ทำอย่างไร เยาวชนไทย
จึงจะหันกลับมาสนใจ
เอกลักษณ์ของท้องถิ่น (ตอนที่ 7)
(ชำเลือง มณีวงษ์/ผู้เขียน)
มองไปที่เจตนา ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจุดประสงค์ของการทำงาน ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมว่า ปลายทางของหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ๆ มุ่งหวังอะไร แค่ไหน เพียงใด ความจริงจัง ความตั้งใจในการทำงานเพื่อสืบสานเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่มุ่งไปถึงเยาวชนเพียงวันเดียว สัปดาห์เดียว เดือนเดียว แม้แต่ปีเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เยาวชนไทย หันกลับ มาสนใจในเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้ คงต้องใช้เวลาและดำเนินงานที่ยาวนานและมั่นคง
“ความรักในแผ่นดินบ้านเกิด” เป็นคำตอบที่ผมนำเอามาอ้างในการตอบคำถาม ที่มีผู้สงสัยกันมากว่า ผมทำงานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นมายาวนาน ทำเพื่ออะไร มีแรงบันดานใจมาจากอะไร ทำไมจึงทำ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานใดบ้าง การถ่ายทอดเพลงพื้นบ้านไปยังลูกศิษย์ อาจารย์มีวิธีการอย่างไร เด็ก ๆ ที่มาฝึกหัดเพลง อาจารย์เลือกเข้ามาหรือว่าน้อง ๆ เขาเดินเข้ามาเอง อาจารย์รู้สึกเหนื่อยไหม รู้สึกท้อถอยบ้างไหม เมื่อเกษียณอายุราชการไปยังจะทำงานด้านนี้ต่อไปอีกหรือไม่
ในคำถาม ประโยคสุดท้ายที่ว่า “เมื่อเกษียณอายุราชการไปยังจะทำงานด้านนี้ต่อไปอีกหรือไม่” ผมบอกกับผู้ที่ตั้งคำถามตามสภาพความเป็นจริงว่า
งานเกี่ยวกับการสืบค้น การแสดงและการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพลงพื้นบ้านของผมจะยังคงอยู่ในตัว อยู่ในชีวิต อยู่ในจิตวิญญาณของผมตลอดจนหมดลมหายใจ ถึงแม้ว่าผมจะต้องออกจากราชการเพราะเกษียณอายุไป แต่ผมยังแสดงเพลงพื้นบ้านได้ ยังพยุงร่างกายให้ลุกขึ้นยืนได้ ยังรับใช้สังคมไหว เพียงแต่รูปแบบของการแสดงคงจะไม่เหมือนกับวันที่ผมยังรับราชการอยู่
เด็ก ๆ เขาคงเดินหน้าไปสู่อนาคตของเขาตามที่ได้เรียนในระดับปริญญา อาจมีบ้างที่หลงใหลในเสียงเพลง การแสดงเพลงพื้นบ้านและยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป แต่ไม่ได้มุ่งหวังในตัวเด็ก ๆ มากนัก วันที่เขาเป็นลูกศิษย์ของเราพวกเขาได้ทำหน้าที่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกซ้อมการแสดงเป็นปี หรือหลาย ๆ ปี บางคนอยู่ยาวถึง 6 ปี และจบไปแล้วยังมาช่วยงานครูอีก 2-3 ปี มีหลายคน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพลงพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลำตัด ฯลฯ ก็จะยังคงอยู่ในตัวของพวกเขาตลอดไป สามารถที่จะหยิบเอาขึ้นมาใช้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็น


มีคนเพียงส่วนน้อย หรือจำนวนน้อยที่เป็นนักแสดงเพลงอีแซว เพลงฉ่อย ลำตัดและแทบจะไม่มีเลยที่ยังคงรับงานแสดงเพลงพวงมาลัย เพลงเต้นกำ เพลงสงฟาง เพลงพาดควาย เพลงชักกระดาน เพลงพิษฐาน ฯลฯ เพราะไม่มีคนรุ่นหลังมาสานต่อ เมื่อหมดคนรุ่นเก่า ๆ ไป เพลงก็ติดตามตัวท่านเหล่านั้นไปด้วย ไม่มีคนมารับมรดกหรือเป็นทายาทสืบสานต่อไป ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ต้นตำรับของเพลงอีแซว เพลงฉ่อยรุ่นครูที่เคยเล่นเพลง แบบการละเล่น ไม่มีการหาจ้างวาน เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน หากได้สนทนากับท่านเหล่านั้นซึ่งยังคงพอพูดจาได้ ประคองตัวนั่งได้ แต่ไม่สามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนได้แล้ว
ถ้าถามว่า : ทำไมคุณย่า, คุณยายจึงหัดเล่นเพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงพวงมาลัย
คำตอบคือ: เคยเห็นพ่อ แม่เล่นกันมา เราเป็นลูกจึงฝึกหัดเอาไว้แทนท่าน
คำถาม : ทำไมคุณตา คุณปู่ จึงไม่หัดเล่นเพลงอย่างอื่นบ้าง
คำตอบ : เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เป็นเพลงของเรา เราเกิดที่นี่ควรจะฝึกหัดเอาไว้
เรื่องความรัก ความหวงแหนในแผ่นดินถิ่นเกิด คนรุ่นเก่า รุ่นปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ท่านได้อบรมบ่มนิสัยและเป็นต้นแบบให้กับลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาได้ตระหนักและสืบทอดกันมาเป็นตอน ๆ ได้แก่ ปู่สอนพ่อ มาถึงรุ่นพ่อก็สอนคนรุ่นลูก ให้ได้เรียนรู้ฝึกหัดอาชีพและฝึกฝีมือกันแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงดูจะไม่เป็นภาระงานที่ต้องแบกหามเอาไว้เหนือบ่าให้ต้องเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา แต่เป็นการแสดงความรักหวงแหนในมรดกของแผ่นดิน ไม่อยากที่จะให้ต้องตกไปเป็นของผู้อื่นหรือสูญหายไป เอกลักษณ์ที่มีให้เห็นเป็นจุดเด่นของท้องถิ่นนั้น ๆ

ในวันนี้ จะมีคนรุ่นพ่อรุ่นแม่สักกี่ครอบครัวในท้องถิ่น ที่มีความคิดคล้ายคลึงกับในยุคก่อน มีความรักหวงแหนในแผ่นดินบ้านเกิด แสดงความเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในการรักษาไว้ซึ่งขนบประเพณีที่ดีงาม เพื่อเป็นการตอบแทนคนเก่าที่เขาต้องจากเราไป แต่ท่านเหล่านั้นได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าที่ใคร ๆ ก็อยากพบ อยากเห็น อยากให้มี อยากให้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่จะหาดูได้ที่ไหนเล่าเมื่อไม่มีทายาทสืบสานเอาไว้
ท่านคิดว่า ยังมีวิธีการใด ๆ บ้าง นอกจากการปลูกฝังให้เยาวชนรักในแผ่นดินถิ่นเกิด เป็นวิธีที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัดในการรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจและร่วมรักษาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่นเอาไว้ให้จงได้
(ติดตามตอนที่ 8 ทำอย่างไร เยาวชนไทยจึงจะหันกลับมาสนใจเอกลักษณ์ของท้องถิ่น)