พระพี่ชายที่อยู่ข้างหน้าหันมาบอกกับผมว่าท่านศิลออก ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าถามกลับไปว่าศิลอะไรครับ พระพี่ชายเลยพูดอย่างชัดเจน"ก็ไอ้นั้นแหละออกมาทั้งพวงเลย"

">

 

 

ตอนที่ 13

 วัยที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ 

เรียนอยู่พาณิชย์การสันติราษฎร์ ๓ ปีจบตามกำหนด (ปี พ.ศ.๒๕๑๙)  ที่นี่ผมได้เพื่อนมากมายไม่ว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาฟรั่งเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเป็นประจำ  เพื่อนส่วนใหญ่จะรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคน ทำไมต้องบอกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเพราะแต่ละคนอายุส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะตรงตามวัยเกณฑ์เรียนอย่างผมเท่ากับเว้นวรรคทางการเรียนไป ๒ ปี มีเพื่อนที่แก่ที่สุดอายุมากกว่าเพื่อน ๆ ๔  ปี  ในห้องให้ขนานนามว่าพี่ใหญ่  พอเรียนจบต่างคนต่างก็จากกันไปประกอบอาชีพตามแต่ละคนถนัด  หลายคนที่ทำงานอยู่แล้วเอาไปปรับวุฒิ  ส่วนผมตอนแรกกะว่าจะเรียนต่อ ปวส. พาณิชย์การธนบุรี  ตามที่เพื่อน ๆ หลายคนไปเรียนกัน  แต่สุดท้ายไม่ได้ไปสอบเลยชวด เหตุเพราะว่าช่วงนั้นติดหญิงอยู่แถว ๆ ที่ทำงาน  ที่สำคัญหญิงคนนั้นจะเรียนต่อที่ ม.รามฯ ผมจึงตัดสินใจสมัครเรียนที่ ม.ราม ฯ คณะรัฐศาสตร์  เนื่องจากมีความสนใจทางการเมืองจึงได้สมัครเรียนตามที่ตนชอบ

ในช่วงนั้นเรียนด้วยทำงานด้วยเช่นเดียวกันกับตอนเรียน ปวช.  แต่ที่ ม.รามฯ นี้การเรียนแตกต่างกันใครจะไปเรียนหรือไม่ไปเรียนก็ได้ในปีแรกก็ขยันอยู่หรอก การเรียนไปได้ดีพอสมควร  พอปีสองเริ่มที่จะมีปัญหาเพราะไม่ค่อยไปเรียน เนื่องจากมีงานทำเพิ่มอีกที่หนึ่งเป็นงาน Import Export  ซึ่งเจ้าของก็คือเจ้าของโรงแรมที่ทำงานอยู่นั้นแหละเค้าเห็นว่าเราจบพาณิชย์มาเค้าจึงให้ทำงานเป็นธุรการในสำนักงาน เข้าทำงานตั้งแต่ ๘.๓๐ น. ถึง ๑๖.๓๐ น.  หลังจากนั้นเวลา ๑๘.๐๐ น. ถึง ๐๑.๐๐ น. ผมทำงานต่อเป็นบาร์เทนเดอร์  ของโรงแรม  ช่วงนั้นเก็บเงินได้เยอะพอสมควรทางบ้านเขียนจดหมายมาบอกว่าจะบวชพี่ชาย การจัดงานจัดแบบธรรมดาไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ถ้าเรียกตามประสาชาวบ้านก็คือข้าวหม้อแกงหม้อเพื่อเลี้ยงพระเพล เป็นอันเสร็จเรียบร้อย   ผมเขียนไปบอกกับทางบ้านว่าไหน ๆ จะจัดงานบวชผมขอบวชด้วย  การจัดงานจัดให้ดูดีหน่อยเพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ญาติพี่น้อง ให้เพื่อนบ้านได้รับรู้บ้าง น่าจะมีเครื่องไฟ(ภาษาพื้นบ้าน ถ้าเรียกตามสมัยใหม่ก็คือเครื่องขยายเสียง)  มีหนังสักเรื่อง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ผมออกเอง 

พอถึงวันบวชมีลูกพี่ลูกน้องมาร่วมบวชด้วยอีก ๑ คน  ในงานมีการทำขวัญนาค  ถึงตอนทำขวัญนาคนี้เอง น้ำตาไหลอยู่เกือบตลอดเวลา ลืมบอกไปว่าการบวชในครั้งนี้ไม่ได้บวชที่บ้านที่อยู่อาศัย (ที่อุตรดิตถ์)  ทำพิธีและมีงานที่บ้านตาจอย ยายมี  บ้านยางคอยเกลือ จ.พิจิตร  และทำพิธีบวชที่วัดราชช้างขวัญ  จ.พิจิตร  การจำวัดจำวัดที่วัดวังจิก และวัดยางคอยเกลือ และบ้านโยม บวชได้ ๑๕ วันก็สึก  ในระหว่างที่บวชนั้นมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรมากมาย  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นโจ๊กแบบไม่ตั้งใจที่จำได้ที่ไปจำวัดที่วังจิก ตอนเช้าต้องบิณฑบาตร  การออกบิณฑบาตรทางวัดจะมีการจัดเป็นสายสำหรับพระบวชใหม่จะให้ไปทางเดียวกันหมดและไปหมู่บ้านไกลหน่อยและต้องเดินข้ามแม่น้ำไป (แม่น้ำยม) ในเวลานั้นมีน้ำน้อยมากสูงสุดจะประมาณหัวเข่า  การเดินของพระบวชใหม่ยิ่งถ้าไม่เคยเดินถอดรองเท้าด้วยแล้วเป็นอะไรที่มันลำบากพอสมควรยิ่งเดินบนถนนลูกรังด้วยแล้วอย่าให้พูดเพราะเราไม่เคยเดินแบบถอดรองเท้าตอนขาไปไม่เท่าไหร่หรอกครับเดินลงตลิ่งข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงกันข้ามกับวัด แต่ตอนเดินแถวหมู่บ้านฝั่งตรงข้ามเป็นถนนลูกรังตรงนี้เองผมเดินเหมือนกับค่อย ๆ ย่อง ยิ่งเป็นพระองค์สุดท้ายด้วย การเดินรู้สึกว่าจะห่างจากพระที่อยู่ข้างหน้ามากข้างหน้าจะเป็นพระพี่ชายด้วยความเป็นห่วงจะหันมาดูบ่อย ๆ  และจะคอยบอกให้เร่งเดินหน่อยเพราะห่างเกินไป

ทั้งหมดที่เล่ามายังไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องเรื่องโจ๊กตรงไหน เรื่องโจ๊กมาเกิดขึ้นตอนขากลับเมื่อรับบิณฑบาตรแล้วจะเดินข้ามแม่น้ำเพื่อที่จะกลับวัดมือหนึ่งถือบาตรอีกมือหนึ่งถลกจีวรขึ้นเพื่อไม่ให้เปียกน้ำ ผมเห็นผู้หญิงสาว ๆ ที่นั่งซักผ้าอยู่ริมตลิ่งฝั่งวัดที่จะกลับวัดทุกคนนั่งหัวเราะกันคลิกคลั๊ก  เมื่อเดินจวนจะถึงน่าจะห่างประมาณสัก ๑๐ เมตร พระองค์ข้างหน้าหันเหลียวมามองสงสัยว่าสาว ๆ หัวเราะอะไรกัน สักครู่พระพี่ชายที่อยู่ข้างหน้าหันมาบอกกับผมว่าท่านศิลออก  ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าถามกลับไปว่าศิลอะไรครับ พระพี่ชายเลยพูดอย่างชัดเจน"ก็ไอ้นั้นแหละออกมาทั้งพวงเลย" ผมก้มลงดูปรากฏว่าจริง ๆ อย่างที่พระพี่ชายท่านพูด หลังจากวันนั้นเป็นต้นไปผมเปลี่ยนเส้นทางบิณฑบาตรไปเส้นอื่น เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะศิลออกนี้แหละครับ