บริการด้วยหัวใจ คนไทยด้วยกันนะคะ

ช่องทางเดินที่แออัด มีทั้งเดิน จูง หิ้ว ลากกระเป๋า บางคนก็เข็นรถเข็นคันใหญ่ ทำให้ช่องทางที่อาจจะไม่ได้จัดไว้ ดูไม่เป็นระเบียบ ซะเลย

หลังจากที่ลงจากเครื่องที่สุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะนั้นคิดว่าไม่ดึกมากเท่าไหร่ เพราะเคยลงเครื่องห้าทุมมาแล้วค่ะ เดินมาตามทางขึ้นเครื่องที่ไกลแสนไกล จาก ประตู A3 โชคดีมากค่ะที่ไม่ได้เดินจาก A6 ซึ่งก็เคยเดินมาแล้วเช่นกัน... มารอรับกระเป๋า อีกเกือบครึ่งชั่วโมง พอได้กระเป๋าพร้อมกับกล่องแหนมเนือง จึงรีบออกไปรอรถแท็กซี่ เห็นป้ายบอกว่าประตูสาม ก็เดินออกไป เห็นคิวยาวเหยียด คิวแรกต้องไปรอรับบัตรคิวก่อน หลังจากเข้าแถวรอรับบัตรคิวแล้ว ก็ต้องกลับมารอขึ้นรถแท็กซี่ตามคิว(ที่ไม่เป็นคิว) เพราะไม่มี่ใครรู้ว่าคิวอยู่ตรงไหน แถวอยู่ที่ใด สองสามแถวนี้ ปะปนกันไปหมด ไม่มีชาย ไม่มีหญิง ไม่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุกคนดูเท่าเทียมซึ่งเป็นบริการอย่างเท่าเทียมอย่างไม่ต้องร้องขอ

จะมีอาการหน้าเขียวทันที ถ้าเราเกิดไปแซงเขาโดยไม่ตั้งใจ แม้เขาจะแมนแค่ไหน แต่ระยะเวลา ความเหนื่อยล้า ไม่มีคำว่าอาทร ฉันต้องได้ไปก่อน ...มองหน้าก็รู้ว่าคงคิดแบบนั้น รอแท็กซี่นานพอควร สมกับราคาห้าสิบบาทที่เรียกเก็บเพิ่ม ไม่แน่ใจในคุณค่าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่....เมื่อเทียบกับค่าบริการที่เรียกเก็บ

สักพักคนขับแท็กซี่ก็มารับ..มารับตั๋วอย่างเดียว..จริงๆ แล้วเดินนำหน้า ลิ่วๆๆ ไม่สนใจว่าผู้โดยสารอย่างเรามีสัมภาระอะไรบ้าง กระเป๋า ถุงอื่นๆ และ คอมพิวเตอร์ รวมแล้วประมาณ 5 ชิ้น ...ยืนมาน๊าน นาน เห็นพี่คนขับมารับ คาดหวังว่าคงช่วยแบ่งเบากระเป๋าใบใหญ่ให้บ้าง  แต่ก็ผิดหวัง ...พี่คะ ช่วยลากกระเป๋า ให้หน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ ...สีหน้าเฉยเมยหันหลับมาโดยปราศจากคำพูดใดๆ ปิดประตูท้ายรถดังโครม...บรรยากาศในรถเงียบสนิท นั่งทบทวนว่าเราจะลงไหม...ถ้าลง เราจะได้กลับเมื่อไหร่ อดทน นะ อดทน ...พี่คะ ไปราชพฤกษ์....เราเป็นฝ่ายบอกก่อน และนี่ค่าทางด่วนค่ะ..ไม่มีแม้กระทั่งเสียงตอบ แต่ก็อุตส่าห์เอื้อมมือมารับเงินแล้วหันกลับไป..... ขอใบเสร็จค่าทางด่วนด้วยนะคะพี่ ..เงียบ...

เห็นท่าทางการขับของพี่แท็กซี่แล้ว ดูจะเป็นคนผ่อนคลาย สบายๆ มือหนึ่งจับพวงมาลัย แขนซ้ายที่วาง เท้าศอกอยู่บนผ้าขนหนู ที่วางไว้ มีเสียงเรียกทางวิทยุสื่อสาร พี่คนขับแจ้งว่ารับผู้โดยสารไปส่งที่ราชพฤกษ์ สอบถามเส้นทางจราจร อืม...ดีจังเลยที่สอบถามเส้นทาง (ชมอยู่ในใจ) แต่เอ๊ะ ทำไมคุยกันนานจัง... ถามเส้นทางแล้วยังคุยกันต่อ คุยตลอดทาง แซวคนขับคันนั้น คันนี้ แซวไปที่ศูนย์บริการแท็กซี่ ...ตลอดทาง มือซ้ายของพี่เขาถือไมค์ พูดไปตลอดทาง....พอมาถึงด่านเก็บค่าผ่านทาง ...ลืมขอค่าใบเสร็จทางด่วน ..เราต้องบอกอีกครั้ง..แต่!! พี่เขาไม่สนใจที่จะหันมาขอโทษสักคำว่าลืม... แต่หันกลับไปพูดวอ..กับเพื่อน ว่าเพราะมัวแต่คุยทำให้ลืมขอใบเสร็จ ทางด่วน เสียงเพื่อนพี่เขายังตอบกลับมาว่า มาเอาที่รถนี่ มีเยอะ...ซะงั้น.. ทำยังไงได้ ถอยไม่ได้แล้ว พี่เขาว่า..แต่ว่ากับเพื่อนเขา ไม่สนใจผู้โดยสารตาดำๆ ที่นั่งอยู่ด้านหลัง... นั่งภาวนาในใจ ว่าขอให้ถึงบ้านเร็วๆ ด้วยความปลอดภัยด้วยเถิด หลังจากนั้น พี่เขาหันกลับมาถามทาง...ดีใจจังค่ะ นึกว่าพี่รู้จักบ้านหนูเสียอีก (อันนี้คิดในใจ) บอกทางไปบ้าน แล้วพี่เขาก็ไปคุย วอ ต่อ

พี่คะ เส้นนี้มีรถสวน พี่ช่วยขับเลนส์ซ้ายนะคะ เลนส์นั้นไม่ใช่รถขาไปวิ่งค่ะ มีรถสวนตลอดเวลานะคะ ..พี่เขาไม่มีสมาธิพอที่จะรู้ว่าตรงไหนมีรถวิ่งสวนบ้าง... แล้วก็มาถึงบ้านเสียที อึดอัดมากๆ แล้ว.... หมายเลขทะเบียนและบริษัท จำได้แม่นแน่นอนค่ะ

ขออ้อนวอนไปยังพี่คนขับรถ ผู้กุมชะตาผู้โดยสารไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ หนูมีพ่อ แม่และครอบครัวที่รักและรออยู่ หากไม่คิดถึงชีวิตหนูก็คิดถึงชีวิตพี่ ที่มีคนรอที่บ้านบ้างแล้วกันนะคะ

สำหรับบริษัทที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ทราบว่ามีกี่บริษัทที่มาบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ หากคุณไม่เลือกคนที่มีใจบริการ หรือไม่บริการคนไทยด้วยกันแล้ว คุณจะรอบริการแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียวหรือไรคะ