที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้น

5.5.ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในสิทธิอาศัย ของเด็กประเภท 7 ที่มีอายุ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

5.6.ทั้งนี้ เพื่อบางคนจะได้นำสูติบัตร ไปแจ้งการเกิดลูกของตนยังประเทศต้นทางของพ่อแม่ หากประสงค์เช่นนั้น แม้ว่าในทางปฏิบัติจะยาก

5.6.1.เนื่องจากชื่อพ่อแม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จะแก้ก็แก็ไม่ได้

5.6.2.ต้องแปลจากเอกสารต้นฉบับภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ-ภาษาพม่า ซึ่งการแปลในปัจจุบันต้องไปแปลที่กรุงเทพ ฯ

5.6.3.การเดินทางไปแปลก็ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่นึกอยากจะเดินทางข้ามจังหวัดก็ไป อย่างคนไทย

5.6.4.ไหนสตางค์ที่ต้องจ่ายในการแปลเอกสาร  

5.7.หากวันใดมีการผลักดันพ่อแม่และเด็กกลับประเทศจริง ประเทศต้นทางปฏิเสธรับพ่อแม่เด็กเป็นพลเมืองของเขา เด็กจะได้มีที่อยู่ในประเทศไทย

5.8.หากผลักดันพ่อแม่กลับประเทศได้ และประเทศต้นทางรับพ่อแม่เป็นพลเมือง พ่อแม่มีสูติบัตรของลูกเป็นหลักฐานว่าเป็นลูกของพวกเขาที่เกิดในประเทศไทย ประเทศต้นทางอาจยอมรับลูกเขาเป็นพลเมืองได้ 

5.9.หากมีการส่งกลับจริง ให้ส่งกลับอย่างประเทศที่มีศิวิไลซ์ ให้ชื่อว่าประเทศของเราไม่ได้ป่าเถื่อน แต่มีวัฒนธรรม มีความชอบธรรมในการส่งกลับ และได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

5.10.สุดท้ายแล้ว ผมอยากให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือประเทศต้นทาง ให้สมกับที่เขาเป็นมนุษย์ ปฏิบัตต่อเขาในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม อย่ารังแก และเอารัดเอาเปรียบกัน

ข้อ 6.

ผมฝันอย่างนั้น แต่ต้องบนความสมัครใจที่จะกลับ มิใช่บังคับไปแล้วต้องไปตายบนผืนแผ่นดินของบุพการี

การคิดต่อมิใช่เรื่องที่หนัก แต่การทำตามที่คิดด้วย ผมยังคิดอยู่เลยว่าจะจัดสรรเวลาอย่างไรดี ให้สามารถทำตามที่คิดได้ เอิ๊ก !

ข้อ 7., ข้อ 8. ผมไปหาความรู้เพิ่มเติมในวันที่ 6 ขอรับ

ข้อ 10.

ผมจะบันทึกทุกเรื่องราว ในแต่ละแง่มุมครับ

ผมส่งอีเมล์ท.ร.38/1 นายยอด-บิดาของด.ช.ชวัลกร ไปแล้วครับ

ครับ ท่านอัยการชาวเกาะ ผมยอมรับว่า ผมกลัวเกินเหตุ ฮือ ๆ

ระหว่างรอดาวน์โหลดเอกสารจากอาจารย์ ผมก็เลยถือโอกาสแสดงความคิดเห็นกรณีนี้เพิ่มเติม ต่อจากที่ทิ้งไว้ว่า

ถ้าหากรอได้ ตอนนี้มีมติคณะรัฐมนตรีจะเปิดให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในปัจจุบัน มารายงานตัวและขออนุญาตทำงานได้ ซึ่งผมอยากเสนอให้ยอด ไปรายงานตัวและขอใบอนุญาตทำงาน เพื่อมีสถานะเป็นผู้ได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว และมาดำเนินการในเรื่องสูติบัตรของชวัลกรต่อไปครับ

เข้าใจว่าจะเริ่มมีการรายตัวและขอใบอนุญาตทำงานได้ภายในเดือนกรกฎาคม ครับ

(เนื่องจากผมยังไม่เห็นตัวมติครม. และยังไม่มีประกาศกระทรวงมหาดไทยออกมา)

ยังถ้ามีความคืบหน้าที่ชัดเจนเรื่องนี้ผมจะให้ข้อมูลอีกทีนะครับ

บอมคะ

ยอดมี ท.ร.๓๘/๑ ที่มิได้ต่อใบอนุญาตทำงาน

จะเข้าไปทำใบอนุญาตทำงานได้ตามมติ ครม.ที่เพิ่งผ่านเมื่อวันอังคารได้ไหมคะ

ผมเข้าใจว่าได้ครับ เพราะถือว่าไม่ได้ขออนุญาตทำงานในปัจจุบัน พอดีผมยังไม่เห็นตัวมติครม. แต่เข้าใจครอบคลุมทั้งคนที่เคยทำทร.38/1 มาแล้ว และไม่ได้มีการขอใบอนุญาตทำงาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันก็เลยไม่ได้รับการผ่อนผันและอนุญาตให้ทำงาน รวมถึงคนที่ยังไม่เคยรายงานตัวเพื่อทำ ทร.38/1 เลย ก็มาขออนุญาตได้ในครั้งนี้ด้วยครับ

ถ้าแม่เคยมีลูกมาแล้ว แต่พ่อยังไม่เคยมีแจ้งเกิดเป็นลูกคนแรกได้ไหมคับ แต่เข้าทะเบียนบ้านของพ่อ

ถ้าแม่เคยมีลูกมาแล้ว แต่พ่อยังไม่เคยมีแจ้งเกิดเป็นลูกคนแรกได้ไหมคับ แต่เข้าทะเบียนบ้านของพ่อ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี