การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

                                                                                                                                      

 

 

 

                ได้อ่านหนังสือเรื่อง  หลักธรรมทำตามรอยพระยุคลบาทของ  ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาแล้ว  ผู้เขียนได้ข้อคิดและเห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยทุกคน  ถ้าได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  จึงขอนำมาเผยแพร่ให้พวกเราได้ฟังบ้าง  ท่านกล่าวว่ามีการ์ตูน  ซึ่งผมไปเห็นเข้าเป็นช่อง    ช่องแรกมีคนใส่เสื้อขาดปุปะนั่งตกปลาอยู่  ช่องที่  2  มีรถคาติแลค  แล่นมา  มีเศรษฐีแต่งตัวโก้เชียว  มีเครื่องตกปลา  อะไรต่ออะไรสะพายมา  มีคนหิ้วเสร็จ  ลงจากรถในช่อง   ถัดไป  มานั่งตกปลาข้าง    กับคนจนที่ตกปลา  แล้วเริ่มคุยกันแล้วก็ถาม เด็ก ๆ  นี่ไม่เคยเรียนหนังสือใช่ไหม  ใช่  ไม่เคยเรียน  แล้วถามคนใส่เสื้อขาดว่าเรียนอะไรมา  คนเสื้อขาดก็ถามกลับว่าเรียนไปทำไม  เศรษฐีบอกเรียนเสร็จได้งานดี    คนเสื้อขาดถาม ได้งานดี    เสร็จก็มีตำแหน่งสูง  แล้วได้เงินเดือนเยอะ    แล้วไง  ก็ร่ำรวย  ร่ำรวยแล้วจะได้มีเวลามานั่งตกปลาอย่างนี้ไง  คนเสื้อขาดบอกก็ไม่เห็นต้องเหนื่อยอย่างนั้น  เพราะนี่นั่งตกปลามาตลอดเลย นี่คนจนเขาตอบมา  นี่คือปรัชญาผลสุดท้ายเห็นไหม  สัจธรรมจริง    คือ  ความสุข  และท่านก็ให้คิดกลับมายังเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เศรษฐกิจพอเพียง  คือ  ความพอดีและท่านก็คิดเกี่ยวกับความพอดีมาได้  5  ประการ  คือ

                ประการแรก  สร้างความพอดีให้เกิดกับจิตใจ  จิตใจของเราต้องไม่ไปสุดกู่ด้านใดด้านหนึ่ง   ระดับจิตใจต้องอยู่ในความพอดี  มีความเอื้ออาทรต่อกัน

                ประการที่สอง  สร้างความพอดีในด้านสังคม  เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในสังคมคนเดียว  เราต้องอยู่ร่วมกัน  ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับรอบ    ข้างนั้นจะต้องสร้างให้เกิดความพอดีขึ้นมา

                ประการที่สาม  สร้างความพอดีด้านเศรษฐกิจอยู่อย่างไรอยู่อย่างนั้น  ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน   ไม่ต้องไปขวนขวาย

                ประการที่สี่  สร้างความพอดีทางด้านเทคโนโลยี  เอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องกับ พื้นฐานของเรา   เอาเข้ามาใช้จะได้ค่อย    เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย    อย่างมั่นคงและยั่งยืน  ยึดประโยชน์สุขเป็นที่ตั้ง

                ประการที่ห้า  สร้างความพอดีทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ  ใช้อะไรแต่พอดี  อย่าทิ้งขว้าง

 

 

 

 

                ความพอดีดังกล่าวทั้ง  5  ประการ  หากเราช่วยกันสร้างให้กับเด็กเล็ก    แล้ว  ชาติ          บ้านเมืองเราก็คงจะไม่พบกับภาวะวิกฤตต่าง    ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ  วิกฤตทางสังคม  หรือวิกฤตทางการศึกษา  การสร้างความพอดีจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก    เพราะต้องต่อเนื่องและอาศัยเวลาในการอบรมสั่งสอน  ตลอดจนเป็นสิ่งที่ยากที่จะเกิดขึ้น  แต่ไม่พ้นความสามารถและความพยายามของพวกเรา  เพราะเป้าหมายหรือจุดสุดท้ายของการดำเนินการ  คือ  คนไทยที่มีคุณภาพ     พวกเราต้องการไหม  ถ้าต้องการเพื่อความอยู่รอดและความเจริญของประเทศจำเป็นต้องช่วยกันทำ   ตั้งแต่บัดนี้  เริ่มตั้งแต่รากฐานที่สำคัญของชีวิต  คือการสร้างความพอดีให้เกิดกับจิตใจ  ประการเดียว ก็มีความสำคัญแล้ว  เพราะการพัฒนาคนด้านจิตใจต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยด้วยการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่  ผู้ปกครอง  สังคมรอบข้าง  และสถานศึกษาซึ่งมีครูเป็นบุคคลสำคัญ  ต้องรู้ธรรมชาติและหลักการของการพัฒนาด้านจิตใจของเด็กช่วง  0 – 7  ปี  เด็กเมื่อได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเป็นคนมีจิตใจมั่นคง  มีความเอื้ออาทร  อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ปรับตัวได้ตามสถานการณ์  ไม่เป็นคนทุกข์ง่ายและสุขยาก   ความไม่สมดุลของจิตใจเห็นได้จากเหตุการณ์และข่าวประจำวัน     ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เช่น  นิสิต  ปี  3  มหาวิทยาลัยชื่อดัง  กระโดดตึกตายเนื่องจากความรัก       นักศึกษากระโดดตึกตายเนื่องจากผลการเรียนไม่ดี  ฯลฯ  ดังนั้นการสร้างความพอดีให้เกิดกับจิตใจ    ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางรากฐานของชีวิตมนุษย์  ถ้าเราวางรากฐานไม่ดีชีวิตทั้งชีวิตก็จะ  พังทลายอย่างน่าเสียดายทั้ง ๆ  ที่มีความสามารถด้านวิชาการ  ปัจจุบันมีเด็กที่มีความสามารถด้านวิชาการแต่มีปัญหาหรือมีความอ่อนแอด้านจิตใจอยู่เป็นจำนวนมาก  ครูปฐมวัยเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง     กิจกรรมที่จัดให้กับเด็กต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูในการตอบสนองความต้องการด้านจิตใจ  โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น  มีความสุข  มีความไว้วางใจ  เช่น   การอุ้ม  โอบกอด  การตอบสนองต่อความรู้สึกที่เด็กแสดงออก  การใช้ภาษาท่าทาง  การใช้คำพูด   โดยให้คำชมเมื่อเด็กทำถูกต้อง แต่ไม่ลงโทษหรือดุว่าอย่างรุนแรง เมื่อทำไม่ถูกและควรอธิบายให้เด็กเข้าใจ รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบ้านกับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จนเกิดความใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน  ทั้งนี้ทั้งนั้นในสภาพปัจจุบันครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยลำพัง  คงจะเกิดผลได้ไม่สมบูรณ์นัก  จำเป็นต้องอาศัยครอบครัว  ชุมชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว