ดีน่ะที่พ่อแม่เธอไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย หรือหากแจ้งความว่าผมน่วงเหนี่ยวกักขังเธอไม่ให้เธอกลับ ผมคงโดนข้อหาพรากผู้เยาว์

ตอนที่ 17

 วัยที่เต็มไปด้วยความรัก (ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปต่อ)

 ยังมีอีกเรื่องอย่างที่ผมเล่าก่อนหน้านี้แล้วว่าเรื่องคล้ายกันมาก เรื่องมีอยู่ว่าในแต่ละปีบริษัทที่เพื่อนผมทำงานอยู่จะมีการทอดกฐินทุกปี  ในแต่ละปีจะเปลี่ยนสถานที่ไปกันทุกปี ผมเองไม่เคยไปแต่ในปีนั้นเพื่อนผมชวนไปบอกว่าสาว ๆ ที่โรงงานไปกันเพรียบเลยน่ะเว้ยถ้าไม่ไปจะเสียใจน่ะเฟ้ย  บริษัทที่เพื่อนผมทำงานอยู่แถวคลองจั่นเป็นบริษัทที่ใหญ่โตทำการค้าเกี่ยวกับขายยา  ปีนี้จะไปทอดที่บ้านหมี่ จ.ลพบุรี  การเดินทางเดินทางโดยรถบัส แต่กว่ารถจะออกเดินทางได้น่าจะเกือบ ๆ เที่ยงคืน เพราะต้องรอคนกะดึก พวกที่รอก็ดื่มกันไปร้องเพลงกันไปบริเวณหลังรถอย่างสนุกสนาน ผมไม่พลาดอยู่แล้วในเรื่องของการร้องเพลง (กองเชียรรำวงเก่าเข้าสิงห์) ไม่รู้หรอกว่ามีสาวแอบมองอยู่มารู้เอาตอนใกล้จะถึงบ้านหมี่ เมื่อเรามองไปเขายิ้มให้นั้นคือความมีมิตรไม่ตรีครั้งแรก รถถึงบ้านหมี่ จ.ลพบุรี เช้ามืด ลงจากรถแล้วผมเดินเข้าไปทักทายเธอ  ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นพูดอะไรไปบ้างรู้แต่ว่าเราพูดคุยกันเข้ากันได้เป็นอย่างดีเหมือนกับว่ารู้จักกันมานาน 

จากเริ่มต้นสบตากันบนรถ และได้ทักทายกันจากนั้นผมกับเธอไม่ได้ห่างกัน  ไม่ว่าเธอจะไปตรงไหนก็แล้วแต่ผมจะเดินไปด้วยเสมอ (ทำเหมือนกับว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขางั้นแหละ)   กลางคืนก็นั่งดูหนังด้วยกัน  เมื่อหนังจบ ลิเกเลิก ไม่รู้จะไปไหนเรานั่งคุยกันบนศาลาที่ตั้งกฐิน เพราะทางวัดจัดศาลาเป็นที่หลับที่นอนให้กับแขกผู้มากับกฐิน  เชื่อหรือไม่ว่าผมกับเธอนั่งคุยกันทั้งคืนไม่ได้นอนเลย ไอ้ที่กินเหล้าก็กินกันไป  ไม่รู้เหมือนกันว่าในตอนนั้นหาเรื่องอะไรมาคุยกันนักหนาถึงได้คุยกันได้ถึงเช้า  พอเช้าหลังจากที่พระฉันเช้าเสร็จมีการถวายกฐิน  เมื่อพิธีต่าง ๆ เรียบร้อยคณะที่ไปร่วมทอดกฐินทานอาหารร่วมกัน  จากนั้นประมาณบ่ายสองโมงจึงเดินทางกลับระหว่างเดินทางกลับแวะตามทางมาเรื่อย ๆ  จึงทำให้ถึงกรุงเทพฯ ล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งกำหนดเดิมจะถึงประมาณสามทุ่ม แต่วันนั้นจำได้ว่าถึงหลังสี่ทุ่มดูได้จากรถเมล์ที่วิ่งอยู่หมดไปแล้ว  จะมีแต่รถที่วิ่งทั้งคืนซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีสายสองของนายเลิศวิ่งตลอดคืนยังบริการอยู่  ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะขึ้นแท๊กซี่กลับบ้านกัน แต่สมัยนั้นดูมันไม่สะดวกเหมือนสมัยนี้  รถเมล์สายสองผ่านที่ทำงานผม 

เพื่อนผมบอกให้แฟนเค้าชวนเธอไปนอนที่ทำงาน  (ที่ทำงานมีห้องพักให้พนักงาน)  ซึ่งผมกับเพื่อนผมทำงานอยู่ที่เดียวกัน  ผมเห็นแฟนเพื่อนกับเพื่อนหญิงที่ผมรู้จักคุยกันอยู่นานพอสมควร  ผมเองก็พยายามหาเหตุที่จะชวนเธอไปให้ได้โดยให้เหตุผลว่าพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์งานไม่ได้ทำอยู่แล้ว ห้องที่พักมีสองห้องไม่มีปัญหา  สุดท้ายทั้งแฟนเพื่อนและเพื่อนหญิงของผม ตกลงที่จะไปนอนที่ทำงานของผมกับเพื่อนผม  ไปถึงที่ทำงานเราไปนั่งคุยกันที่ห้องโถงรวมที่มีไว้สำหรับรับแขก  คุยกันอยู่นานพอควรเพื่อนผมกับแฟนเค้าขอแยกตัวไปก่อนบอกไปอาบน้ำเดี๋ยวมาคุยด้วย  ผมลืมบอกไปว่าเพื่อนผมกับแฟนเค้าคบกันมานานแล้ว 

ก่อนหน้านี้เค้าก็เคยพามาที่ทำงานในช่วงกลางวันแต่ไม่เคยค้างคืน  ผมนั่งคุยนั่งคอยอยู่นานม๊าก มาก ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนจะกลับมาคุยด้วย ผมบอกกับเพื่อนหญิงว่าไปที่ห้องพักผมก่อนแล้วกันจะอาบน้ำหรือจะพักผ่อนอย่างไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน  ผมถือกระเป๋าของเธอเดินนำไปที่ห้องพักและแนะนำห้องอาบน้ำ (เป็นห้องน้ำรวม)   เมื่อต่างคนต่างอาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็นั่งคุยกันต่อในห้องที่มีเราแค่สองคน  คืนนั้นต่างคนต่างหลับไปโดยเธอนอนบนเตียงผมนอนที่พื้น  และเมื่อตื่นเช้ามาผมพาเธอไปส่งบ้าน อะไรเกิดขึ้นรู้ไหมครับพ่อแม่เธอด่าว่าเธอรุนแรงมาก แม่เธอถามเธอหลายครั้งว่ามีอะไรกับผมหรือเปล่าเธอก็บอกว่าไม่มี พ่อและแม่เธอไม่เชื่อแม่เธอพยายามถามเพื่อที่จะให้ตอบว่ามีอะไรกันให้ได้ ผมเองก็ยืนยันว่าเราไม่มีอะไรกัน  จนผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปผมจะกลับพ่อ และแม่เธอไม่ให้ผมกลับ อีกอย่างพ่อของเธอไปแจ้งความไว้ที่โรงพักว่าโดนถูกล่อลวง 

ผมและเธอต่างคนต่างยืนยันว่าไม่มีอะไรกัน  อธิบายอย่างไรก็แล้วแต่พ่อและแม่ของเธอไม่เชื่อ เรื่องจบลงตรงที่ต้องพิสูจน์ พ่อแม่เธอรวมทั้งผมต้องไปโรงพยาบาล เพื่อให้หมอตรวจพิสูนจ์ว่าลูกสาวตนนั้นยังมีความบริสุทธ์อยู่  ผมไม่ได้ตรวจอะไรแม่เธอพาเธอเข้าห้องหมอเพื่อตรวจ   ผมและพ่อเธอรออยู่ข้างนอก บรรยากาศดูไม่เป็นมิตรเลย 

ผลการตรวจออกมาทุกอย่างไม่มีอะไรผิดปรกติ  ก่อนที่จะแยกย้ายกันพ่อเธอต้องไปถอนแจ้งความที่โรงพักเพราะมีผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพราะตอนแจ้งความบอกชื่อผมเป็นผู้ล่อลวงแต่ไม่รู้ว่าชื่อผมชื่อจริงว่าอะไรเพียงแต่ไปสอบถามเพื่อนที่ไปด้วยกันว่าผมชื่ออะไร เพื่อนเธอได้แต่บอกชื่อเล่นผมให้พ่อเธอ พ่อเธอถึงได้นำไปแจ้งความ

เมื่อถอนการแจ้งความเสร็จเรียบร้อยต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ  หลังจากนั้นเราไม่ได้ติดต่อกันเลย ก็ใครจะกล้าล่ะครับในเมื่อดูถูกลูกถึงขนาดนั้นประกอบกับผมเองโดนยำถึงขนาดนั้น  จะให้ไปพบหน้าพ่อแม่เธออีกคงเป็นไปไม่ได้  นี่ดีน่ะที่พ่อแม่เธอไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย  หรือหากแจ้งความว่าผมน่วงเหนี่ยวกักขังเธอไม่ให้เธอกลับ  ผมคงโดนข้อหาพรากผู้เยาว์  นี่แหละครับที่ผมได้กล่าวเบื้องต้นว่าว่าทั้งสองเรื่องเหมือนและคล้ายกันมาก ๆ