การเริ่มลงมือทำงานในครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 ทำให้ได้เรียนรู้จุดอ่อนในการทำงานภายใต้หมวกของคุณอำนวยและคุณลิขิตของทีมงานกระบี่อย่างมากโข
ทีมของเราพบว่าความคุ้นชินเดิมๆกับการจดเล็กเชอร์ในห้องเรียนเป็นอุปสรรคต่อการทำงานในบทของคุณลิขิตอย่างมาก คนที่เคยจดเล็กเชอร์เฉพาะสิ่งที่เข้าใจแล้วแปลงใหม่เป็นคำจดบันทึกสั้นๆของตัวเองหรือเคยจดแบบสรุปคีย์เวิร์ดเอาไว้ทวนความจำเป็นข้อๆจะพบว่าเมื่อสวมหมวกของคุณลิขิตแล้วการทำหน้าที่ของตนมันขัดเขิน คนที่เคยจดเล็กเชอร์ได้รวดเร็วทุกคำพูดจะทำหน้าที่คุณลิขิตได้ดีกว่าแต่ก็ยังมิใช่คุณลิขิตที่ดีหรอกนะสำหรับงานเก็บเกี่ยวเรื่องเล่ามาใช้งานแบบที่เรากำลังจะทำ้

ความคุ้นชินกับวิธีเรียนแบบคั้นเอาแต่เรื่องราวที่จะนำมาใช้ต่อแล้วจดจำ และนำกระดาษเข้ามาใช้บันทึกแทนสมองเพื่อไม่ให้สิ่งที่จำได้ไม่หมดหรือไม่ทันหล่นหายไปจนเกิดความเสียดาย หรือจดเพื่อให้สามารถนำเรื่องราวที่จดกลับมาอ่านใหม่เพื่อคั้นเอาหัวกะทิของเรื่องราวมาใช้งานก็เป็นอะไรที่ขัดขวางให้ไม่สามารถเป็นคุณลิขิตที่ดีได้เช่นเดียวกัน
ความคุ้นชินในสไตล์เดิมๆในประสบการณ์การเขียน การจดเรื่องราวแบบสรุปเพื่อเอาไว้ทวนความจำ เหล่านี้ทำให้คุณลิขิตฝึกหัดใหม่อย่างเราๆไม่สามารถบันทึกเรื่องเล่าให้ได้เรื่องที่ี่สละสลวยน่าอ่าน อีกทั้งยังทำให้แง่มุมที่งดงามในเรื่องราวได้ถูกคัดทิ้งไปภายใต้มือและสมองของเราอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

แถมความคุ้นชินกับการแปลความระหว่างการเรียนรู้ด้วยสไตล์การเรียนที่ผ่านมาแบบในห้องเรียนของเราก็ยังทำให้คุ้นกับการใส่ไข่ใส่สีลงไปในเรื่องราวที่บันทึกไว้ด้วยมือเองอีกด้วย ความคุ้นชินเหล่านี้ทำให้พวกเรามีการเติมความเข้าใจที่่เกิดจากการฟังแล้วคิดแล้วสรุปเออเองแปลออกมาจดจารึกด้วยคำที่เราเองให้ความหมายไม่ตรงกับเรื่องที่เจ้าของเรื่องเขาเล่าออกมาแถมลงไปในเรื่องราวที่เล่าออกมาอีกด้วย
เหล่านี้คือประสบการณ์ที่ทีมของเราได้จากการประเมินตัวเราเอง
การได้ลงมือฝึกงานรอบแรกนี้ทำให้เราได้เรื่องมาเพียงแค่สั้นๆพอให้รู้ว่าเป็นเรื่องทำนองไหนบ้าง เรื่องที่จดไว้ได้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความรู้เดิมๆที่ตำราเขียนออกมาแล้วถุกนำมาใช้ผนวกกับเรื่องราวของการทำงานเชิงระบบที่มีคนพัฒนาขึ้นเองซะมากเชียวแหละ ไม่เป็นไรหรอกนะได้งานแค่นี้สำหรับครั้งแรกก็น่าพอใจแล้วก็มันเป็นการซ้อมมือของนักเรียนฝึกหัดนี่นะ ฝีมือการลิขิตยังแค่พอใช้ก็ไม่เป็นไรเอาเรื่องราวที่ได้ยินและจำได้จากฝีมือของการฟังมาผนวกผสมผสานกับเรื่องราวที่จดไว้ก็น่าจะได้เรื่องราวที่สละสลวยขึ้น การฟังที่มีคุณภาพน่าจะช่วยได้ในการมาเติมต่อเรื่องราวที่ลิขิตไว้ผนวกกันไปกับเรื่องที่ฟังและยังจำได้แล้วเรื่องเล่าดีๆที่สละสลวยก็ปรากฎออกมาให้ได้อ่านกันอยู่บ้าง มีบางเรื่องที่ผนวกกันแล้วยังไม่สละสลวยอีก ทีมเราก็ยังสามารถเข้าถึงตัวเจ้าของเรื่องเล่าจะอีกสักกี่ครั้งก็ได้อยู่แล้ว เพียงแต่การไปทำงานต่ออย่างนี้ต้องการเวลาในการทำงานเพิ่มมากขึ้นอีกไง

เวทีแรกที่เริ่มเป็นนักเรียนฝึกหัดนั้น สองพยาบาลสาวในทีมได้ลงมือฝึกตนบันทึกเรื่องราวและฝึกการฟังของตนให้ทันกับเรื่องที่เล่าออกมา แล้วก็มีส่วนร่วมในการเป็นผู้เล่าเรื่องราวเบาหวานของตนให้ผู้มาร่วมเวทีฟังด้วย ฉันทำหน้าที่ชวนให้ผู้มาร่วมเวทีทุกคนรับบทการคุยให้ฟังอย่างทั่วถึง รู้สึกกับตัวเองว่าการชวนพูดคุยของตัวเองนั้นมันทำให้คนที่เขาจะคุยให้ฟังติดๆขัดๆอะไรอยู่นะ ย้อนกลับมาถอดบทเรียนแล้วก็เออนะการชวนคนคุยก็เป็นอะไรที่คนทำงานในแวดวงอย่างเราใช้อะไรที่คุ้นชินแล้วไม่ดีเหมือนกันนะ
ลักษณะของการชวนคุยที่เราๆทั้งหลายคุ้นและชินกับมันก็คือการใช้ประโยคคำถามชวนคุย ฉันสังเกตว่าเมื่อไรที่เริ่มด้วยการชวนคุยด้วยคำถาม เมื่อนั้นคนจะคุยด้วยเขาจะชะงักเรื่องที่จะคุยด้วยไปก็มีนะ ยกเว้นว่าก่อนเริ่มคุยเขารู้อยู่แล้วว่าการคุยกันนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร การตั้งคำถามจึงเป็นอะไรที่ทั้งใช้ได้และใช้ไม่ได้ในเวทีการชวนคุยเพื่อให้คนถูกชวนเล่าเรื่องที่รู้จากประสบการณ์ของตัวเองอย่างแท้จริงออกมา

ฉันว่าด้วยการที่พวกเราหมอๆเคยชินกับการชวนคุยแบบตั้งคำถามนี้เองแหละ ผู้ที่มาร่วมในเวทีฝึกฝนเวทีแรกของเราทั้งที่ต่างก็ทำงานแบบหมอๆด้วยกันก็มักออกตัวก่อนเล่ากันแทบทุกคนว่า ไม่รู้สิ่งที่จะให้เล่าออกมานั้นใช่สิ่งที่จะให้เล่ารึเปล่า บางคนก็ถามกลับมาตรงๆว่าเรื่องที่จะให้เล่านะให้ยกตัวอย่างหน่อยจะได้เข้าใจ เออนะนี่นะ วัฒนธรรมการตั้งคำถามแล้วมีคำตอบในใจของพวกเรานี่มันอยู่ในสายเลือดเลยนะนี่
เมื่อปล่อยเวทีให้พวกเขามีอิสระในการคุยตามแต่ว่าจะแปลคำที่ชวนคุยออกมาอย่างไร ปรากฎว่ารอบแรกที่พวกเขาพูดคุยเล่าออกมาล้วนเป็นเรื่องเล่าถึงปัญหาทั้งสิ้น เอะใจว่าทำไมในแวดวงงานของกระบี่เราชวนคุยกันเมื่อไร คนที่มาร่วมพูดคุยทำไมคาดหวังว่าจะนำเรื่องมีปัญหามาพูดคุยปรึกษากันทุกทีไปเล่า เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ี้ ฉันจึงตัดสินใจว่าในเวทีแรกที่ดำเนินการนี้ควรหวังผลว่ามีเรื่องน่าสนใจอย่างไรในพื้นที่ทำงานเรื่องเบาหวานของกระบี่เองอยู่บ้างก็น่าจะพอแล้ว บรรยากาศของการพูดคุยจะได้ผ่อนคลายให้คนไม่กลัวกับคำตัดสินของตัวเองในเรื่องมีปัญหาก่อนที่่จะเล่าเรื่องของตนเองออกมา

แม้ว่าฉันจะตั้งใจอย่างนี้แล้วชวนเขาเบี่ยงประเด็นไปคุยกันในเรื่องเชิงบวก ก็ปรากฎว่าบรรยากาศของการคุยก็ไม่ช่วยให้คนเล่าเรื่องนั้นเขารู้สึกผ่อนคลายเท่าไรเลยนะ แปลกใจกับเรื่องที่เจอทำให้สะกิดใจไม่น้อย สงสัยเขาจะคิดไปมั๊งว่าเรื่องราวที่กำลังชวนให้พวกเขาเล่าให้ฟังนั้นมีความคาดหวังจากทีมฉันว่าจะต้องเป็นเรื่องเลิศหรูอลังการ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่าที่ไปชวนพูดคุยในเรื่องเชิงบวกของการทำงานในแวดวงเบาหวานนั้น ฉันใช้คำพูดชวนไปว่าให้เล่าเรื่องที่พวกเขานั้นรู้สึกดีๆกับความสำเร็จของงานที่ทำลงไปกับมือ ขอแต่ให้เป็นเรื่องที่พวกเขา้ลงมือทำในเรื่องเบาหวานกับมือเองจริงๆเรื่องอะไรก็ได้ เออนะแค่ชวนคุยเรื่องความสำเร็จคนทำไมจึงไม่ผ่อนคลายก็ไม่รู้เนอะ
เมื่อคุยเวทีแรกจบไปแล้ว สองคนสาวสวยในทีมพอใจผลงานมากทีเดียว เธอบอกว่าเธอเห็นเรื่องเล่าที่พอจะเห็นแม่ค้าที่จะเชิญให้มาขายสินค้าในตลาดนัดเบาหวานกระบี่บ้างแล้ว ในเมื่อเธอมองเห็นเรื่องแล้ว ฉันจึงมอบหมายให้เธอกลับไปทำการบ้านฝึกต่อเรื่องการถอดขุมความรู้และแก่นความรู้จากเรื่องที่จดไว้ พร้อมทั้งมอบให้รับหน้าเสื่อของงานในเวทีตลาดขายสินค้ากับบรรดาสถานีอนามัยที่เป็นเครือข่ายของร.พ.กระบี่ซึ่งอยู่ในอ.เมือง ซึ่งมีนัดหมายมาขายสินค้าด้วยกันเอาไว้แล้ว

หลังรับมอบงานไปแล้ว สองสาวลงมือเปิดตลาดแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อหาแม่ค้ามาขายความรู้ในตลาดนัดเบาหวานกระบี่จากแวดวงของสาวๆจากสถานีอนามัยอย่างแข็งขัน เธอบอกเล่าว่าบรรดาแม่ค้าที่มาขายสินค้าแลกเปลี่ยนกันจากสถานีอนามัยทั้ง 11 แห่งของอ.เมืองพอใจวิธีการที่ใช้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมาก แต่ในวันจัดตลาดนัดเบาหวานของกระบี่วันที่ 23 มีนาคม 2552 นั้น บรรดาผู้คนทั้งหลายที่ทำงานเบาหวานในสถานีอนามัยทั้งหลายนี้ไม่สามารถมาร่วมแลกขายสินค้าได้ ด้วยพวกเขามีงานค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดโรคเบาหวานที่จะทำงานร่วมกันในวันนั้นพอดี
จบเรื่องเวทีที่สองแล้ว ทีมเราก็เตรียมพื้นที่จัดตลาดนัดจริงกันต่อ ระหว่างนั้นเรื่องราวของสุไหงโก-ลกก็ถูกส่งเข้ามาให้รับรู้ด้วยหนังสือเชิญ จะไปรึไม่ไปอย่างไรน้องนุชเนตรก็ต่อสายมาชวนให้ตัดสินใจและขอคำตอบ ได้แต่ตอบน้องไปว่ายังไม่แน่ใจกับการจัดการเรื่องราวหรอกนะ กว่าที่จะบอกกันได้ก็ต้องรอให้ถึงวันที่ 23 มีนาคมก่อน เพราะว่าเรื่องที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรแน่ในวันที่ 24 มีนาคมนั้นมีอยู่หลายเรื่อง ทั้งเรื่องของฉันเองและเรื่องของน้องพยาบาล ตอนนั้นมันยังไม่แน่ว่าจะเคลียร์ฝากใครได้ จะไม่มีเรื่องราวอะไรหรือข้อมูลอะไรที่ต้องใช้ทีมเราในการตอบคำถามของทีมตรวจราชการรึไม่ก็ไม่รู้กัน และถ้าเคลียร์ได้แล้วน้องในทีมเขาจะไปสุไหงโกลกกันรึไม่ก็คงต้องรอคำตอบเขาก่อนหละ งานนี้ไม่สั่งเพราะว่าน้องเขามีสิทธิพิจารณาตัดสินใจเรื่องความเหมาะสม

เหตุการณ์ตอนนั้นมีเรื่องข่าวของการถูกลอบทำร้ายในพื้นทีจังหวัดนราธิวาสออกมาให้ได้ยินอยู่ทุกวันเชียวนะ การที่ผู้อยู่นอกพื้นที่จะนำพาตัวไปเหยียบพื้นที่นี้ถือว่าเ็ป็นเรื่องวัดใจกันเชียวนะ ไม่ได้วัดแค่ใจของคนๆนั้นหากแต่วัดใจคนที่บ้านของเขาด้วยนะ ฉันจึงต้องให้โอกาสน้องๆเขาได้มีเวลาคำนึงถึงเรื่องจิตใจของทุกคนที่มาเกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ น้องคนสวยแห่งสุไหงโก-ลกรับรู้เรื่องราวที่ต้องตัดสินใจแล้ว เธอจึงได้บอกต่อให้น้องหมอธงชัยรูปหล่อแห่งสสจ.สุไหงโกลกรู้เรื่องที่กังขา น้องหมอก็แสนใจดีบอกต่อมาว่า พบกันครึ่งทางได้นะจะจัดรถมารับ-ส่งที่หาดใหญ่ให้ ได้เรื่องเลาๆเรื่องการเดินทางอย่างนี้แม้จะใจชื้นขึ้น แต่ทีมเราก็ยังคงไม่ได้ตัดสินใจตกปากรับคำว่าจะไปนราธิวาส
วันที่ 23 มีนาคม 2552 ตลาดนัดเบาหวานกระบี่ก็ได้เริ่มขึ้น มีผู้ทำงานเบาหวานจากโรงพยาบาลชุมชน ในกระบี่ 5 แห่ง สถานีอนามัย 3 แห่ง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอจากทั้ง 8 อำเภอมาร่วมขายสินค้ากัน ทีมงานจากร.พ.ท่าสาลาก็มาร่วมขายสินค้าด้วย เรื่องราวที่เล่าออกมาในวันนั้นน่าสนใจอยู่มากเรื่องเชียวแหละ ข้อสังเกตที่ฉันได้เห็นแล้วสะดุดใจคือสินค้าพิเศษที่สนใจค้นหาและมาปรากฎในตลาดคราวนี้นั้นมักจะมาจากพื้นที่ทำงานของสถานีอนามัยซะมากกว่าร.พ. น่าแปลกใจนะ แปลกใจว่าที่แท้แล้วผู้ที่มาจากรพ.นั้นเป็นผู้ทำงานตัวจริงแน่แท้รึเปล่า

เพียงแค่ครึ่งวันงานเสนอขายสินค้าก็็แล้วเสร็จลง ทุกคนน่ารักมากในการช่วยกันเล่าเรื่องออกมา บรรยากาศของตลาดวันนี้สนุกสนานมาก ผ่อนคลายและเป็นกันเอง คนที่มาร่วมในตลาดขายสินค้าให้กันอย่างผ่อนคลาย นอนกันบ้าง ยกแข้งยกขาคุยกันบ้างสนุกทีเดียว บรรยากาศที่ผ่อนคลายนี้เกิดจากฝีมือของน้องนาฎ เภสัชกรคนสวยจากร.พ.ท่าศาลา เข้าตากรรมการเชียวนะงานนี้ เตรียมตัวทำงานต่อในงานตลาดนัดเบาหวานระดับภาคได้เลยนะน้อง ลืมเล่าไว้ว่าทีมร.พ.ท่าศาลานะมาร่วมงานครบทั้ง 3 คน
ก่อนบ่ายน้องนุชเนตรก็โทรมาถาม การตัดสินใจไปนราธิวาส คนสวยได้คำตอบกลับไปว่าไป 2 คนนะน้อง ครึ่งทางพบกันที่หาดใหญ่เหมือนที่นัดไว้ ซึ่งจะพบกันได้ก็รุ่งเช้าของวันที่ 24 มีนาคมแล้ว ต่อจากนั้นจึงจะเป็นการเดินทางพร้อมกัน ให้เบอร์ของเราสำำหรับให้พขร.ติดต่อได้เลย สักครู่น้องหมอธงชัยก็โทรมาบอกให้รู้ว่าจองโรงแรมที่หาดใหญ่ไว้ให้แล้วด้วย ให้เบอร์พขร.ไว้ที่เราเผื่อจะได้นัดหมายกันได้คล่องตัวขึ้น

ช่วงบ่าย ในตลาดก็มีการนำสินค้าที่แบขายขึ้นมาพิจารณาร่วมกันทีละชิ้น พลิกมุมของสินค้าพิจารณาด้วยกันจนได้เห็นแง่มุมงดงามที่คนซื้อมองเห็นไม่ชัดแล้วเดินผ่านเลยไป วันนี้ฉันทำหน้าที่โยนคำถามไปสู่กลางวงไม่เจาะคน สองพยาบาลสาวร่วมทีมทำหน้าที่ฝึกบันทึกต่อ ฉันเองก็ทำหน้าที่จดบันทึกเรื่องราวไปด้วย เผื่อว่าเรื่องราวไหนใครฟังไม่ทันจะได้ใช้นำมาผนวกรวมกันเพื่อเล่าเรื่องราว เมื่อเริ่มพลิกมุมให้มองเห็นว่าสินค้าน่าสนใจนะ ก็มีคนเริ่มชวนให้คนอยากซื้อชวนเจ้าของให้ขายคุณค่าของสินค้าเพิ่มขึ้นอีก ทีมจากร.พ.ท่าสาลาน่ารักมาก ร่วมด้วยช่วยกันในการชวนคุยแลกเปลี่ยน แลกเปลี่ยนกันจนพอใจแล้วตลาดก็วายต่างคนต่างย้ายกายพากันกลับบ้าน ทีมงานท่าศาลาลาจากกระบี่ไปในเย็นนั้นเอง