สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน เอาเศษสิ่งเหลือใช้มาประกอบเครื่องรถไถ

ไปแอบเห็น วัยรุ่นบันทึก รุ่นวัยใหญ่  ปัจฉิมวัย เลยนำมาวิเคราะห์

สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ

สวัสดีคะ โกทูโนที่รัก  (กิ๊กของทุกคนในบล็อค) ห่างเหินไปนาน  ศึกษาจบแล้ว  พึ่งฟักฟื้น หลังจาก สอบเสร็จ  ตอนนี้ว่าง  จนรู้สึกว่าว่างมากเกินไปหรือเปล่า เพราะไม่มีการบ้าน หรือการทำรายงาน  ตอนนี้ว่างก็ไปจัดรายการวิทยุชุมชน เพื่อที่จะนำสิ่งดีๆที่ได้ร่ำเรียนมา  เพื่อนำมาเป็นข้อคิดและเตือนสติมวลชนในชุมชนตนเอง ก็เพื่อการพัฒนา เท่าที่จะช่วยเหลือได้ทางหนึ่ง  หลังจากที่ตนเองได้ศึกษาพัฒนามาก่อนแล้ว

        วันนี้ดิฉันได้ไปแอบเห็นบันทึกวัยรุ่น อ่านแล้วก็น่าเห็นใจวัยรุ่นบางคน ดิฉันจึงขออนุญาต เขียนลงที่นี่ไว้  เพื่อผู้ใหญ่จะได้อ่าน แล้วเข้าใจวัยรุ่นบ้าง  เพราะวัยรุ่นสมัยนี้  แตกต่างกับสมัยก่อนมากมายทีเดียว

วัยรุ่นเขียนว่า

สอนเหลือกูเกลียด (คือสอนเด็กไม่แจ้งชัดเจน  เด็กก็งง หรืออาจไม่ทันเพื่อนก็ได้  สอนไม่หมด กำกะ สอนครึ่งๆกลางๆ  สอนไม่ดูคนเรียน เพราะเด็กจะมีทั้งเก่งไม่เก่ง  ทั้งสนใจไม่สนใจ  ครูบางท่านกลัวเด็กไม่ได้ สอนเหลือเฟือ มากมาย สับสนไปหมด  ง่วงก็ง่วง ศิลปะการสอนก็ไม่มี กลัวแต่นักเรียนจะปึก(โง่) สอนไปสอนมาไม่รู้ครูหรือนักเรียนโง่  ศิลปในการสอนหามาเสริมบ้าง)

สอนละเอียน( เอียนคือเบื่อหน่าย    เอียด คือละเอียด)  กูงง (คือสอนกลัวนักเรียนไม่รู้เรื่อง  สอนละเอียด เอียนคือพูดเสียยาวมามาย นักเรียนไม่มีประสบการณ์ เลยสับสน ด้วยความละเอียดเกินไปสอนมีแต่พูดอย่างเดียว ตามหนังสือ ชีวิตจริงๆเป็นอย่างไร เข้ากับชีวิตเด็กหรือเด็กอาจจะประสบในภาคหน้า หรือไม่ หรือไม่รู้เรื่องเลย  จง ยกตัวอย่าง หรือทำตัวอย่างให้พิสูจน์ได้  ว่าไม่ได้โม้นะ)

บอกตรงๆกูขี้เกียจเรียน  เรียนไปก็ไร้ค่า  เรียนจนตายห่าก็ลืมหมด  นั่นคือเขาไม่รู้ว่า วิชานี้ที่เรียนอยู่มีคุณค่าแค่ไหน ขนาดไหน เรียนแล้วเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน  อะไร ได้บ้าง หรือจะไปเรียนต่อ คณะไหน อาชีพอะไรได้ใช้  และทุกวันนี้  คนจบคณะหนึ่ง แต่กลับได้ไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นคุณครูต้อง มีทักษะเพื่อเสริมสร้างเด็กความสามารถของนักเรียน เพราะนักเรียนบางคนยังค้นหาตนเอง ค้นหาความสามารถในตนเองยังไม่พบเลยและทุกวันนี้  ความรู้ทางวิชาการก็ดีอยู่  แต่ปัญหามันอยู่ที่ เด็กจบออกมาแล้ว หางานทำไม่ได้  เพราะเก่งแต่วิชาการ แต่วิชาชีวิต ออกมาต่อสู้โลกภายนอกหาได้มีความเก่งเหมือนเป็นเด็กเรียนตอนอยู่ในห้องไม่ ลักษณะความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด และยังอ่อนต่อโลก ตัวโตเฉยๆ แต่สมองไม่ได้โตด้วยก็มี

         และโรงเรียนสอนแต่จะให้มีความรู้เพื่อจะไปทำงานบริษัท หรืองานที่ได้รับเงินเดือน ละทิ้งการเกษตร ซึ่งประเทศไทย อาชีพส่วนใหญ่เกษตรกร  ทำไม ทำไม จึงไม่สอน ให้เด็กๆรู้คุณค่าของแผ่นดินที่ดิน โดยเฉพาะเด็กทางภาคอิสาน ในชุมชนเกาตรกร ทำไมไม่ส่งเสริม  แล้วทำที่ดินตนเองให้ได้ประโยชน์ทางเกษตรกรรม ให้ได้ผลผลิตมากที่สุด พ่อแม่ต้องรู้จักรักษาที่ดินของตนไว้ ไม่ใช่นำไปขายหรือนำไปจำนำ จนไม่สามารถไถ่คืนกลับมาได้ ที่ดินกลับไปอยู่กับนายทุน ที่เขาทิ้งที่ดินร้างว่างเปล่าไว้ ทิ้งไว้รอวันที่จะได้ขาย รอวันที่คนจะมาซื้อ ที่ดินก็เลยไม่ได้ปลูกอะไร เพราะชีวิตของนายทุนเพียงเพื่อซื้อ ไว้ขายเก็งกำไร ผิดกับชาวเกษตรกร ที่อยากได้ที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรม แต่ที่ดินต้องสูญเสียไปเพราะไม่มีปัญญาไถ่คืน ต้องละทิ้งอาชีพที่ตนเองถนัด กลายไปเป็นกรรมกรรับจ้าง เอาแรงไปทำงานหาเงินแทน การทำไร่ไถนา ใครจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะการเป็นกรรมกร รายวัน รายได้ไม่เพียงพออยู่แล้ว  ถ้าหากว่าแรงกายเหล่านี้ไปทำการเกษตร ก็จะได้ผลิตผลที่เกิดขึ้นมา มีข้าวมาเลี้ยงตนได้บ้าง ไม่ต้องซื้อ เพราะ ข้าวแพงเหลือเกิน  ทั้งๆที่ประเทศตนเองปลูกข้าวได้  แต่ก็ยังได้บริโภคข้าวแพง เป็นไปได้ไง พี่น้อง มีใครเคยคิดและตั้งคำถามไหม ว่าทำไม ประเทศเกษตรและกสิกรรม ยังต้องซื้อข้าวแพงกินกัน  แล้วประเทศนอกที่เขามีที่ดินน้อยๆ เขาอยู่ได้อย่างไร  ทำไมเขาถึงอยู่ได้ หรือเขาก็มีปัญหาไม่แพ้เรา   ไม่ใช่เอาข้าวดีๆไปขายคนประเทศนอกถูกๆ แล้วเอาข้าวไม่ดี พร้อมราคาแพง มาขายให้ประเทศตนเอง โดยราคาข้าวขายประเทศนอก ขายราคาเดียวกับขายให้คนไทยบริโภค คิดเฉยๆนะ โรงสีตั้งราคาเอง หรือกรมการค้าตั้งราคาเอง  คิดเอาเอง เพราะตนเองกินข้าวหอมมะลิ กิโละ 35  บาท  วันหนึ่งๆ ต้องหุงกี่กิโล ถึงจะพอกิน (และระวัง ประเทศไม่มีพื้นที่ปลูกข้าว เขาจะมาลุย ปลูกและพัฒนาแผ่นดินไทย ปลูกข้าวคืนไปให้ประเทศเขากินเองคนไทยสำนึกแล้วยัง)

สอบได้เป็นเรื่องตลก  สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ( สำหรับคนที่สับสน  จับต้นชนปลายไม่ถูก เลยปลงซะเลย)จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ เด็กจะไม่พากันเรียนสูง โดยเฉพาะเด็กชนบท เรียนจบแค่วุฒิ มอ 6 ก็ออกทำงาน แสวงโชคกันที่กรุงเทพแล้ว ตอนยังไม่มีครอบครัว อยู่คนเดียวก็พออยู่ได้ไม่เป็นไร แค่เลี้ยงตนเองให้รอดก็ดีแล้ว  พ่อแม่อยากได้ที่พึ่งพา ก็พึ่งพาไม่ได้ และพอแต่งงาน ก็ซมซานกลับมาที่บ้านนอก เอาลูกมาทิ้งให้เลี้ยงให้  ที่ดินก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่เหลือทำกิน อยู่นานไปก็จำเป็นทิ้งลูกทิ้งเมีย สามีต้องไปทำงานในกรุงคนเดียวอีก หรือไม่ก็ทิ้งลูก ไว้ให้ตายายเลี้ยงไปทั้งสามีและภรรยา คุณภาพชีวิตของเด็กมันก็ขาดไป ปัญหาสังคมตามมาอีก

การบ้านคือยาพิษ เด็กที่เรียนไม่เข้าใจ ครูไม่เอาใจใส่ เด็กไม่สนใจเรียนปัญหาก็มาจากข้างบนนี่แหละ ไม่พร้อมซักอย่าง  เด็กจะรอแต่วันเสาร์สันอาทิตย์ เสาร์อาทิตย์คือสวรรค์  วันจันทร์คือวันนรก  ปัญหานี้จะทำอย่างไรให้เด็กรักครู รักโรงเรียน รักสถาบัน  ผอ.ทั้งหลาย เข้มงวดแต่ระเบียบวินัย ทำอย่างไร เด็กจะรักและไม่ขี้เกียจมาโรงเรียน สร้างความผูกพัน เหมือนหนุ่มสาวซิ ใจแลกใจ ความเมตตากรุณา  ค่อยๆผสมผสาน  สอนเหมือนไม่ได้สอน

สมุดพกคือวันตาย (สมุดที่บ่งบอกว่าแต่ละวิชาได้คะแนนเท่าไร) ใด ใด ในโลกล้วน

อนิจัง    ไม่อ่านหนังสือยังสอบได้

กูอ่านแล้วก็อ่านอีกแล้วไซร้ยังดันสอบตก  ฉะนั้นอย่าอ่านแม่มึงเลย  ความรู้สึกนี้ ท่านทั้งหลายสมัยเป็นนักเรียนก็คงได้พบมาบ้างแล้ว ถึงแม้อ่านแล้วเหมือนตลก จะแก้ปัญหาอย่างไร  เด็กก็ช่างมีมากมายหลายรูปแบบ แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วเอาใจใส่กันจริงๆ เด็กที่มีปัญหา จะกลายเป็นเด็กที่ไร้ปัญหาก็ได้

 

บทกลอนบทความนี้ คงจะกลั่นกรองออกมาจากความคิดของวันรุ่นที่เริ่มจะเบื่อหน่ายการศึกษา เพราะการสอนของอาจารย์คงจะขาดหลักจิตวิทยา สิ่งไหนเด็กชอบ สิ่งไหนเด็กไม่ชอบ  จะมุ่งมั่นแต่ให้นักเรียนท่องจำเอา  การท่องจำถ้าไม่มีความเข้าใจ ท่องอย่างไร ก็ไม่จำ เพราะจับจุดไม่ถูก  ฉะนั้นในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นนักศึกษาผู้ใหญ่อยู่ ก็ไม่อยากจำ เพราะจำไม่ดี  อยากจะเข้าใจมากกว่า ฉะนั้นท่านอาจารย์ที่รักทั้งหลายจะสอนนักศึกษาให้เข้าใจ  จะทำอย่างไร  ก็คงเตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี อย่ามาให้จำ  ขอให้เข้าใจดีกว่า คะ อุปกรณ์การสอนสรรหามา ตัวอย่างที่ดี อยากให้ทำตามครูหามา อยากยั่วความสนใจหามา(ไม่ใช่ยั่วให้อยากแล้วจากไป) หรือเทคนิคต่างๆหามา เด็กทุกวันนี้ครูต้องตามให้ทัน ถ้าตกยุค เด็กจะหัวเราะเยาะได้ ว่าครูเชย

เพราะจากบทกลอนที่กล่าวมานี้  มันก็เป็นประสบการณ์ของดิฉันเหมือนกัน ในเรื่อง   การสอบ ดิฉันท่องหนังสือ จับใจความ  ถ้าจะให้ตอบแบบแสดงความคิดเห็น โอเคได้  แต่จะมาให้จำสิ่งเล็กๆน้อยๆเป็นแค่ตอบสั้น ๆ ละเอียดถึงขนาดนั้นก็จำไม่ได้เช่นกัน เพราะบางข้อ ไม่จำเป็นจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ออกมาทำไม  เคยอ่านหนังสือแบบละเอียด มาสอบก็โอเค สอบได้ เพราะ ผ่านสายหูสายตาหมด  มีมาสอบอีกครั้งใหม่  ไม่มีเวลาอ่านมาสอบเพราะงานประจำก็มาก  และวิชาที่เรียนเริ่มมากขึ้น คิดว่าตนเองไปเรียนสม่ำเสมอ  ฟังอาจารย์ และติ๊กอันที่จำเป็นไว้ คือจับความให้ได้ ว่าอาจารย์สอนเรื่องอะไร มีเป้าหมายอะไรที่สอนเรื่องนี้แค่นั้นก็พอ  เชื่อไหมวันสอบ ไม่อ่านหนังสือเลย เพราะมันมากไม่รู้จะอ่านตรงไหน ถึงเวลาสอบ  เอ้า--ข้อสอบเราก็ทำได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้อ่านหนังสือ เพราะเราเข้าใจ และจับจุดที่อาจารย์เวลามาสอนไว้แล้ว  จึงอยากจะบอกนักศึกษา ทุกท่านขอให้เรียนด้วยความเข้าใจแล้วท่านจะไม่ต้องมาอ่านหนังสือเวลาสอบให้หามรุ่ง หามคำ บางคนโรยมาเชียววันที่สอบ เพราะเวลาเรียนปกติก็ขาดซะ จับจุดไม่ถูก สบายตอนเรียน แต่ยากตอนสอบ   เวลาจะสอบ นอนให้อิ่มก็แล้วกัน สมองจะโปร่งไปเอง  แต่ถ้าเวลาเรียนไม่ไปเรียน เวลาสอบท่านก็จะต้องท่องหนังสืออย่างมโหฬารทีเดียว เพราะจับจุดยังไม่ได้ ยากตอนสอบนะคะ แม้แต่คุณครู หรืออาจารย์ ท่านก็ยังเรียนตรี เอก เรียนโท เสริมกันอยู่ ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกของการที่ครูสอนแล้วไม่ดูความรู้สึกของนักเรียนที่เรียน อย่าทำตามแต่หน้าที่ รับผิดชอบความรู้สึกด้วย

            อีกอย่างหนึ่งก็อยู่ที่อาจารย์จะเตรียมความพร้อมมาสอนนักศึกษาอย่างไร  เพราะสอนผู้ใหญ่มันก็ไม่เหมือนกับสอนเด็ก ผู้ใหญ่มีประสบการณ์แล้วเพียงนำประสบการณ์มาจัดระบบ ระเบียบใหม่ เพื่อการพัฒนา  แต่เด็กน้อยไม่มีประสบการณ์เลย เพราะฉะนั้นเวลาสอนอะไร ควรจะยกตัวอย่างจากชีวิตจริงๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นเขาบ้าง จากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์บ้างเขาจะได้จับจุดถูกว่า อาจารย์กำลังจะสอนอะไรเขา  สอนไปเพื่ออะไร สอนด้วยเหตุและผล  ดิฉันชอบมากเลย คำว่าเหตุและผล ก็ได้หลักการมาจากเศรษฐกิจพอเพียงนี่แหละ  แต่ดิฉันมาคิดดูแล้ว หลักการนี้นำมาใช้ได้  เกี่ยวกับการให้ความรู้นี่แหละ ยกตัวอย่าง

1.พอประมาณ นั่นคือสอนที่เด็กสามารถรับรู้ได้ เข้าใจได้ ไม่ยากเกินไป ไม่เกินความสามารถของเด็ก  คือถ้ายาก สอนแบบไหนให้มันง่ายไม่สับสนเด็ก มีศิลป์และศาสตร์อย่างไร นำมาใช้

2.มีเหตุมีผล  สอนวิชานี้ไปเพื่ออะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร จะได้จับทิศทางของการออกข้อสอบ แล้วใช้ความเข้าใจ ตอบโจทย์ แต่เด็กคงไม่คิดไกลปานนั้น เรื่องเหตุและผล จะมีวิธีอย่างไร ให้เกิด กรมสามัญสำนึกขึ้นในสมองเด็ก 

3.มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี  พอเด็กเข้าใจแล้ว สอนไม่เบื่อ จะว่าจำได้ ก็จำได้  พอเข้าใจ งานอะไรที่ให้ทำส่ง มันก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาทำนานไม่ต้องลอกกัน  เวลาสอบ ก็สอบได้เลย ไม่ท่องหนังสือก็สอบได้ และไม่หนักเกินไปสำหรับเด็ก ความเข้าใจ คือภูมิคุ้มกันที่ดี

อีก  2 เงื่อนไข 1. มีความรู้  ถ้าเข้าใจ ก็จำได้ มีความรู้ ครูสอนอะไรก็เข้าใจง่ายขึ้น  ในที่สุดก็รอบรู้ มีความรู้จากการเข้าใจ

 2.คุณธรรม   ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน ก็ตามมา เพราะมันเรียนง่าย การบ้านก็ไม่ลอกกัน ช่วยสอนกัน เพราะเข้าใจเลยแนะนำคนอื่นได้  ช่วยเหลือครูทางอ้อมเพราะสอนกันเองได้

ทุกท่านที่อ่านบทความของดิฉันนี้  อ่านแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง และมีแนวแนะนำเสริมอะไรอีก  อาจจะเป็นตัวท่าน มีประสบการณ์ หรือสอนนักเรียนวัยรุ่น หรือท่านนักศึกษาเช่นดิฉัน ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง  แต่ก็ขอให้กำลังใจอาจารย์ทุกๆท่านๆนะคะตัวอย่างที่ดีก็มีเห็นๆกันอยู่แล้ว หลายท่าน  อย่างเช่นครูคิม ก็ยังเห็น

 ทุกๆท่านคะ  แม่พิมพ์ของชาติ กำลังพัฒนา ตามนักเรียน นักศึกษาให้ทันเช่นกันคะเขียนบทความไปยาวมากขึ้น ไม่รู้ว่าคนที่อ่านไปจะตาลายหรือเปล่า ใครที่มีความเห็นอย่างไร ก็ว่ามาได้นะคะ ว่าที่ดิฉันพูดมามีส่วนใช่หรือไม่ใช่   สวัสดีคะ