ตอนที่ 12
วัยรุ่น ตอนปลาย (ต่อ)
เมื่อกลับมาเริ่มทำงานใหม่ ซึ่งก็เป็นงานเก่างานที่เคยทำมาอย่างน้อยสองปีกว่า ๆ ในสองปีกว่า ๆ นั้นทำไปทั่วทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นเด็กยกกระเป๋า บ๋อย โอเปอร์เรเตอร์ รีเซฟชั่น และบาร์เทนเดอร์ อย่างที่กล่าวเมื่อตอนที่แล้วว่าผมต้องเข้ากะเช้าตั้งแต่ 05.00 น.เป็นต้นไปถึง 14.00 น. หลังจากนั้นจะว่าง ถ้าทำงานต่อก็จะได้เงินเพิ่ม แต่ความคิดในตอนนั้นคิดว่าต้องเรียนชีวิตเราต้องไม่อยู่เพียงแค่นี้ แต่จะเรียนอะไรนี่ซิปัญหา ใจจริง ๆ ชอบทางด้านช่างเพราะเมื่อเรียนจบจะได้ประกอบอาชีพอิสระได้ พอดีมีพี่ที่ทำงานแนะนำว่าน่าจะเรียนพาณิชย์ เพราะถ้าเรียนช่างมีแววเดี๋ยวก็จะเรียนไม่จบอีกเพราะหากเรียนช่างกลมีแต่ผู้ชาย และที่สำคัญในตอนนั้นการตีกันก็เหมือนกับสมัยนี้มีการตีกันบ่อยมากว่าสมัยนี้ด้วยซ้ำไปเหมือนกับว่าจะประกาศศักดาว่าโรงเรียนของตูแน่กว่าโรงเรียนของสู พี่ที่ทำงานให้ข้อคิดว่าถ้าเรียนพาณิชย์อย่างน้อย ๆ ก็มีนักเรียนหญิงคอยเตือนคอยห้ามกัน ครับหลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากพี่ที่ทำงานผมเริ่มที่จะหาที่เรียนต่อ พอดีมีรุ่นพี่อีกคนในที่ทำงานเดียวกันเป็นแคชเชียร์ให้ให้คำปรึกษาและให้รายละเอียดของโรงเรียนพาณิชย์การสันติราษฎร์ ในฐานะศิษย์เก่าจึงรู้เรื่องโรงเรียนนี้เป็นอย่างดียิ่ง ผมไม่รอช้าหลังจากที่ได้ข้อมูลจากพี่ที่ทำงานเมื่อผมออกจากกะผมเดินทางไปโรงเรียนพาณิชย์การสันติราษฎร์ทันที เมื่อไปถึงโรงเรียนผมขอใบสมัครเข้าเรียนทันทีเพราะช่วงนั้นใกล้จะเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่พอดี หลังจากได้ใบสมัครแล้วต้องรีบดำเนินการในเรื่องเอกสารต่าง ๆ โดยให้ทางบ้านคัดสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมกับเอกสารการเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ส่งไปให้ผม เมื่อได้รับเอกสารที่ทางบ้านส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว ผมเดินทางไปสมัครเรียนพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่เป็นญาติห่าง ๆ ทำงานอยู่ศรแดงเพื่อแสดงตัวการเป็นผู้ปกครอง(มีการเตรี้ยมกันไปก่อนแล้ว)
การสมัครเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรเมื่อจ่ายค่าเทอม และค่าหนังสือเรียบร้อย ออกมานอกห้องรับสมัครด้านหน้าห้องจะเป็นร้านสวัสดิการนักเรียน มีเสื้อผ้านักเรียนขาย ผมก็เลยแวะซื้อเสื้อ และกางเกง อย่างละ ๒ ชุด ส่วนรองเท้าและถุงเท้าแวะซื้อแถวประตูน้ำ สมัยนั้นจำได้ว่านั่งรถเมล์จากปากซอยสุขุมวิทย์ 4 มาลงแถวหน้าเซ็นทรัลชิดลม และต่อรถเมล์สาย 77 เป็นรถที่มีป้ายจอดใกล้โรงเรียนสันติราษฎร์มากที่สุด ส่วนขากลับหากจะต้องการนั่งต้องขึ้นต้นสายแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ช่วงเวลาในการเรียนที่โรงเรียนพาณิชย์สันติราษฎร์อย่างที่กล่าวเป็นการเรียนในช่วงบ่าย และผู้เรียนในครั้งนั้นส่วนมากจะมีงานทำเป็นรายได้เสริม แต่ก็มีหลายคนที่งานเป็นข้าราชการ และเป็นตำรวจมาเรียนด้วยกันเพื่อนำไปปรับวุฒิ ผมเองในช่วงนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่นอีกหลาย ๆ คนแล้วรายได้ผมจะดีกว่าเพื่อนคนอื่นอีกหลายคน ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ ที่มีงานทำประจำและรายได้ดีหน่อยก็จะซื้อข้าวมานั่งกินร่วมกันเพื่อนบางคนไม่ค่อยมีสตังค์ก็มานั่งร่วมทานด้วยกัน หลาย ๆ คนในตอนนี้ได้ดิบได้ดีกันเยอะแยะทุกคนไม่เคยลืมกันจนถึงปัจจุบันนี้ยังคบหากันอยู่ การเรียนพาณิชย์ในสมัยนั้นมีให้เลือกแค่ 2 ภาษาคือภาษาฝรั่งเศษ และภาษาญี่ปุ่น ผมเลือกเรียนภาษาฝรั่งเศษ เพราะคิดว่าอย่างไงเรามีพื้นฐานความรู้ทางภาษาอังกฤษอยู่แล้วภาษาฝรั่งเศษคงไม่ยาก แต่พอเรียนเข้าจริง เรียนไปแล้วแทบร้องไห้ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลยต้องคอยให้เพื่อนติวอยู่เป็นประจำสอบก็ได้คะแนนไม่ดีเท่าไหร่พอผ่าน
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสมัยนี้การเรียนพาณิชย์จะเหมือนกันกับสมัยที่ผมเรียนหรือเปล่าปีแรกจะยังไม่มีการแบ่งว่าใครจะอยู่สาขาอะไรในปีแรก จะมาแบ่งอีกทีว่าใครอยู่บัญชี อยู่เลขา หรืออยู่การตลาด ตอนอยู่ชั้นปีที่ 2 การเลือกว่าใครจะเรียนสาขาอะไรนั้นไม่ใช่ว่านักเรียนจะเลือกเองอย่างเดียว อาจารย์จะต้องดูคะแนนว่าที่เลือกนั้นสามารถเรียนได้หรือเปล่าด้วย ใครที่เรียนคะแนนดีหน่อยจะเลือกเรียนบัญชี ลองมาเลขา และสุดท้ายการตลาด ผมเองเมื่อเรียนผ่านปีที่ 1 คะแนนพอไปได้พอขึ้นปี 2 ผมเลือกเรียนบัญชีทางอาจารย์ไม่ขัดข้อง ในขณะที่ผมเรียนอยู่พาณิชย์นั้น ผู้อ่านคงทราบผมทำงานด้วยและเรียนไปด้วย และก่อนหน้าที่ผมจะโดนถูกจับขณะที่ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมนั้นทุกเดือนผมต้องส่งเงินให้ทางบ้านตลอดมีมากให้มากมีน้อยให้น้อย เวลากลับบ้านตอนสงกรานต์ หรือตอนปีใหม่ จะพกเงินไปทีละมาก ๆ สมัยนั้นพกกลับบ้าน 5,000 บาท ก็หรูแล้ว กลับบ้านทุกครั้งต้องมีของฝากให้กับน้อง ๆ ทุกคน แถมเอาเงินไปแจกด้วย แต่พอเริ่มเข้าเรียนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องใช้มากขึ้นการส่งเงินให้ทางบ้านต้องงด แต่จะส่งเป็นใบเสร็จค่าเรียนไปให้พ่อเบิก โดยบอกกับทางบ้านว่าไม่ต้องส่งคืนผมถือว่าเป็นการส่งเงินมาให้ทางบ้านก็แล้วกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อผมกลับบ้านเมื่อใดผมก็จะซื้อของไปฝากน้อง ๆ เหมือนเดิมเพียงแต่ว่าเงินที่แจกน้อง ๆ อาจจะลดลงบ้าง จนในบางครั้งเหลือกลับกรุงเทพฯ แค่ค่ารถไฟ และค่ารถเมล์กลับที่ทำงานยังเคย สมัยก่อนยังไม่รู้จักเก็บเงินมีเท่าไหร่ใช้หมดเพื่อน ๆ ที่คบกันสมัยเรียนพาณิชย์จะรู้กันดี
เชื่อหรือไม่ว่าผมเรียนพาณิชย์อยู่ 3 ปี ไม่มีแฟน (ที่เรียนอยู่ด้วยกันเลย) เหมือนคนอื่นเขาเลยได้แต่แอบมองแล้วก็เดินตามหลังไปส่งถึงป้ายรถเมล์โดยที่เพื่อนไม่รู้ว่าเราตามจีบแต่ในใจตอนนั้นไม่กล้าที่จะพูด ผมอยู่จนกว่าเพื่อนหญิงขึ้นรถเมล์กลับเรียบร้อยผมถีงกลับดูแล้วก็เหมือนต่างคนต่างกลับโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเราแอบชอบเขาอยู่ ตามคนแรกตอนอยู่ปี 2 ตามเกือบปีโดยไม่กล้าที่จะเข้าไปพูดคุยผลใกล้สิ้นปีเพื่อนที่เรียนต่างภาษามีความกล้ามากกว่าเข้าจีบแล้วก็เป็นแฟนกันไปตามระเบียบ พอขึ้นปี 3 ผมก็ไม่ละความพยายามที่จะเอาเพื่อนมาเป็นแฟนให้ได้โดยใช้วิธีเก่า สุดท้ายชวดเหมือนเดิม ถึงจะไม่มีแฟนที่โรงเรียนแต่ผมก็มีแฟนที่อยู่ทำงานด้วยกัน และไม่ได้มีคนเดียวเสียด้วยยังมีใกล้ ๆ ที่ทำงานอีกด้วย มานั่งทบทวนตอนนี้เออก็แปลกทำไมไม่กล้าจีบเพื่อนที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันแต่ที่ทำงานกลับมีหลายคน ตอนนั้นดูเหมือนว่าเป็นแฟชั่นไม่คิดที่จะจริงจังอะไรมากนักคิดว่าเป็นเพื่อนคุยเพื่อนเที่ยว และในบางครั้งไปเที่ยวกับอีกคนไปเจอกับอีกคนทำให้ผู้หญิงกับผู้หญิงต้องทะเลาะกันเพราะผมเป็นต้นเหตุ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเองไม่ได้คิดอะไรมากเค้าอาจจะเห็นว่าผมเป็นคนคุยเก่ง
ดีมากค่ะ ขอชื่นชมค่ะ
ผู้อ่านได้พักสายตาค่ะ
ด้วยจิตคาระวะ