เสียงเล็ก เล็ก ที่ไม่มีใครได้ยิน

บันทึกถึงคนไกล

 

นานเท่าไรแล้วนะ ที่เราจากกัน ไม่อยากจำ รู้แต่เพียงว่า ทุกๆ อย่างที่ใครคนนั้น ทำให้เรามันมากมายเหลือเกิน

 

ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่จำความได้ คนคนนี้ อยู่เคียงข้างเรามาตลอด

รักเรามาก ไม่น้อยไปกว่าแม่ของเรา

 

คนคนนี้ เสียสละ เพื่อคนในครอบครัวเรามาตลอด พ่อ แม่  น้องสาว รวมทั้งเราด้วย

ใช่แล้วล่ะ เรากำลังเขียนถึงพี่สาวของเรา พี่สาวคนโต

เรามีกัน สามคนพี่น้อง ไม่ใช่สิ ยังมีพี่สาวอีก สองคน คนละแม่ และคนละพ่อ แต่ที่เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต ก็มีแค่ สามคนพี่น้อง

 

สามคนพี่น้องที่อายุ ต่างกันมาก เพราะแม่มีเราตอนอายุ มาก แล้ว จึงไม่แปลก ที่เราอายุห่างจากพี่สาวคนโต 17 ปี พี่สาวอีกคน 15 ปี

จากการที่อายุเราห่างกันมาก ทำให้ เรามีความผูกพันกัน คล้ายเป็นแม่ลูกกัน

พี่สาวเป็นคนเลี้ยงเรามาตั้งแต่ แบเบาะ เพราะพ่อ แม่ ต้องทำงาน รับจ้าง ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด กลับถึงบ้านค่ำมืด

 

ไม่ใช่ไม่รักลูก แต่ต้องทำมาหากิน  พี่สาวโตพอจะดูแลน้อง

โตพอจะเลี้ยงน้องได้ แล้ว

 

เราจำไม่ได้ว่า พี่เคยพูดเคยสอนอะไรเราบ้างตอนเล็กๆ รู้แต่ ถ้าให้นึกภาพตอนเด็ก เท่าที่จำได้ ก็จะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมๆ ผมหยิก ๆ มานั่งรอให้ พี่สาวตักน้ำให้อาบที่ข้างบ่อน้ำ ตักใส่กาละมังใบโตจนเต็ม แล้วลงไปนั่งแช่ในน้ำ

อาบจนตัวเขียว จึงค่อยขึ้นบ้าน พี่สาวจะเอาแป้งมาผัดหน้าให้จนขาว แต่งตัวให้ แล้วชงนมใส่ขวดให้ นอนดูดจนหลับไป พี่บอกว่าเราเลิกนมขวด ตอนจะเข้าโรงเรียนตอน ป.1 นะ

 

ตั้งแต่เข้าเรียน ป.1ถึงมัธยม งานฝีมือ ทุกอย่าง เย็บปักถักร้อย ล้วนเป็นฝีมือของพี่ทั้งนั้น

เวลาไม่สบาย ไม่ได้ไปโรงเรียน ก็จะมีเพื่อนเอาการบ้านมาให้   พี่สาวจะเป็นคนเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง และคอยดูแลเอาใจใส่ในความเป็นอยู่ ของน้องคนนี้มาตลอด

 

จบมัธยมปลาย ต้องมาเรียนที่หาดใหญ่ ไกลบ้านไม่มาก แต่ไม่เคยจากบ้านมาไกลๆ ทำให้ ต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์ เราจึงมีกิจกรรมร่วมกันมาตลอด แม้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด จนเราเรียนจบ มหาวิทยาลัย

 

พี่สาวคนนี้ของเรา คนที่เรียนจบแค่ ป. 6 และต้องยอมหยุดเรียน เพื่อให้พี่สาวอีกคนของเราได้ เรียน ต่อ และตัวเองออกมาเย็บผ้า ส่งน้องๆ เรียน พี่ เป็นคนที่ขยันมาก ตอนหลังมายึด อาชีพขายอาหาร พี่ต้องทำ งานหนักมาตลอดชีวิต มีเวลาให้ กับตัวเองน้อยมาก เงินที่ได้มาทุก บาททุกสตางค์ เก็บไว้ จนสร้างบ้านหลังเล็ก ให้ พวกเรา ครอบครัวเราได้ อยู่กันอย่างมีความสุข เป็นความสุขแค่ชั่วระยะเวลา สั้นๆ เท่านั้น

 

หลังจาก ที่ครอบครัวเราผ่านพ้นมรสุมชีวิต มาได้ ลืมตาอ้าปากได้ มีความสุขอยู่ระดับหนึ่ง พี่ก็ต้องมาจากเราไป อย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลยชั่วชีวิต

 

ใครจะรู้ว่าชีวิต คนเราจะอยู่ได้ นานแค่ไหน ถ้ามีคนรู้ ว่า ชีวิตจะอยู่ได้ไม่นาน แต่ละคนคงจะทำอะไรมากมายนะ เพื่อตักตวง ความสุขให้ ตัวเอง หรือบางคน คงทำอะไรไว้ให้มากมาย สำหรับคนที่อยู่ข้างหลัง

 

พี่สาว ทรมานกับโรค มะเร็งเต้านม อยู่ประมาณ 3 ปี

3 ปีที่ต้องทนให้ ยาเคมีบำบัด จนผมร่วง ต้องโกนหัวในที่สุด ต้องตัด เต้านมออกทั้ง 2 ข้าง เทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาล แทนบ้าน

ตอนหลัง อาการของโรค แพร่กระจายไปทุกระบบ ทรมานกับความเจ็บปวด จนหมอให้ กลับมาอยู่ที่บ้าน หมอบอกว่า ไม่มีทางรักษาแล้ว พี่สาว ยอมรับได้กับอาการ ของตัวเอง กลับมาอยู่บ้านได้ ไม่กี่วัน ก็จาก พวกเราไป อย่างสงบในเย็นวันนั้น

 

ถ้าพี่รับรู้ ได้ขอให้รู้ว่า น้องสาวคนนี้ รู้สึก เสียใจมาก ที่ ดูแลพี่ไม่เต็มที่ ทั้งที่เป็นพยาบาล ตลอดเวลาที่พี่ป่วย นอนอยู่โรงพยาบาล น้องไม่ได้ดูแลพี่อย่างเต็มที่

 

ไม่ต้องอ้างเหตุผลอะไรทั้งนั้น  ตัวเราเองรู้ดีว่า เราดูแลใคร ได้ เต็มที่ แค่ไหน เราทำได้ เราแบ่งเวลาได้ เราจัดลำดับความสำคัญได้ แต่ทำไมเราไม่ทำ

 

มันไม่คุ้มกันเลย กับการมานั่งเสียใจตอนนี้ ใน เมื่อเวลานั้น ที่เราควรทำตอนนั้น เรากลับทำได้ไม่เต็มที่

 

ไม่รู้ทำไม มันถึงอยากเขียนถึงพี่สาว ไม่รู้ว่ามีอะไร แต่รู้ว่า ตลอดเวลา ที่ผ่านมา เราพยายามที่จะ ลืมภาพนั้น แต่มันลืมไม่ได้

ภาพที่ตอนดึกคืนนั้น คืนก่อนที่พี่สาวจะจากเราไป เรานอนข้างเตียงร่วมกับญาติพี่น้องอีกหลายคนที่มาเฝ้าดูอาการพี่ เราได้ยิน เสียงพี่สาว เรียก เบาๆ คล้ายคนที่อ่อนเพลียมาก บอกว่า ช่วยจัดท่านอนให้ที เมื่อยเหลือเกิน ซึ่งก่อนหน้านี้ พวกเราหลายๆ คนก็ช่วยจัดท่ามาให้ ตลอดคืน เพราะ พี่ตัวใหญ่มาก ทำคนเดียวไม่ได้

เรารู้สึกเพลียมาก อดนอนหลายคืน จึงไม่ได้ใส่ใจกับเสียงเล็ก ๆ เบา ๆ นั้น เลย จนกระทั่ง หลับไปตื่นตอนเช้า

 

ภาพที่เห็นคือ พี่ยังนอนอยู่ที่เดิม แต่ไม่มีอีกแล้ว เสียงที่จะคอยเรียกปลุก ให้ ใครตื่นมาดูแลตัวเอง  เหลือเพียงลมหายใจแผ่วๆ กับเนื้อตัวที่ดูจะคล้ำเขียวลงไปเรื่อยๆ และจากพวกเราทุกคนไป ในเย็นวันนั้นเอง

 

ภาพนั้น มันคอยเตือนใจ เรามาตลอด ให้ใส่ใจ กับเสียงเรียกของคนไข้ ที่เราดูแล แม้จะเป็นเสียงเบาๆ แต่มันอาจมีความหมายมาก สำหรับชีวิตของเขา

 

เสียงที่เรียก ร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้นึกถึงคนไข้ ที่คอยเรียก ให้ เราจัด ท่าให้ เกือบตลอดเวลา หรือ บ่อยจนบางครั้ง เราไม่สามารถ ทำให้ ได้ แต่ เรารู้มั๊ย ในการเรียกนั้น มันอาจไม่ได้ หมายความว่า เราต้องมาเปลี่ยนท่าให้ เขาจริง เหมือนที่เขาบอก มันอาจเป็นคำที่เรียกเราเพื่อ บางอย่าง ที่สำคัญกับเขา

เขาอาจกำลังเผชิญอยู่กับอะไรบางอย่าง ความเจ็บป่วย ความกลัวตาย กลัวความเงียบ กลัวความมืด ที่ต้องอยู่ คนเดียว

บางครั้ง แค่เราเดินเข้าไป ใกล้ ถามไถ่ อาการ ความกลัว ความเจ็บ ความทุกข์ทรมาน ของเขา ก็อาจบรรเทา เบาบางไปได้

เหมือนที่เคยได้ยินคนไข้พูดว่า " คุณไม่ต้อง ช่วยผมก็ได้ ขอแค่ให้ คุณ ยิ้มให้ ผมก็พอ ." เราพยาบาลได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร

เขาอาจต้องการแค่กำลังใจ ในยามที่เขาอยู่ ห่างไกลญาติพี่น้อง เขาต้องการแค่นั้นจริง

 

มาถึงตอนนี้ น้องขอสัญญาว่าจะไม่ละเลย กับเสียงเรียก ขอความช่วยเหลือ จากคนไข้อีกนะคะพี่

ขอให้ พี่สาวเป็นกำลังใจให้ น้อง และพยาบาลร่วมวิชาชีพ ของน้องในการใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ กับสิ่งที่อาจไม่สำคัญกับเรา แต่มีความหมายมากกับเขาเหล่านั้นด้วยนะคะ

 

อยากบอกพี่สาวว่า ไม่ต้องห่วง พวกเรานะคะ เรามีความสุข ในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับสุขมาก แต่ไม่ถึงกับลำบาก

ลูก 3 คน ของพี่  ลูกชาย2 คน มีครอบครัวมีลูก ใช่แล้วล่ะ หลานของพี่ 2 คน น่ารักนะอยู่ ป.1 กับ ป 2

เขาอยู่กันสบายดี นอตทำงาน อนามัย ส่วนลูกสะใภ้คนโตพี่เป็นพยาบาล

ส่วนอีกคน ขายของที่ร้านของน้าสาว น้องอีกคนของพี่ ลูกคนนี้ของพี่ อยู่กับทางที่เขาเลือกแล้ว ที่ไม่เรียนหนังสือ ออกมาต่อสู้ ชีวิต เหมือนพี่ไง ทางเลือกของเขา เอง พี่เป็นกำลังใจให้ เขาด้วยนะ

 

คนสุดท้อง ที่พี่รักมาก พี่จากเขาไปตั้งแต่ เขายังไม่จบประถมปลาย นานมากแล้วนะ ปีนี้ ก็จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว เขาอยู่กับน้อง กับครอบครัวเรา กับยายที่เหลือคนเดียวของเขา กับคนที่ รักเขามากที่สุด

เราจะดูแลเขาให้ ดีที่สุด พี่ไม่ต้องเป็นห่วง

 

สุดท้ายอยากบอกว่า ความรัก ของพี่ ที่มีให้ น้องสาว คนนี้ ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา นะคะ ไม่ว่า เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

น้องจะไม่ลืมความผูกพัน ที่เรามีให้กันและกันตลอดชั่วชีวิตน้อง

 

ทุกคนที่พี่รัก และ ห่วง สบายดี ค่ะ

หลับให้สบายนะ พี่สาวที่แสนดีของน้อง