ประไพ ยงเพชร บัณฑิต ม.ชีวิต แรงบันดาลใจของเกษตรกร

ประไพ  ยงเพชร บัณฑิต ม.ชีวิต

ผู้เป็นแรงบันดาลใจของเกษตรกร

ผู้ประกาศชัดเจนว่า จะมีศักดิ์ศรี และมีกินในท้องถิ่นของตนเอง

 

ข้าพเจ้าชื่อ  นางสาว ประไพ  ยงเพชร เกิด วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2514  อายุ 37 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ บ้านเลขที่ 49  หมู่ที่1 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์  บิดาชื่อ  นายไฉล  ยงเพชร  มารดาชื่อ นางหม่อน ยงเพชร  อาชีพทำนา     ข้าพเจ้ามีพี่น้องรวมข้าพเจ้า 3 คน ข้าพเจ้าเป็นที่ สถานภาพทางครอบครัวโสด   มีบุตรสาว 1คน

การศึกษาได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนบ้านเกาะแก้ว ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม จบการศึกษาเมื่อ พศ. 2529 ระดับมัธยมศึกษาปีที่4-6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสำโรงทาบ    จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2539

ชีวิตของข้าพเจ้าก่อนที่จบม.ต้นเมื่อ พ.ศ. 2529 ครอบครัว

มีฐานยากจนจึง ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อเข้าทำงานกับเพื่อนในหมู่บ้าน  ขณะนั้น พ่อกับแม่ ก็ประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว รายได้อาศัยจากการทำนา เสร็จจากหน้าทำนาพ่อจะไปตัดอ้อยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายมีหนี้สินจากการทำนา กู้เงิน ธ ก ส เพื่อซื้อปุ๋ยเคมี

ข้าพเจ้าจึงตัดสินเข้ากรุงเทพทำงานที่ ร้านทำฟัน เป็นพนักงานทำความสะอาด เงินเดือนที่ได้รับเดือนละ 400 บาทข้าพเจ้าจึงยังมีความคิดที่เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตลอดเวลา และพยายามเรียนรู้ในการช่วยทันตแพทย์ ไปด้วยศึกษาเครื่องมือทันตแพทย์ ส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ 

ข้าพเจ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษเล็กน้อยพอ อ่านออกเขียนได้ สามารถเลื่อนเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ในปีที่2 ได้รับเงินเดือน 600 บาท ได้ส่งเงินเดือนให้พ่อกับแม่ เพื่อซื้อปุ๋ยเคมี ใช้จ่ายอื่นๆ เพราะมีน้อง 2 คนที่อยู่กับพ่อกับแม่ การทำนาของครอบก็ประสบความล้มเหลวเพราะบ้างปีเกิดน้ำท่วมหนี้สินเพิ่ม รับภาระหนัก

เมื่อ พ.ศ. 2537 ได้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสำโรงทาบ แต่ก็ยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ด้วยใจรักการศึกษามุ่งมั่นเดินทางมาสอบที่อำเภอสำโรงทาบจนสำเร็จ

ช่วงนี้ได้ถือโอกาส มาเยี่ยมครอบครัวด้วย สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ.2539 ความรู้สึกของตนเองในขณะนั้นอยากที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี แต่ภาระในการรับผิดชอบครอบยังหนักอยู่  จึงไปไม่ถึงรั้วมหาวิทยาลัย

เมื่อ พ.ศ.2542 เกิดวิกฤตในชีวิตอย่างหนักมาก ไม่มีการวางแผนชีวิตได้แต่งงาน กับผู้ชายคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 1คน

แต่เกิดปัญหาต้องแยกทางกัน ต้องรับภาระเลี้ยงบุตรสาวเพียงลำพัง ค่าใช้จ่ายมากขึ้นถึงเงินเดือนในขณะนั้นจะได้รับเดือนละ 10,500 บาท  แต่ก็ไม่พอค่าใช้จ่าย รู้สึกเครียดมาก แทบจะฆ่าตัวตาย

จนกระทั้งวันหนึ่งมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม ทำให้ใจเราสงบคิดได้ มีความคิดขึ้นมาว่าเรายังมีพ่อ แม่บุตรสาวเป็นกำลังใจจึงสู้มาเรื่อย แต่ภาระทางครอบครัวยังหนักอยู่ มีสุขภาพ ไม่ดีและไม่สบายบ่อยเกิดจากการเครียดไม่สามารถแก้ปัญหาได้

 

 

มาถึงปลายเดือนพฤษภาคม พศ. 2549  บิดาของข้าพเจ้าได้โทรศัพท์มาบอกว่า ที่อำเภอสำโรงทาบได้รับนักศึกษาเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีชื่อว่าโครงการมหาลัยชีวิต  สาขา สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ได้ฟังครั้งแรกแปลกใจมาก ชื่อโครงการ บิดาข้าพเจ้าและน้องชายมาบอกว่าเป็นโครงการศึกษาแบบใหม่ของอำเภอโดยมี อาจารย์ สมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ข้าพเจ้าเคารพนับมากๆ เป็นที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ที่จะต่อสู้ชีวิตอีกครั้งเมื่อเกิดปัญหาชีวิต ครอบครัว

แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ตัดสินที่จะสมัครเรียนขอคิดดูก่อน ข้าพเจ้าไตร่ตรองถึงความเป็นอยู่ในขณะนี้ อยู่ที่กรุงเทพมีแต่ปัญหาไม่ว่าค่าครองชีพก็สูงเหมือนเดิม ถ้าไปเรียนต่อก็ต้องลำบากกว่าเดิมแน่น ด้วยใจยังรักการเรียนอยู่ แต่การเรียนของโครงการมหาลัยชีวิต สามารถกู้ยืมเรียนได้ เป็นส่วนหนึ่งที่คิดว่าตัดสินใจลองสมัครเรียน

                ประมาณเดือนมิถุนายน พศ.2549 เป็นรับสมัครวันสุดท้าย น้องโทรศัพท์มาถามว่าตกลงจะสมัครเรียนหรือเปล่า เพราะทางครอบครัวทราบดีตลอดเวลาว่าข้าพเจ้าเรียนต่อในระดับปริญญาข้าพเจ้าจึงตัดสินใจสมัครเรียนใน วันสุดท้ายโดยส่งเอกสารมาทางโทรสาร

                สาเหตุที่ตัดสินใจเข้าศึกษาได้อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน มีบทสัมภาษณ์ซึ่งอ่านแล้วทำให้ประทับใจมาก.......บทสัมภาษณ์นั้นมีบทความว่าการจัดการชีวิตและสุขภาพ การบริหารเวลาคือการบริหารชีวิต ถ้าเรามีการบริหารเรื่องเวลาดีจะร่วมไปถึงเรื่องอื่น เช่นเรื่องสุขภาพ ครอบครัว ต้องมีการจัดการต้องมีการวางแผน ตลอดจนการใช้ชีวิตแบบพอเพียงพึ่งพาภูมิปัญญาท้องถิ่นพึ่งพาธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติได้ มีข้าวมีปลามีอาหารกินพอเพียง เมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกประทับใจมากฝันไว้ในใจว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ให้ได้

                จนกระทั้งมาถึงวันปฐมนิเทศที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ได้เข้ารับฟังบรรยายพิเศษจาก ดร.เสรี  พงศ์พิศ บรรยายถึงการจัดการชีวิตเวลาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนในชุมชน ทรัพยากรท้องถิ่น การใช้ชีวิตที่พอเพียง รู้สึกประทับใจในการบรรยายของ ดร.เสรี พงศ์พิศ จึงเดินทางกลับกรุงเทพ ไปค้นหาหนังสือหมอชาวบ้านเล่มนั้นว่าบทสัมภาษณ์บนหนังสือกับดร.เสรี พงศ์พิศ ที่มาปฐมนิเทศ วันนั้นเป็นคนเดียวกัน จึงคิดว่าเราทดลองมาเรียนดูก่อนว่าไหวหรือเปล่า

 

                เมื่อเข้ามาเรียนในช่วงแรก จะต้องเดินจากกรุงเทพ ในเย็นวันศุกร์ โดยสารรถไฟ เรียนเสร็จกลับไปทำงานต่อที่กรุงเทพ กลับช่วงเย็นวันอาทิตย์ ตลอดเวลาในช่วงเทอมแรกรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ต้องอดทน เมื่อเรียนในรายวิชา  กระบวนทัศน์หมายถึง ซึ่งความคิด การปฏิบัติ ที่ตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริง  ทัศนะ พื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าและวิถีชีวิตทั้งหมดของผู้คน

 

ทำให้ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนวิธีคิด ค้นพบตนเองรู้รากเหง้าที่มาของตนเอง หลังจากเรียงความเรื่องหมู่บ้านของข้าพเจ้าเมื่อ 40ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของประศาสตร์ชุมชน ของครอบครัว ของหมู่บ้าน  สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาสากล อะไรเป็นตะวันตก อะไรตะวันออก แยกแยะคุณค่าและมูลค่าได้ คิดเป็น คิดเป็นระบบ คิดได้ ภูมิใจกับตัวเองที่เป็นลูกชาวนา

 จึงตัดสินใจลาออกจากผู้ช่วยทันตแพทย์ กลับบ้านเกิดมาเรียนกับโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ทำให้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีปฎิบัติ และให้คุณค่าของตนเอง

เมื่อก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้ามาศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตนั้น ข้าพเจ้ามีชีวิตสับสน วุ่นวายท้อถอย จิตใจสับสนล่องลอยจิตใจอ่อนไหวง่าย สุขภาพจิตย่ำแย่ เหนื่อยอ่อนเพลียสิ้นแรง ขาดกำลังใจสู้ ขาดการวางแผนและตั้งเป้าหมาย  ในการออมและทำแผนงบประมาณบัญชีครัวเรือน เพราะรายรับ-รายจ่ายจากอดีตของข้าพเจ้าไม่มีความสมดุล มีปัญหาการใช้เงินมาก  ไม่เคยทำ แผนงบประมาณ ทำให้ ไม่รู้ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ใช้จ่ายเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ เมื่อไม่มีแผนงบประมาณจึงก่อให้เกิดหนี้สิน

เพราะเราไม่ทราบอนาคตต้องใช้อะไรและไม่สามารถควบคุมการเงินได้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นวัวพันหลัก ดิ้นไม่หลุดเสียทีเดียว  แต่เมื่อได้มาเรียนก็รู้สึกได้ว่าชีวิตเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นชีวิตที่หลุดพ้นจากวงจรหนี้ จนมีชีวิตที่ชัดเจนขึ้นในปัจจุบันนี้

 

สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต คือ การจัดการความรู้  การวางเป้าหมายและแผนชีวิต  โดยที่เราสามารถตั้งเป้าหมายชีวิตของเราที่ได้วางแผนไว้ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม   เพื่อการนำตนเองไปสู่เป้าหมายของ ชีวิตในอนาคต เป็นการวางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องตั้งตัว สร้างฐานะให้ได้ ด้วยการเรียนให้จบ ประกอบอาชีพที่สุจริตไม่ผิดกฎหมายไม่ผิดศีลธรรม

ซึ่งการวางเป้าหมายในชีวิตของเราเพื่อให้การดำเนินชีวิตมีคุณภาพ เช่น การวางแผนเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่ดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ การวางแผนเกี่ยวกับการศึกษา การวางแผนเกี่ยวกับอาชีพในอนาคตเมื่อเรียนสำเร็จ  การวางแผนเกี่ยวกับรายรับ รายจ่ายแต่ละเดือนในชีวิตประจำวัน การวางแผนที่จะปฏิบัติ ความดี ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบศีลธรรม การวางแผนเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวในอนาคต

 

สิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจเมื่อจบการศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า สามารถพึ่งตนเองได้  ครอบครัวอบอุ่นเข้ากับชุมชนได้เรียกได้ว่า อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีกินในท้องถิ่นของตนเอง อย่างมั่นใจ