"> ตอนที่ 14
วัยที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่
การบวชในครั้งนั้น ถ้าจะให้พูดตามความเป็นจริงแล้วเรื่องการศึกษาพระธรรมไม่ได้อะไรมากมาย ลึก ๆ ก็คือบวชเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อและแม่ ไม่ได้เข้าถึงแก่นสารทางพระพุทธศาสนาแต่ประการใด ได้รับรู้ขั้นตอนการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ตามพระพุทธศาสนารวมถึงการสวดมนต์ในพิธีต่าง ๆ ยังสวดได้ไม่หมดก็สึกเสียแล้ว ตอนติดตามพระที่บวชนานแล้วไปตามพิธีต่าง ๆ แรก ๆ สวดอะไรไม่ได้ปากขมุบขมิบไปอย่างงั้นแหละ บวชได้สักอาทิตย์เริ่มสวดพอได้เป็นบางช่วงบางตอนเริ่มที่จะมีเสียงบ้าง แต่พอสวดได้เพิ่มมากขึ้นถึงเวลาที่จะต้องสึก อย่างที่ผมกล่าวมาตอนต้นบวช ๑๕ วัน นั้นได้อะไรไม่มากหากไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังในการบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ บางวัดที่เคร่งครัดจะมีการสอนให้รู้ถึงพระพุทธศาสนา แต่ไม่ถึงขั้นการปฏิบัตินั่งวิปัสนา หรือเดินจงกลม แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีการสอนอะไรเลย คือให้รู้ว่าบวชเท่านั้น เช้ามาฉัน กลางวันฉัน เย็นทำวัตร(สวดมนต์เย็น) และกลางคืนจำวัด(นอน)
จริง ๆ แล้วผมอยากจะให้กระทรวงศึกษาเข้ามาทำอะไรสักอย่างให้เห็นว่าหากคุณจะเข้ามาบวชคุณจะต้องศึกษาความเป็นมาและประวัติพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง อย่างน้อยเมื่อสึกออกไปแล้วมีคนถามว่าบวชแล้วได้อะไรจะได้ตอบได้ มาเล่าเรื่องที่คาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นให้อ่านดีกว่า ผมมีเรื่องโจ๊กอีกเรื่องที่เป็นเรื่องที่คาดคิดไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะเกิดขึ้นกับผมมานั่งนึกตอนนี้แล้วมันเป็นอะไรที่จำมิรู้ลืมเรื่องมีอยู่ว่า วันนั้นเป็นวันพระใหญ่พระทั้งหมดต้องขึ้นศาลา(ที่รวมของชาวบ้านเพื่อประกอบพิธี) เพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนา ศาลาต่างจังหวัดท่านผู้อ่านที่เป็นคนต่างจังหวัดคงจะมองเห็นภาพออก ส่วนใหญ่จะทำเหมือนบ้านทรงไทยที่นั่งของพระจะอยู่สูงกว่าชาวบ้าน ใต้ถุนจะยกสูง เพื่อให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นใต้ถุนศาลา ศาลาต่างจังหวัดจะเป็นเรือนไม้ทั้งหลัง รวมถึงพื้นจะเป็นไม้ ๆ แต่ละแผ่นจะห่างกันประมาณหนึ่งนิ้วบางแผ่นจะห่างมากกว่าหนึ่งนิ้ว พื้นที่ชาวบ้านนั่งจะเป็นไม้หนาพอสมควร แต่พื้นที่พระนั่งจะบางลงมาหน่อย เวลานั่งเหมือนไม้จะอ่อนตัวลงไปนิดหนึ่ง การนั่งของพระจะนั่งเรียบลำดับอวุโสท่านใดบวชก่อนหรือพรรษามากกว่าจะอยู่ต้น ๆ ส่วนผมอยู่ท้ายสุดเพราะเป็นพระบวชใหม่ และอายุน้อยสุดจะนั่งสุดท้าย เพราะตอนที่ผมบวชนั้นไม่มีเณรเลย
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเมื่อมีการฉันเช้าเสร็จสวดมนต์ให้พรเสร็จแต่ละองค์ก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อจะเดินทางกลับกุฏิ เมื่อแต่ละท่านลูกขึ้นเป็นธรรมดาผมจะต้องลุกเป็นคนสุดท้าย วันนั้นผมยังจำถึงวันนี้ พอพระองค์อื่น ๆ ลุกขึ้นหมดและก้าวท้าวลงออกมาด้านหน้าเหมือนกับไม้มันดีดตัวกลับไปที่เดิม ปรกติก็ไม่มีอะไรแต่เผอิญวันนั้นผมไปนั่งตรงล่องไม้กว้างหน่อยเมื่อไม้ดีดตัวกลับเลยหนีบตรง...พอดีผมนั่งบิดตัวลุกขึ้นไม่ได้เดือดร้อนพระพี่ชายว่าเอาท่านทำไมไม่ลุกล่ะ ผมบอกว่าลุกไม่ได้ ทำไมล่ะท่าน ไม้หนีบ... พระพี่ชายต้องขึ้นมาตรงที่นั่งเหยีบตรงไม้ที่ผมนั่งให้ถ่างออกผมจึงลุกขึ้นได้ อย่าให้ผมพูดเลยครับความรู้สึกตอนนั้นมันเจ็บขนาดไหน ถ้าจะให้เล่าถึงตอนบวชมีอีกหลายเรื่อง แต่ถ้าเล่าแล้วมันไปกระทบอะไรต่อมิอะหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอาจจะทำให้เสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา ผมขอไม่เล่าดีกว่า อย่างที่ผมเรียนให้ท่านทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่าถ้าบวชเข้ามาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และไม่มีอะไรแอบแฝง ผมพูดได้เลยว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีคำสอนที่ดีที่สุด ซึ่งเมื่ออายุ ๕๐ ปีผมมีโอกาสได้บวชเรียนอีกครั้งแล้วผมจะเล่าให้อ่านเมื่อถึงเวลานั้นครับ