สวัสดีครับ
วิถีแห่งการภาวนาของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละคน
ทุกคนที่กำลังเดินทางนั้น ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือความพ้นทุกข์ ทั้งในระดับโลกียะ
และโดยเฉพาะนักเดินทางที่มุ่งมั่นเลยไปถึงระดับโลกุตร คือความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง
เมื่อเริ่มต้นเดินทางในวิถีนี้นั้น
ทุกอย่างเหมือนจะอยู่ห่างไกล เป็นเรื่องที่ยาก
ทุกอย่างดูจะลำบาก ดูเหมือนเราจะสับสนในเส้นทาง วกไปวนมา
ทุกอย่างนั้นล้วนขึ้นกับเหตุปัจจัย บุญบารมี ที่เราไม่สามารถควบคุมและกำหนดได้..
สำหรับผู้เริ่มต้น ที่ต้นทุนแตกต่างกัน และผู้เริ่มต้น ที่ต้นทุนมากน้อยนั้นตนเท่านั้นที่รู้และพยากรณ์ตนได้
สำหรับผม... ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
แต่มีความรู้สึกว่า ตอนที่เริ่มต้นเดินทางนั้น บางครั้งเหมือนจะง่าย เหมือนมีกำลังใจ
เหมือนว่าจะไม่ยากเกินไป มุ่งมั่น
แต่สิ่งที่ผ่านมาก็ปราฏ และยืนยันได้ว่า...วิถีนั้นขึ้นๆลงๆ กลับไปกลับมา
ระหว่างความรู้ตัวและไม่รู้ตัว....
โอกาสที่เราจะได้รู้และปฏิบัตินั้น บางครั้งรู้สึกว่ามี บางครั้งรู้สึกว่าไม่มี(ตามกิเลส)
แต่โดยสรุปแล้ว สำหรับผู้ฝึกที่ปัญญายังไม่แก่กล้า บารมียังน้อย รอบของการรู้ยังหยาบ
ก็มีโอกาสที่จะกลับไป กลับมา วกๆวนๆ อาจจะที่เดิม (แต่ผมเชื่อว่ามันต้องค่อยๆดีขึ้นครับ)
เรื่องราวทั้งหมดเบื้องต้น อยากจะเชื่อมโยงกับความคิดที่เกิดขึ้นว่า
สมดุลระหว่าง การอ่านมาก การรู้มาก กับการฝึกปฏิบัตินั้นสำคัญอย่างมาก
เมื่อก่อนผมเข้าใจผิดว่า แค่อ่านมากๆ เข้าใจมากๆ แล้วนั่งให้สงบก็จะเกิดปัญญาเอง
หรือการนึกเอา คิดเอา อดทน ฝนต่อกิเสลจะทำให้มันลดลงไป
แต่เมื่อมาเริ่มต้นฝึก แบบตามรู้ ตามดูจิต ก็รู้สึกว่าดีขึ้นมากๆ
สิ่งที่พบว่าเป็นอุปสรรคตอนนี้คือ...
การทำความเข้าใจกับหลักธรรมต่างๆที่สำคัญ ที่ต้องนำมาใช้บ่อยๆ
การเชื่อมโยงหลักธรรมเพื่อการภาวนา
และการเรียนรู้เทคนิค วิธีปฏิบัติที่ตรงกับจริตของตนเองมากที่สุด
โดยการลองผิดลองถูก จากการอ่านตำราของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เราเชื่อถือ....
ถ้ารู้ตัวทัน ถ้าภาวนาถูกหลัก ภาวนาเป็น และจดจำธรรมที่เกิดขึ้น ณ ขณะจิตนั้นๆ
ได้บ่อยๆ ต่อเนื่อง เข้าใจเอาเองว่าการปฏิบัติก็น่าจะเกิดผลที่ดี ตามมา
แต่ตอนนี้ต้องเริ่มต้นฝึกไปเรื่อยๆ ทั้งการอ่าน การภาวนา....
ขอให้ทุกท่านที่อ่านแบ่งปันได้ครับ
ขอให้เจริญในเส้นทางการภาวนา
ธรรมรักษาครับ...
ปล..ตอนนี้กำลังศึกษาแนวทางการปฏิบัติของ
- หลวงปู่ดูลย์ และหลวงพ่อปราโมทช์
- หลวงพ่อทูล(DMG publishing)
- แนวของหลวงพ่อเทียน และพระอาจารย์ลูกศิษย์
- แนวทางเจริญสติภาวนาแบบหมู่บ้านพลัมบางส่วน และประสบการณ์ภาวนาแบบวัชรยาน(ของอ.ตั๊ม)
อาจจะดูสับสน หลายอย่าง แต่ผมเข้าใจว่าปลายทางเดียวกัน อยู่ในขั้น ชิม และทดลอง อยู่ครับ...
เป็นกำลังใจเสมอค่ะ ทุกๆ เรื่องที่ทำขอให้ประสบความสำเร็จ นะคะ
สวัสดีค่ะ อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้นึกถึง
ปุ่มบึ้ง ใช่แล้วกอลืมไปแล้ว
เย็นนี้ไปหาหนังสือเล่มนั้นดีกว่า
ขอบคุณน่ะค่ะ สู้ๆ
สวัสดีครับ คุณหมอ
แวะมาให้กำลังใจ นักเดินทาง และนักชิม นะครับ
ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตต่อเส้นทางการเดินไว้เล็กน้อย ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะครับ
ผมมองว่า การศึกษาหลายๆ แนวทางนั้น สามารถเป็นได้ทั้งข้อดี และข้อเสียในตัวมันเอง
ในส่วนข้อดีนั้น ผมคิดว่าจะทำให้เราเห็นหลัก เห็นแนวทางที่มีความเป็นสากล หากเราจับได้ถึงหลักการที่มีร่วมกันของทุกสำนัก ซึ่งเข้าใจว่าทุกสำนัก ทุกสาย ที่คุณหมอกล่าวมาน่าจะนำไปสู่ปลายทางเดียวกันตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงให้แนวไว้
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์มาก ต่อการนำไปสอน ไปบอกแนวทางให้แก่ผู้มาทีหลัง ที่อาจกำลังมัวหลงทาง แต่ทว่ากว่าจะไปถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องมั่นใจในผลการปฏิบัติของเราในระดับนึงก่อน
เห็นได้ชัดในกรณีดังที่พระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านได้ศึกษามาหลายแนวทาง หลายสำนัก เพื่อดูแนว ดูหลักการสอน และก็ส่งผลดีต่อการสั่งสอนลูกศิษย์ที่มาจากพื้นฐานการปฏิบัติอันหลากหลาย ให้เข้าสู่วิถีการภาวนา ต่อยอดได้อย่างกลมกลืน และไม่ขัดกับสิ่งที่หลายๆ ท่านเคยปฏิบัติกันมา
ส่วนข้อเสีย ที่อาจเกิดขึ้นได้ และต้องพึงระวังก็คือ หากเรามีหลากหลายแนวการปฏิบัติ อาจนำไปสู่การเปรียบเทียบ วิพากษ์วิจารณ์ เกิดเป็นทิษฐิ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เพราะนั่นจะนำเราเข้าสู่โลกของความคิด และพลาดวิถีแห่งการ "รู้สึกตัว" ตามความเป็นจริงครับ
ขอบคุณนะครับสำหรับโอกาสในการแลกเปลี่ยนกัน
การฝึกปฏิบัติ การฝึกตน ให้อดทนต่อสิ่งเร้า และอดทนต่อความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ เป็นวิธีหนึ่งของการภาวนาใช่ไหมครับ
คิดว่าถ้าเข้าใจหลักตามที่พระอาจารย์สอนน่าจะOK ส่วนวิธีขึ้นกับจริตของแต่ละคน ตัวเองพยายามมีวิหารธรรมโดยการตามลมหายใจบ้าง พุทธโธบ้าง ดูกายดูจิตบ้าง ในชีวิตอันยุ่งเหยิงก็ลืมและหลงไปทั้งวัน กว่าจะมีสติก็หลงไปค่อนวัน
เรื่องอาจารย์คงต้องขึ้นกับเราชอบเพราะแต่ละคนชอบต่างกัน แต่ใช้หลักทำตามอาจารย์ที่เราทำแล้วเราทุกข์น้อยลง จิตเบาขึ้น กิเลศน้อยลง สติเร็วขึ้น น่าจะดีค่ะ
คุณ
mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง
ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำตอบที่ถูกที่สุดหรือเปล่านะครับ
ให้อดทนต่อสิ่งเร้า และอดทนต่อความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ
เหมือนความเข้าใจเดิมผมจะเป็นเช่นนั้น
ถ้าความหมายของการอดทนในที่นี้คือการฝืน กดข่มสิ่งนั้นๆไว้ โดยการใช้ความคิด ก็ไม่แน่ใจครับ
แต่ถ้าฝึกฝืน อดทนไม่ตามใจแล้วรู้ตัวอย่างต่อเนื่องไปกับสภาวะจิตหรือความรู้สึกขณะนั้นๆ รู้แล้ววาง รู้แล้ววางอย่างรวดเร็ว
ไม่อยากคาดเดาสภาวะที่จะเกิดขึ้นเพราะยังไปไม่ถึงครับ
แต่เท่าที่สัมผัสแว๊ปคือ เมื่อรู้ทันแล้วใจจะเบาครับ
หรือไม่ก็เรื่องนั้นๆจะหายไปอย่างรวดเร็วไม่ติดในความรู้สึก ในความคิดนาน หรือมาเเล้ว มาอีก
อืม...
สวัสดีครับ คุณ
ซวง ณ ชุมแสง
ต้องพึงระวังก็คือ หากเรามีหลากหลายแนวการปฏิบัติ อาจนำไปสู่การเปรียบเทียบ วิพากษ์วิจารณ์ เกิดเป็นทิษฐิ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เพราะนั่นจะนำเราเข้าสู่โลกของความคิด และพลาดวิถีแห่งการ "รู้สึกตัว" ตามความเป็นจริงครับ
ขอบคุณมากๆครับ
เป็นการให้สติจากกัลยาณมิตร ผมจะพึงระวังไว้ครับ
วิถีที่เลือกหลายแนวทาง ผมก็เคยฟังว่าไม่ดีครับ
ประเด็นตรงนี้ท่านอาจารย์หมอได้เมตตา เพิ่มเติมให้คือ
แต่ใช้หลักทำตามอาจารย์ที่เราทำแล้วเราทุกข์น้อยลง จิตเบาขึ้น กิเลศน้อยลง สติเร็วขึ้น น่าจะดีค่ะ
ผมว่าใช่เลยครับ
อีกอย่างคือ อาจจะเพราะว่าจริตเราเป็นแบบนี้ หรือปัญญาบารมีอาจจะยังไม่พอเพียงครับ......
ถือว่าเป็นห้วงเวลาหนึ่งของทางเดิน
ทุกอย่างที่เราเลือก ล้วนเกิดจากวิถีจิต สภาวะของเรา
เพื่อการเรียนรู้ เปลี่ยนผ่านตนเองไปเรื่อยๆครับ....
ธรรมรักษาครับ
และประเด็นที่ที่ผมศึกษา ก็เหมือนกับการเรียนรู้เรื่องเทคนิค หรือคำอธิบายนะครับ
แต่ผมก็พยามยึดหลัก ที่สำคัญๆเอาไว้เพื่อการเดินทางที่ไม่ผิดพลาด
สำหรับผม คำสอนใน MP -3 ของประทีบส่องธรรม ที่ทั้งฟัง และทั้งอ่าน เก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ หลายๆรอบ เพราะลืมง่ายครับ...
คิดว่าน่าจะเป็นหลักๆตอนนี้ครับ เพราะเสมือนเป็นการอธิบายทางเดินที่กระชับ บางส่วนท่านก็แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเต็ม บางส่วนก็บอกข้อควรระวัง บางส่วนก็บอกหลักการให้เรา เพื่อไม่ให้หลงทางครับ(เเต่กิเลสตัณหา มักจะพาเราออกนอกทางบ่อยๆ บางทีคิดซ้อนคิดหลายขั้น)
ประเด็นก็คือ ถ้าเราปัญญาไม่ถึงที่จะตีความ หรือเข้าใจแก่นคำสอนนั้น การเดินอ้อมไปเก็บเกี่ยวจากที่อื่นๆ หรือการรอระยะเวลาให้เราสามารถตกผลึก หรือปฏิบัติให้ถึงขั้นที่จะเกิดปัญญานั้นได้ ก็อาจจะไช้เวลาครับ ไม่สามารถกำหนดได้ อาจจะเป็นวัน เดือน ปี
การที่เราเป็นปุถุชนก็อจจะเป็นอุปสรรคครับ
เพราะมีเรื่องให้คิด ให้ปรุงมาก ทำให้ลืมข้อธรรมบ่อยๆ
บงครั้งตอนเข้าเราอ่าน เราฟัง เหมือนเราจะเข้าใจ เข้าถึง
และทราบซึ้งกับข้อธรรมนั้นๆมากๆๆ แบบใช่เลย
แต่พอไปทำงาน ตรวจคนไข้มากมาย พูดกับทุกคน
หรือพบเรื่องที่ทำให้จิตของเราวูบวาบ ฟองแฟบมากๆ
จิตก็ไหลไปกับเรื่องทางโลกในวันนั้นๆเลย จำแทบไม่ได้...
...ขอบคุณครับ
สู้สู้ครับ
แวะมา share ตอนนี้ผมก็ฝึกอยู่ และ เริ่มเชื่อมโยงหลายๆทางครับ
ก็ศึกษาแนวดูจิตของหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อปราโมทย์เป็นหลักครับ หลวงปู่มั่น (จริงๆก็คือแนวทางของพระพุทธเจ้าที่อาศัยพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ช่วยชี้ทางให้ครับ)
บวกกับแนวของท่านพุทธทาส เซน หินยาน มหายาน วัชรยาน
งานของท่านติช นัท ฮัน, เชอเกียม ตรุงปะ ,โอโช, ส.ศิวลักษณ์, คุณวิจักษณ์, อ.วรภัทร์ และ อีกของหลายๆท่านที่เกี่ยวกับศาสนา และ จิตวิญญาณ จิตอาสา
อาศัยการอ่านแล้วปฏิบัติ อ่านแล้วปฏิบัติ แต่ก็ต้องระวัง คอยเตือนตัวเองเพราะอ่านมาก แต่อาจไม่ไปถึงไหน ถ้าไม่น้อมนำมาปฏิบัติ
ก็เพียรภาวนา ดูจิต เจริญสติในชีวิตประจำวันเท่าทีทำได้ครับ
ดีบ้าง เสื่อมบ้าง แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถอยครับ
คล้ายคล้ายหลักการ self continuous improvement ครับ
ผมก็กำลังเป็นนักเดินทางคนหนึ่งครับ
สวัสดีคะ
แม่ต้อยมาศึกษาวิธีปฏิบัติของคุณหมอคะ
มิน่าละ เวลาแม่ต้อยมีโอกาสได้เข้าใกล้ หรือคุยรู้สึกผ่อนคลาย เย็นดีคะ
อนุโมทนาด้วยนะคะ
สวัสดีครับ
แม่ต้อย
ขอบพระคุณครับที่เเวะมาเยี่ยม รู้สึกเป็นมงคลเวลาผู้ใหญ่มาให้ข้อคิดครับ
ผมก็เพียงคนกำลังฝึกแบบเดินไป หยุดไป บางทีก็ตกหลุม บางทีก็ถอยหลังบ้างครับ
แต่เหมือนคุณ
Phornphon กล่าวครับ
แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถอยครับ...
ขอบคุณครับ ^_^
แวะมาเยี่ยม แบบง่วงๆ ครับ
ไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันเท่าไหร่ ฝันถึงเตียง แต่"อยาก"เขียนครับ
เมื่อ"เรา" ทำอะไรด้วยความอยาก กิเลสมักให้ความสุขเรา ทีละน้อยๆ ครับ
จิตผมเริ่มเบาหน่อยๆ แล้วครับ 55555
คิดถึงทุกคนครับ
คุณหมอคะ