ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาที่เขียนมาหลายปีแล้ว

ตามที่ทางทบวงมหาวิทยาลัย (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ได้ตระหนักถึงเรื่องการเปิดเสรีทางการค้า(ศึกษา) นั้น กระผมในฐานะที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของระบบที่มีความมุ่งมั่นมาโดยตลอด ขอแสดงความคิดเห็นและมีทัศนะเรื่องนี้

กระผมเป็นพวกแรก แรกในมหาวิทยาลัยปิดที่คิดจะเปิดสอน ภาคพิเศษ    จนปัจจุบันมหาวิทยาลัยของกระผมมีงบรายได้เกินกว่างบประมาณที่รัฐจัดให้ โดยไม่มีโรงพยาบาล(ปัจจุบันแทบทุกมหาวิทยาลัยกำลัง และพยายามจะดำเนินการ)  ช่วงที่เรียนปริญญาตรี ที่กรุงเทพฯกระผมเป็นกลุ่มแรก ๆในประเทศไทยที่กู้เงินธนาคาร(โครงการของธนาคาร)เรียนหนังสือเมื่อ  30 กว่าปีที่ผ่านมา
ข้อเขียนนี้เขียนด้วยความจริงใจ และเป็นห่วงบ้านเมืองไม่แพ้ผู้ใด  

เรื่องแรกที่ขอแสดงความเห็นคงหนีไม่พ้นระบบเอ็นทรานซ์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้(ไม่น่าเกิน 5 ปี) จะมีนักเรียนจบออกจาก ม. 6 ประมาณ หลายแสนคน ด้วยค่านิยมของผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนสูง ๆ  แน่นอนว่าทุกครอบครัวต่างแสวงหาที่เรียนที่พอแก่ฐานะของครอบครัว รัฐฯคงไม่มีโอกาสที่จะตอบสนองได้หมด  เพราะการศึกษาระดับสูงผู้เรียนต้องรับภาระ  เอกชนและต่างชาติเขาเห็นช่องทางมานาน และดำเนินการเปิดไปมากแล้ว  ล่าสุดธุรกิจยักษ์ของประเทศก็กระโดดลงมาเพราะเห็นทางทำเงิน(มหาวิทยาลัย...)  โดยเอาเรื่องโอกาสหางานมาเสนอให้ แท้จริงปัจจุบันก็เกือบจะเป็นเจ้าของประเทศอยู่แล้ว     

ประการแรกควรยกเลิกการสอบเอ็นทรานซ์โดยเด็ดขาดไประยะหนึ่งก่อน   เพราะระบบนี้ทำให้รัฐมนตรีทะเลาะกับนักเรียน ทำให้โรงเรียนกวดวิชารวย ทำให้หลักสูตรดี ๆ ไม่มีผล   ทำให้ความสนใจในการเรียนในชั้นเรียนหมดความหมาย  ทำให้โรงเรียนและครูไม่สนใจในการสอนปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เวลาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจึงทำอะไรไม่เป็น    หลังจากปรับการสอบเป็นสองครั้งโรงเรียนกวดวิชารวยมากขึ้น ทราบหรือไม่ว่าการจองการเรียนช่วงฤดูร้อนเพื่อเข้าเรียนที่กรุงเทพฯ ผ่านทางธนาคารทั่วประเทศใช้เวลาจองไม่ถึง 10 นาทีเต็มหมดทุกห้อง  เร็วกว่ากองทุนของรัฐบาลอีก   ทางที่ถูกมหาวิทยาลัยไม่ควรกีดกันโอกาสการเรียนรู้ของนักเรียน และประชากรที่สนใจในการแสวงหาความรู้อีกต่อไป มหาวิทยาลัยควรเป็นระบบเปิดอย่างเดียวไม่มีระบบปิด หรือปิดปิดเปิดเปิด    ดังนั้นควรจะยกเลิกกิจกรรมที่จะกีดกั้นทั้งหลายออกไป  การยกเลิกเอ็นทรานซ์ จะช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองมีความสุข    

สิ่งที่น่าจะทำคือรับเข้ามาทดลองเรียนก่อน  และมหาวิทยาลัยควรเอาใจใส่นักเรียนตั้งแต่อยู่ในระบบโรงเรียน โดยสร้างระบบกิจกรรมช่วงที่โรงเรียนปิดภาค เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนและเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้การเรียนใน มหาวิทยาลัยอาจรับนักเรียนเหล่านั้นเป็นนิสิตไปเลยก็ย่อมได้ให้มีสิทธิในการใช้ห้องสมุด ระบบฐานข้อมูล หอพัก ระบบให้คำปรึกษา กิจการอบรม สัมมนา ให้ใช้คำว่านิสิตหรือนักศึกษา สิทธิในการเลือกคณะที่ตนอยากเรียน (ถ้าไม่ขัดกฎระเบียบ และเอกชนน่าจะเอาไปทำเลย  ได้ทราบว่ามีบ้างแล้วแต่ยังคงอาย ๆ อยู่  ที่มีอยู่ยังมีเพียงการจัดกิจกรรมค่ายฤดูร้อนระยะสั้น ๆ หรืออบรมระยะสั้น ๆ อย่างนั้นแหละครับแต่คิดให้ยาว ๆ หน่อย) การทำอย่างนี้เขาทำกันมามาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่โอ้ว่ามีนักเรียนสาธิต(พวกเทวดา เพราะมีพ่อแม่เป็นอาจารย์) เท่าที่ดู ดูมา โรงเรียนสาธิตไงครับที่ให้สิทธินักเรียนเหนือโรงเรียนอื่น ขอความกรุณาท่านผู้มีอำนาจทบทวนเรื่องนี้นะครับว่าเป็นสาธิตอะไรกันแน่  สาธิตจริงหรือเปล่า  ทดลองอะไรกันบ้าง  พวกนี้ใช้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจมีเงื่อนไขอื่น ๆ ฯลฯ