ตอนที่ 11
วัยรุ่น ตอนปลาย (ต่อ)
เมื่อผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังค์ มีการเรียกชื่อจำเลยคนไหนชื่อทศพร ชัยพันธ์ หรือ ชื่อจริง ..... หรือชื่อเล่น.... ผมลุกขึ้นพร้อมกับทำความเคารพ และพูดว่า ผมครับ ทางผู้พิพากษาพูดต่อว่าฟังคำตัดสิน จำเลยมีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครอง และพกพาไปในที่สาธารณะ โดยไม่มีใบอนุญาติในการพกพา ตามมาตรา..... ศาลตัดสินจำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือน ปรับ ๒,๕๐๐ บาท ผมหันไปทางแม่ดูหน้าแม่เศร้า หลังจากนั้นผู้พิกษาอ่านต่อ จำเลยสารภาพ จำเลยยังเป็นเยาวชน และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ยกจำรอลงอาญา ๒ ปี ผมหันหน้าไปทางแม่อีกครั้งดูแม่ยิ้มขึ้นมาผมเองก็ดีใจ ครับหลังผู้พิพากษาลงจากบัลลังค์ ผมบอกกับแม่ว่าเดี๋ยวแม่ไปรับด้วยน่ะประมาณ ๖ โมงเย็นจะได้รับการปล่อยตัว พอตกเย็นทางเรือนจำประกาศผู้ได้รับการปล่อยตัวปรากฏว่าชื่อผมไม่มีอยู่ในรายชื่อที่ได้รับการปล่อยตัว ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ โอนให้คนอื่นหมดแล้ว
คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับอีกคืนคิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าตำรวจคงจะอายัดตัวอีกคดี เป็นคดีหลักทรัพย์เพราะเป็นปืนตำรวจ พรรคพวกที่มีประสพการณ์บอกว่าพรุ่งนี้ก็รู้ หากมีการอายัดตัวตอนเดินออกจากประตูไปผู้คุมจะให้แยกไปอีกห้องหนึ่งด้านซ้ายมือและเซ็นต์ชื่อรับทราบเรื่องการอายัดตัวแล้วกลับเข้าห้องขังตามเดิม พอรุ่งเช้ามีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการปล่อยตัวเพิ่มเติมคราวนี้มีชื่อผมแต่ความรู้สึกครั้งนี้กับเมื่อคืนที่ผ่านมาต่างกันเพราะกลัวว่าจะโดนถูกอายัดตัว เมื่อเดินออกจากประตูแดน ๕ ก่อนจะออกจากประตูด้านหน้าเรือนจำ คนเดินออกก่อนผมมีบางคนก็ต้องเดินแยกไปทางด้านซ้าย หมายถึงโดยอายัดตัวจะต้องโดนอีกคดี
เมื่อผมเดินถึงทางแยกเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่กักตัวผมให้ออกไปทางด้านซ้ายน้ำตาผมไหลพรั่งพลูออกมาแบบไม่รู้ตัวพอออกมานอกเรือนจำเห็นแม่ยืนอยู่คนเดียวผมเดินกึ่งวิ่งไปหาแม่ก้มลงกราบเท้าแม่ทั้งน้ำตาพร้อมพูดว่า “แม่ครับต่อไปนี้ผมจะเป็นคนดี ผมจะไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนอีกแล้ว เกิดมาทั้งทีลูกจะเป็นคนดีให้ได้ ต่อจากนี้ไปผมจะทำตัวให้ดีที่สุด" แม่รูปหัวผมและพูดว่าดี ดีแล้วล่ะต่อไปนี้ทำตัวให้ดี ๆ ก็แล้วกัน
หลังจากนั้นผมกับแม่ไปขึ้นเมล์เพื่อเดินทางไปสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อส่งแม่กลับอุตรดิตถ์ ระหว่างนั่งบนรถเมล์แม่บอกผมว่าเมื่อวานแม่ก็มารอสุดท้ายแม่ต้องไปถามผู้คุมว่าชื่อผมทำไมไม่มี ผู้คุมตอบว่าของผมใบปล่อยตัวทำไม่ทันให้มาใหม่ตอนเช้าอีกครั้งผมถามแม่ว่าแล้วเมื่อคืนแม่ไปนอนไหนแม่บอกว่านอนแถวเรือนจำนั้นแหละ แม่ไม่อยากไปนอนไหนไกลเดี๋ยวมารับลูกไม่ทัน น้ำตาของผมไหลออกมาอีกครั้งหลังจากที่กราบเท้าแม่
ระหว่างเดินทางเราคุยกันเรื่องปืนว่าเมื่อครั้งที่แม่มาเยี่ยมที่ทำงานก่อนที่โดนถูกจับผมบอกกับแม่ว่าจะฝากปืนไปกับแม่ให้แม่เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน ตอนนั้นผมเอาปืนใส่ถุงกระดาษเตรียมเพื่อที่จะให้แม่เอากลับบ้านแต่พอเอาเข้าจริงแม่บอกว่าไม่กล้ากลัวจะโดนถูกจับบนรถไฟวันนั้นผมเลยต้องถือถุงกระดาษที่บรรจุปืนกลับไปที่ทำงาน จนสุดท้ายมาโดนถูกจับในครั้งนี้ เมื่อผมส่งแม่ขึ้นรถไฟเรียบร้อยผมก็กลับไปยังที่ทำงานเดิม ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าของที่ทำงานจะรับผมกลับเข้าทำงานหรือไม่ ประมาณบ่าย ๒ โมง ผมกลับถึงที่ทำงานเจอเพื่อนและพี่ ๆ ที่ร่วมงานด้วยกันมาคุยด้วยและแสดงความดีใจ แต่ผมก็นึกอยู่ในใจว่าอยู่ในคุกเกือบ ๔ เดือน ไม่มีใครที่ทำงานอยู่ด้วยกันไปเยี่ยมเลยสักคน
ผมคิดในทางที่ดีว่าเค้าคงจะไม่ว่างกันเพราะคงจะไม่มีใครที่ถึงกับต้องลางานเพื่อไปเยี่ยมผม ขนาดไอ้เพื่อนที่ถูกจับด้วยกันมันยังไม่เคยโผล่หัวไปเยี่ยมเลย โชคดีที่ทำงานเก่ารับผมกลับเข้าทำงานและให้อยู่กะเช้าตลอด กะเช้าจะเริ่มตั้งแต่ ตี ๕ ถึงบ่าย ๒ โมง หลังจากบ่าย ๒ โมงไปแล้วผมจะว่างตลอด ทำงานได้ประมาณ ๒ เดือน ก็มาคิดว่าเราหน้าจะหางานทำเพิ่มอีกกะจะได้มีเงินเก็บ แต่คิดอีกทีว่าเราน่าจะเรียนต่อเพื่ออนาคต แต่ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือสัญญากับแม่ว่าจะเป็นคนดีจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่อีก