ตามความเห็นของผู้เขียน การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ อยู่ที่ตัวผู้เรียนรู้เป็นสำคัญ จากประสบการณ์ตรงที่เติบโตในชนบท จนย่างก้าวเข้าเมืองกรุง ผู้เขียนพบความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาภายใต้หลักสูตรเดียวกัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในฐานะของนักเรียน เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ระบบ โรงเรียน หรือผู้สอนที่เป็นปัจจัยภายนอกได้ จึงคิดด้วยตนเองตามวัยในขณะนั้นว่า ทำอย่างไร จึงจะขวนขวายเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ ทั้งครูผู้รู้และคลังความรู้ นั่นแสดงว่าผู้เขียนคิดลึก ๆ ในใจว่าส่วนหนึ่งที่เราผลการเรียนไม่ดี ไม่ใช่เราสติปัญญาไม่เท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ

แรงบันดาลใจในการเขียนบันทึกนี้มาจากการอ่านพบข้อความต่อไปนี้ค่ะ

บางวิธีคุณได้ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันหรือเป็นนิสัย   บางวิธีคุณได้ทำเมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมกับผู้อื่น  บอกเล่าเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณได้เคยทำนี้ผ่านทางบล็อกเราจะทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป ในหนังสือ  "เรื่องเล่าจากคนทำงาน เพื่อการร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้"

จากบันทึก “หยุด! คิดสักนิด เพราะเรายังไม่หยุด เขียนและขุด เรื่องความเหลื่อมล้ำทาง  ความรู้”  ของท่านอาจารย์ ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ ใน Blog “Tutorial.GotoKnow.org” จาก http://gotoknow.org/blog/tutorial/260354  ...ขอขอบพระคุณค่ะ

ผู้เขียนมีความเชื่อว่าแรงบันดาลใจมีพลังในการขับเคลื่อนสมองให้คิด และขับเคลื่อนกายให้ลงมือกระทำในสิ่งที่เราตั้งมั่น  โดยอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะทำสิ่งใดก็ได้ที่ปรารถนา  หากเรา “รู้”  ก่อนว่าเรามีศักยภาพอะไรแล้วใช้ให้ถูก  ใช้ให้เป็น  ใช้ให้สุดพลัง

ในหัวข้อเรื่อง “การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้”  ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์ตนเองในวัยเรียนสำหรับบันทึกนี้  ส่วนบันทึกครั้งต่อไป จะเล่าประสบการณ์ในการทำงาน

                                                     วัยเด็ก

              

ผู้เขียนเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ย้ายตามบิดามารดาซึ่งเป็นข้าราชการ ไปใช้ชีวิตวัยเด็กเกือบ 10  ปีที่จังหวัดชลบุรี เลยและหนองคาย  สิ่งที่จำได้แม่นยำคือเมื่อมีการย้ายโรงเรียนจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง  ผลการเรียนจะตกต่ำอย่างเห็นได้ชัดโดยผู้เขียนจะต้องปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาของโรงเรียนที่เพิ่งย้ายเข้าไปใหม่  นอกจากนี้ยังจะต้องปรับตัวเข้ากับคุณครูและเพื่อน ๆ ในโรงเรียน

คำถามที่เกิดขึ้นในใจตามประสาเด็กในตอนนั้นก็คือ ทำไมวิธีการเรียน การสอนในแต่ละแห่ง จึงไม่เหมือนกัน  ทั้งที่ เป็นโรงเรียนของรัฐเหมือนกันและใช้หลักสูตรเดียวกัน เพียงแต่ตั้งอยู่คนละจังหวัด  ยกตัวอย่างวิธีการเรียนที่แตกต่างกันเช่น 

-      วิชาวิทยาศาสตร์  โรงเรียนหนึ่งเน้นตำราโดยไม่ค่อยเน้นการปฏิบัติในห้องทดลอง    อีกโรงเรียนหนึ่งมีการทดลองจริงทั้งในสถานที่และนอกสถานที่ 

-      วิชาอังกฤษ   โรงเรียนหนึ่งมีอาจารย์ชาวต่างชาติร่วมสอนด้วย  อีกโรงเรียนหนึ่งไม่มีอาจารย์ชาวต่างชาติเลย 

ในวัยเด็ก  ผู้เขียนมองไม่เห็นว่าตนเองมีศักยภาพในเรื่องอะไร  ถนัดวิชาอะไรเป็นพิเศษ  เนื่องจากผลการเรียนแต่ละวิชาก็ดูธรรมดาเหลือเกิน ไม่มีวิชาอะไรที่ได้คะแนนโดดเด่น    ส่วนหนึ่งโทษที่ตัวเอง สมองไม่ดี  เป็นเด็กสมาธิสั้น  เมื่อคุณครูให้ท่องจำตำราเรียนเพื่อใช้ในการสอบ  ก็ไม่มีจิตตั้งมั่นจดจ่ออ่านหนังสือนาน ๆ  ถึงเวลาสอบก็ไม่มีเนื้อหาในสมองไปตอบ  อาศัยจินตนาการในการตอบข้อสอบ  หากว่าเป็นข้อสอบปรนัย  มักจะได้คะแนนไม่ดี  แต่หากว่าเป็นข้อสอบอัตนัย  อาศัยการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ด้วยตนเอง  จะได้คะแนนดีมาก

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นในวัยเด็กก็คือการสอนของคุณครูจะเป็นแบบการสื่อสารทางเดียว (One Way Communication)  พอเข้าห้องเรียนก็ขีดเขียนบนกระดาน  ให้นักเรียนจดตาม ท่องตาม และถามบ้าง  ซึ่งคำถามก็แน่นอนว่าเป็นคำถามปลายปิด มีคำตอบไว้แน่นอน  หากไม่ได้อ่านท่องจำมา ตอบผิดอยู่แล้ว   สำหรับการสอนของบิดาผู้เขียน ซึ่งในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าคุณครู (ผู้อำนวยการโรงเรียน) นับว่าเป็นคำสอนที่เหมาะกับเด็กที่อยู่ห่างไกลแหล่งความรู้อย่างผู้เขียนมาก  ท่านสอนให้นักเรียน “เอาชนะความยากลำบาก” ในชีวิต  คำสอนนี้ ทำให้เรามีความพร้อมรับมือกับความเหลื่อมล้ำใด ๆ เพราะหากจะกล่าวไปแล้ว  “ใจ” ที่อยากเอาชนะอุปสรรคนั้นเป็นนาย  ส่วน “สมอง” ที่เรามองว่ามีข้อด้อยในความเหลื่อมล้ำทางความรู้นั้นเราใช้อาศัยเป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาศักยภาพตัวตนของเราต่อไปได้                 

                              วัยรุ่น  (ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย)

                                      

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพชั้นมัธยมปลายก่อนสอบเอ็นทรานซ์ในสมัยนั้น  ซึ่งเป็นการตัดสินใจของตนเองและได้รับการสนับสนุนจากบิดามารดา  สิ่งที่ค้นพบสำหรับเด็กวัยรุ่นคือการใกล้แหล่งข้อมูล คลังความรู้ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดที่รวบรวมตำราหลากหลายนอกเหนือจากหนังสือเรียนตามหลักสูตร โรงเรียนกวดวิชา  และคุณครูที่สอนหนังสือนอกเวลาเรียนโดยไม่คิดค่าสอนพิเศษ

ผู้เขียนค้นพบความจริงในเวลานั้นว่าไม่ใช่เราสมองไม่ดี  เด็กทุกคนหากมีความเป็นปกติทางร่างกาย สติปัญญาและจิตใจ ไม่ใช่กรณีเด็กพิเศษแล้วล่ะก็  สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ได้รับโอกาส  ความเหลื่อมล้ำทางความรู้ถูกอุดช่องว่างให้ลดลงมา ด้วยความเพียรพยายาม ขวนขวาย และเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้

ในช่วงเวลาแห่งการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ในกรุงเทพบ้านเกิดเราเอง ได้แก่ การตื่นแต่เช้ามืดนั่งรถเมล์ไปโรงเรียน การช่วยเหลือตัวเองทุกอย่างตั้งแต่ซักผ้า รีดผ้า หาซื้ออาหารทานเอง หาโรงเรียนกวดวิชา  อ่านหนังสือหนักกว่าเดิมหลายเท่า  แต่อ่านด้วยความเข้าใจในวิธีการอ่านมากขึ้น โดยได้รับคำชี้แนะเทคนิคการอ่านจากคุณครูว่าให้อ่านอย่างมีเป้าหมาย สรุปใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้าที่อ่านด้วยตนเอง  อ่านและคิดตาม ทำความเข้าใจด้วย  จากนั้นให้จดจำเฉพาะ  “คำสำคัญ”  หรือ “key words”  การอ่านให้เข้าถึงใจ จะต้องปิดหนังสือแล้วสามารถนึกถึงประเด็นสำคัญที่อ่านมาแล้วได้  รวมทั้งอธิบายออกมาได้จากความเข้าใจของตนเอง

ผู้เขียนเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่จะสอบด้วยตนเอง  สมัยนั้น ให้เลือกได้ 6 คณะ/สาขาวิชา   และผู้เขียนสอบได้ในคณะที่เลือกไว้อันดับ 1  ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต หากมองย้อนกลับไปจากวันนี้ ต้องขอบอกว่าสอบได้เพราะเข้าถึง “แหล่งความรู้” บวกกับ “ความเพียร” ที่ไม่เคยย่อท้อเลย

ขณะที่ผู้เขียนอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ  เชื่อไหมว่าไม่เคยคิดล่วงหน้าหรือวางแผนอะไรทั้งสิ้นว่า หากสอบไม่ได้ จะต้องไปเรียนที่ไหน หรือทำอะไรต่อ  ทั้งที่โอกาสที่จะสอบไม่ได้ก็มีสูงมาก  โดยพิจารณาจากผลการเรียนสมัยอยู่ต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยดีนักไม่เคยได้ติดอันดับท็อปเทนของห้องเรียนเลย...สิ่งที่ผู้เขียนคิดตลอดเวลาที่อ่านหนังสือก็คือ “อ่านให้เข้าใจในเนื้อหาที่อยู่ตรงหน้า” เพิ่งเข้าใจเมื่อได้ทบทวนในวันนี้ว่า พลังของวัยเรียนที่มุ่งมั่นและอยู่กับปัจจุบันนั้นมีอานุภาพที่สูงจริง ๆ

สำหรับผู้เขียนแล้ว การอ่านที่ดีจะต้องปราศจากความวิตกกังวลกับคำว่า “จะทำได้หรือไม่” “จะรู้มากน้อยแค่ไหน”   ณ เวลานั้น มีหน้าที่อะไร ก็จงทำให้ดีที่สุด

                                 วัยรุ่น - วัยผู้ใหญ่ (เรียนมหาวิทยาลัย)

            

                                          

วิธีการเรียนในมหาวิทยาลัย  คงไม่ต้องกล่าวในรายละเอียดมากนัก ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว  เพียงแต่ขอสรุปตามความเข้าใจของผู้เขียนว่าวิธีการเรียนในมหาวิทยาลัยเน้นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก  เป็นวิธีการเรียนที่ได้ผลดีมาก สามารถนำไปปลูกฝังให้กับเด็กนักเรียนในวัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัยได้

ผู้เขียนค้นพบศักยภาพตนเองว่าเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ก็ต่อเมื่อได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย….ท่านอาจารย์มีคำถามปลายเปิดให้เป็นการบ้านมาขบคิดต่อยอดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำว่า “ห้ามคิดซ้ำ ห้ามเลียนแบบใคร จงคิดอะไรใหม่ ๆ ด้วยตนเอง อยู่เสมอ”

แม้กระทั่งการคิดค้นทฤษฏีใหม่ ๆ ด้วยตนเอง และการลองผิด ลองถูกท่านอาจารย์กระตุ้นให้นักศึกษามีความกล้าที่จะคิด แม้ว่าสิ่งที่คิด คนฟังฟังแล้วเหลือเชื่อ  แต่ท่านก็ไม่ปิดกั้นใด ๆ ที่สำคัญคือการฝึกให้ตั้งโจทย์เองและตอบเอง ผู้ตั้งโจทย์เองย่อมต้องรับผิดชอบต่อโจทย์ที่ตั้ง ไม่ให้ไกลเกินไปกว่าการค้นคว้าหาข้อมูลคำตอบเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน  อีกทั้งการฝึกฝนทักษะในการสรุปรวบยอดความคิดออกมาเป็นองค์ความรู้ใดองค์ความรู้หนึ่งให้ชัดเจน

ท่านอาจารย์บอกเสมอว่าทฤษฎีสามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาได้ตลอดเวลา อย่าพึงเชื่อทฤษฎีใดทฤษฎีเดียวหรือเชื่อเพราะเขาเป็น authority ในเรื่องนั้นอ้างอิงได้แต่ให้คิดเอง

นอกเหนือจากความรู้ทั้งนอกตำราและในตำรา  ประสบการณ์จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกรั้วมหาวิทยาลัยก็นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  มูลค่าเพิ่มของประสบการณ์ที่วัดเป็นเกรดเฉลี่ยในวิชาเรียนไม่ได้นั้น เป็นที่ต้องการและยอมรับของโลกแห่งการทำงานมากมายนัก  สำหรับผู้เขียนเอง เคยทำกิจกรรมต่าง ๆ  และทำงานพิเศษระหว่างเป็นนักศึกษา  ได้แก่ การสอนหนังสือในชุมชนแออัด การแปลหนังสือ การร่วมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การผลิตสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแจกจ่ายโรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร การร่วมทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับสื่อการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ

ผู้เขียนเคยมีส่วนในการพิจารณาคัดเลือกคนมาสอบเข้าทำงานในองค์กร  นอกจากการพิจารณาเกรดเฉลี่ยของสาขาที่จบมาแล้ว  ประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้จบการศึกษาก็มีความสำคัญ  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น  ขอเพียงให้คุณเคยลงมือปฏิบัติมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อวัดความสนใจพิเศษ ความสามารถพิเศษ การรู้จักทำงานเป็นทีม การปรับตัวและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ...แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ตัดเชือกเลือกคนเข้าทำงาน หลังจากผ่านเกณฑ์ "ความรู้" มาแล้ว นั่นก็คือ "ทัศนคติต่อการทำงาน" หรือ "วิธีการมองโลก" ของผู้สมัครเข้าทำงาน...เชื่อหรือไหมว่า "ความมุ่งมั่น" สัมผัสกันได้

สรุปชีวิตในมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี 2 ใบ และระดับปริญญาโท 3 ใบ ไม่รวมที่ไปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรต่าง ๆ ซึ่งมีอีกพอสมควร  ทั้งนี้ ขณะที่เรียนอยู่ ก็ทำงานไปด้วยตลอดเวลาคู่ขนานกันไป ถามว่าทำไมไม่เรียนในระดับปริญญาเอกคงมาจากบุคลิกภายในของผู้เขียนเองที่เป็นคนชอบหลากหลายศาสตร์  หากจะเรียนระดับปริญญาเอก นั่นหมายความว่าจะต้องผูกพันตนเองในศาสตร์ที่ตนรักมากที่สุด  ซึ่งหากวันหนึ่งที่ผู้เขียนค้นพบว่าตนเองรักศาสตร์ใดมากเป็นพิเศษ อาจจะทุ่มเทให้กับศาสตร์นั้นโดยเฉพาะก็ได้

การศึกษาหลากหลายศาสตร์อาจจะมาจากความพยายามในการ  “ลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้” ในเรื่องที่ตนไม่รู้  ซึ่งคงมีอยู่ในใจลึก ๆ มานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร  โดยคิดเองว่าหากมีโอกาส ก็จะเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้นในหลาย ๆ ด้านที่เรายังไม่รู้  ตามคำที่ว่า “หลุมฝังศพ เป็นจุดจบของการศึกษา”

ดังนั้น ตามความเห็นของผู้เขียน การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ อยู่ที่ตัวผู้เรียนรู้เป็นสำคัญ  จากประสบการณ์ตรงที่เติบโตในชนบท จนย่างก้าวเข้าเมืองกรุง ผู้เขียนพบความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาภายใต้หลักสูตรเดียวกัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในฐานะของนักเรียน เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ระบบ โรงเรียน หรือผู้สอนที่เป็นปัจจัยภายนอกได้  จึงคิดด้วยตนเองตามวัยในขณะนั้นว่าทำอย่างไร จึงจะขวนขวายเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ ทั้งครูผู้รู้และคลังความรู้  นั่นแสดงว่าผู้เขียนคิดลึก ๆ ในใจว่าส่วนหนึ่งที่เรามีผลการเรียนไม่ดี ไม่ใช่ว่าสติปัญญาเราไม่เท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ

ในปัจจุบันนี้ มีโลก Cyberspace ที่ไม่มีพรมแดน ทำให้น้อง ๆ ในวัยเรียน คนทำงานที่อยู่คนละที่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้... จากการเข้ามาสัมผัสในโลกสังคมออนไลน์  G2K มองเห็นพลังความคิดของคุณครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักเกษตรกร เจ้าของกิจการ ฯลฯ ซึ่งมีมากมายมหาศาลอยู่ในตัวของกันและกันอยู่แล้ว  แต่ก็ยังไม่เท่ากับพลังใจ หรือ "หัวใจ" ของผู้ให้ซึ่งกันและกัน การให้เช่นว่านี้คือการอุดช่องว่างของความไม่รู้ของอีกฝ่ายหนึ่ง  รวมไปถึงการรวมพลังกันเพื่อ "ให้" แก่สังคม ชุมชนต่างๆ ดังคำที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือคำว่า"จิตอาสา G2K"  จากพลังของชุมชนที่หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งนี้เอง จึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำโดยตัวมันเองจนในที่สุดคงจะไม่มีความแตกต่างทางความรู้ใด ๆ หลงเหลืออีกต่อไป   เว้นแต่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแนวนอน  ซึ่งไม่ใช่การถ่ายโอนความรู้จากบนลงล่าง

จึงขอกล่าวว่าแรกเริ่มควรมาจากผู้เรียนรู้นั่นเองที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้  โดยใช้แรงบันดาลใจ ให้ “ใจ” ของเราเป็น “นาย” ที่จะมุ่งมั่นเอาชนะอุปสรรคคือความไม่รู้   เพื่อกำหนดชะตาชีวิตตนเอง  ส่วน “สมอง” ก็ถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการแสวงหาความรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ  และ “กาย”  คือ “การลงมือปฏิบัติจริง”    ในทุก ๆ เรื่องที่เราได้เรียนรู้มา  ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำตอบของผู้เขียนที่เรียบง่ายและได้ใช้กับตัวเองมาแล้ว เพื่อ “การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้” จากเดิมที่ไม่รู้อะไรเลยมาก่อน        และเมื่อก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนออนไลน์ G2K ก็พร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนผลักดันความรู้สู่โลกกว้างด้วยพลังใจของผู้ให้แก่กันและกัน

บันทึกต่อไปจะเป็นประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับ“การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้”

                          -------------------------------------------