เมื่อวานก่อนกลับบ้าน ผมก็แวะไปละหมาดที่มัสยิด วอศ.ครับ ได้เจอกับบังอุสมาน ราษฏร์นิยม จะเรียกตำแหน่งอะไรดีล่ะ ตำแหน่ง หน้าที่ท่านเยอะมาก ฮาฮา
คำทักทายของบังคือ ได้กลับบ้านบ้างหรือเปล่า? คำถามนี้ เป็นคำถามประสาคนที่ต้องจากบ้านจากเมืองมาทำงานไกลบ้าน บังท่านเป็นคนนครศรีฯ (ไม่ใช่ศรีราชานะครับ) จากคำทักทายนี้ ซึ่งธรรมดาๆ ผมเจอบ่อย กลับได้ประเด็นสนทนาที่น่าสนใจครับ เลยอดไม่ได้ที่จะต้องเก็บมาเล่าต่อในบันทึกนี้ครับ
ผมบอกบังไปว่า สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านใหญ่ๆ แล้วครับ มีบ้านหลังเล็กๆ ก็พอ ถึงแม้จะมีลูกเยอะก็ตาม เนื่องจากพอเขาโตไป เขาก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่ส่วนของเขา โอกาสที่จะกลับมาอยู่ในบ้านเรานั่นแสนยาก ดูอย่างบัง อย่างผมก็ได้ พ่อกับแม่ทั้งของผมและของบังอุสมาน ต่างก็อยู่กันสองคนในบ้านหลังใหญ่ ซึ่งไม่ต้องเดาว่า อนาคตเราจะเป็นยังงัย ลูกเราคงมีโลกที่ยุ่งกว่าเราในสมัยนี้แน่เลย เลยนึกไปถึงหะดีษที่พูดถึง อนาคตของลูกว่า จะเป็นอย่างไรก็ให้ดูเราทำกับพ่อแม่อย่างไร ลูกเราก็ทำกับเราอย่างนั่นแหละครับ
พอคุยมาถึงตรงนี้ บังอุสมานก็ยกตัวอย่าง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณครับ เนื่องจากท่านพาผู้ปกครองจากสามจังหวัดไปคุยกับคุณแม่ของ ดร.สุรินทร์ และท่านเองก็สนิทกับครอบครัวนี้ครับ บังเล่าว่า ครั้งก่อนไปเจอมามาของดร.สุรินทร์ ท่านก็ตามว่า กลับบ้านเยี่ยมพ่อแม่บ้างหรือเปล่า? บังก็ตอบว่า นานๆ จะได้กลับสักที แล้วบังก็ถามถึง ดร.สุรินทร์ครับว่า ได้กลับบ้านบ้างหรือเปล่า คำตอบถือ ไม่ได้กลับหรอก แต่ติดต่อมาทางโทรศัพท์อย่างสม่ำเสมอครับ จะให้กลับบ้านบ่อยได้งัย เขามีภาระรับผิดชอบคนทั้งภูมิภาค ฮือ
บังอุสมานเล่าว่า ดร.สุรินทร์ โทรหาแม่วันละหลายครั้งครับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ประเทศไหน เดินทางไปไหน ถึงไหนก็โทรรายงานแม่ตลอด และที่สำคัญท่านยังดูแลติดต่อน้องๆ ของท่าน (ซึ่งมีสิบคน โดยประมาณ) อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยครับ สำหรับแม่แล้ว ดร.สุรินทร์ท่านก็ทำตัวของท่านเหมือนลูกที่ยังเล็กๆ อยู่เสมอครับ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง บังท่านพาคนไปให้มามาของดร.สุรินทร์บรรยายให้ฟังในหัวข้อว่า เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้น ดร.สุรินทร์อยู่ที่บ้านและกำลังจะต้องรีบออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปที่อื่น แต่ปรากฏมามาของท่านบอกว่า ไม่ได้งานนี้ต้องฟังแม่บรรยายก่อน ลูกทุกคนต้องอยู่ (ตอนนั้นลูกทุกคนนั่งฟังพร้อมหน้าเลยครับ) ดร.สุรินทร์เลยต้องจำนั่งฟังแม่บรรยายครับ (ฮือ คราวหน้าต้องตั้งประเด็นบรรยายให้มามาว่า ทำอย่างไรให้สามารถคุมรัฐมนตรีให้อยู่มัดได้ ฮิฮิ)
โดยส่วนตัว ผมก็ทึ่งในความสามารถของ ดร.สุรินทร์ครับ ประทับใจท่านมาก ตั้งแต่ได้เจอตัวท่านเป็นๆ (ฮิฮิ) สมัยท่านมาเยี่ยม วอศ. ตอนผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่งหรือปีสองนี้แหละครับ ครั้งหลังสุดก็งานสัมมนาที่ภูเก็ต ยิ่งเมื่อวานได้ยินเรื่องเล่าของท่านเกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อพ่อแม่แล้ว ยิ่งประทับใจจริงๆ ครับ ตัวอย่างของท่านคงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันวัจนะของท่านรอซูล (ซ.ล) ที่ว่า "สวรรค์นั่นอยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา" ครับ ถ้าเราเป็นคนดี ดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ พ่อแม่ก็จะชื่นชมเรา ดุอาให้เรา และแน่นอนครับ ดุอาจากพ่อแม่ อัลลอฮ์รับเร็วจริงๆ ครับ ผมนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ ซอฮาบะห์ท่านหนึ่ง มาขออนุญาตท่านรอซูล (ซ.ล) ไปรบ ปรากฏท่านรอซูล (ซ.ล) ให้ไปขออนุญาตจากแม่ก่อน หากแม่ของซอฮาบะห์ไม่อนุญาต ท่านก็ไม่ยินยอมให้ไปรบครับ
คุยๆ แล้วอายตัวเองครับ ความรับผิดชอบส่วนตัวก็ไม่ได้มากมายเท่า ดร.สุรินทร์ แต่บางทีเผลอๆ ทำงานวุ่นๆ สองสัปดาห์ยังไม่ได้โทรคุยกับแม่เลย ฮือ (คิดเองแล้วกัน)
ขอบคุณมากนะครับที่ให้กำลังใจ และข้อคิดดีๆเรื่อยมาครับ(อัลฮัมดุลิลละฮฺ) ขอพาดพิงในบันทึกนี้นะครับ
http://gotoknow.org/blog/fuad1011/261468
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ
แสดงว่า อาจารย์ทำได้ดีกว่าผมเยอะครับ (นับจากปริมาณการโทร)
ขอบคุณบันทึกนี้มากๆครับได้ความรู้สึกของคนที่อยู่ไกลบ้านคลายความคิดถึงครอบครัวที่รออยู่ที่เมืองไทย
ครอบครัวผมก็ปกติดีครับ แต่ถ้าโทรไปหาแม่ แม่จะไม่ค่อยอยากคุยด้วย คงไม่อยากให้เกิดความกังวล แต่สำหรับตัวเองอยากคุยกับแม่มากๆๆๆ ครับ
ขอให้แม่สุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆนะครับ แล้วก็ลาด้วยคำว่า สวัสดีครับ แม่
ขอบคุณครับอาจารย์ ผศ.วศิน เหลี่ยมปรีชา
เป็นความรู้สึกและสภาพเดียวกันเลยครับ แม่ไม่ค่อยพูด ส่วนใหญ่ก็ถามว่า สบายดีไหม ฝนตกมัย นอกนั้นก็ให้ลูกช่วยคุยแทน ตอนนี้อิลฮามทำหน้าที่หลานได้ดีครับ
ที่ที่สำคัญที่รับรู้ได้คือ แม่ดีใจเมื่อเราโทรไปหาครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ แวะมาทักทายค่ะ
ทำให้หลายคนคิดถึงแม่มากเลยค่ะ
แต่ว่าหลายคนไม่ได้มีแม่อยู่ใก้ลๆ
และหลายคนก็อยู่กับแม่ ได้บอกรักท่ายบ่อยๆ กอดท่านก็อบอุ่นดีค่ะ
คำบอกเล่าของอาจารย์เป็นคำเตือนได้ดีมาก..
ผมอยากเล่าความถูกต้องบางอย่างนะครับ ..
อาจารย์ได้ยกวัจนะของท่านนบี "สวรรค์นั้นอยู่ใต้เท่ามารดา"
ภาษาอาหรับน่าจะเขียนแบบนี้
الجنة تحت أقدام الأمهات
ถ้าหะดีษมาในลักษณะนี้ อุลามาอฺหลายท่านบอกว่า เมาฎูอฺ(คนอื่นแต่งขึ้น) ชีค อัล-อัลบานี ก็ได้เขียนในหนังสือ ซัลซิละฮฺหะดีษเฎาะอีฟว่า เมาฎูอฺ موضوع
แต่ก็มีอีกรายงาน ว่า
มุอาวียะฮฺ อิบนุ ญาฮฺมะฮฺ ได้ไปหานบีและบอกแก่นบีว่า ..
"ฉันจะไปเข้าร่วมสงคราม เข้าร่วมได้ไหม"
ท่านนบีตอบว่า..
"เจ้ามีมารใดใช่ไหม" มุอาวียะฮฺ ตอบว่า "หะอัม :ใช่"
ท่านนบีบอกว่า
"فالزمها فإن الجنة تحت رجليها"
(เจ้าจงอยู่กับท่าน สวรรค์นั้นอยู่ใต้ขาสองข้างของท่าน)
หะดีษนี้ บันทึก(รอวี)โดย อันนะซาอี อะหฺมัด ฏอบรอนี ด้วยสายรายงานที่ดี อินชาอัลลอฮฺ
และอัลฮากิมบอกว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษเศาะฮีฮ(ถูกต้อง)
สวัสดีครับคุณ ตุ๊กตา
หนุนตักแม่ ก็อุ่นดีครับ
วาอาลัยกุมุสลามครับ เบดูอิน
เพิ่งรู้ครับว่า จบจากปอเนาะบ้านตาล สถาบันเดียวกับบังอุสมานครับ ไม่ทราบว่ารุ่นเดียวกันหรือเปล่า
ขอบคุณครับอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ
หะดีษแรกเป็นหะดีษที่ผมท่องจำแต่เด็กครับ ตอนเขียนบันทึก ลืมนึกประเด็นหะดีษเมาฏูฮ์ครับ แต่หากพิจารณาจากหะดีษที่อาจารย์นำเสนอใหม่ ก็มีความหมายที่ใกล้เคียงกันนะครับ
แวะมาอ่านบันทึกของคนไกล บ้าน
ที่แน่ที่ทำงาน ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไกลบ้านเกือบทุกคน
และผมก็ด้วยจากบ้านมา นานที่ๆ จะได้กลับบ้าน ไม่ดูสาเหตุอะไร
อ่านบันทึกใจชื่นขึ้นมาครับ
ดูอา อย่างที่อาจารย์และบาบอกล่าวนั้น ล้วนแล้วสำคัญ ถ้าเราได้รับดูอาจากพ่อแม่มากเท่าไร ความสำเร็จของเราก็จะมากด้วย
ขอบคุณครับ พันโท เทพพิทักษ์ พัฒน์ช่วย ที่แวะมาลองคลิกปุ่ม "คลิกที่นี่เพื่อแทรกรูปภาพ" สิครับ คงไม่ยากครับ
ขอบคุณครับคนตานี
ลูกก็มีหน้าที่ต้องขอดุอาให้พ่อแม่เหมือนกันครับ