ช่วงบ่ายของการประชุมปฏิบัติการของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย เป็นการคุยกันเรื่องภาระงานของอาจารย์กับร่างประกาศฉบับใหม่เอี๋ยมที่ต้องการประกาศใช้ให้ทันเปิดเทอม ฟังวิทยากรแล้วก็รับทราบได้ว่า ไม่มีใครสามารถนำเสนอได้ในรายละเอียดและการเปรียบเทียบความต่างกับมหาวิทยาลัยอื่น โดยส่วนตัวมีหลายประเด็นที่เห็นไม่ตรงกับร่างที่เสนอครับ แต่ในความรู้สึกเท่าที่ฟังจากวิทยากร ก็ยังสงสัยว่า ทำไมท่านพยายามจะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ผมเลยพาลคิดไปว่า อาจารย์ส่วนใหญ่คงไม่ค่อยเข้าใจ ปรากฏที่ไหนได้ครับ ตอนแบ่งกลุ่ม ได้พบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่เข้าใจ แล้วก็มีมุมมองที่น่าสนใจมากครับ
ใจจริง ตอนนั่งประชุมกลุ่มย่อย อยากจะหยิบฉบับร่างที่ผมเคยทำไว้มาเปรียบเทียบครับ แต่คิดไปคิดมา รู้สึกว่า ทำแบบนั่นไม่ดีเท่าไร เป็นการสร้างกรอบความคิดให้ตัวเองเปล่า หรือไม่ก็กลายเป็นการวิพากษ์งานคนอื่นอย่างมีอคติ เลยพูดไปตามที่เจอในร่างฉบับนี้แบบสดๆ เลยดีกว่า
ซึ่งเวลาที่ให้กับการคุยกันในกลุ่มไม่เหมาะสมกันครับ เวลาหมดคุยยังไม่เสร็จ แต่ก็ต้องแยกย้ายกัน กลับมาคุยกันอีกครั้งตอนหลังละหมาดอัสรีครับ จบไปแค่เรื่องเดียว
(เลขาฯ กำลังรอบันทึกครับ ส่วนประธานกำลังคิดเริ่มงัยดี)
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการใช้ประกาศฉบับนี้จริงๆ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมมองแบบเผินๆ ครับ แต่ปรากฏอาจารย์หลายท่านสะท้อนปัญหาได้อย่างน่าสนใจจริงๆ
มีการนัดแข่งเปตองกันอีกครั้งครับ แต่ผมปลีกตัวกลับมาที่บ้านเสียก่อน เนื่องจากอยากจะนั่งทานข้าวเย็นร่วมกับพ่อแม่บ้าง (ท่านมาอยู่ที่บ้านก็ยังไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรเลยครับ) และกลับเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อร่วมละหมาดและร่วมกิจกรรมในภาคกลางคืน
(อ.สุกรี หลังปูเต๊ะ เป็นผู้ดำเนินรายการ)
ภาคค่ำ เวทีการพูดคุยเป็นที่ลานกลางอาคารศิลปศาสตร์ฯ ครับ เป็นการคุยนำเสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพราะกระทุ้งเรื่องการพิจารณาตำแหน่งวิชาการไปครับ คนรับผิดชอบหลักก็ใช่ใครที่ไหน อ.สุกรี เองแหละครับ แล้วผมก็เพิ่งได้ทราบเรื่องว่า เป็นไปได้งัยที่ยื่นหลักฐานไปตั้งนานแล้ว เรื่องยังไม่ถึงคณบดี ฮาฮา (เป็นระบบเสียจริงๆ)
(คณบดีคณะวิทย์ฯ และรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการฯ)
เสร็จกิจกรรมนี้ ก็นั่งจิบน้ำชาครับ คราวนี้ได้ร่วมวงกับท่านอาจารย์ซอและ คณบดีคณะวิทย์ฯ ได้ประเด็นเยอะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการทำวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ หรือที่เรียกกันว่า Area-Based Collaborative Research ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผมครับ แต่ผมยังตีโจทย์ไม่แตก และที่สำคัญยังไม่กล้าลงมือทำ (รู้สึกเลยเขียนแล้วครั้งหนึ่ง) แต่คืนนี้พอฟังความเห็นของท่านคณบดีคณะวิทย์แล้ว โจทย์ชัดขึ้นมาทันทีเลยครับ จนกระทั่งผมต้องพูดแทรกท่านว่า ผมขออนุญาตแทรกท่านนิดหนึ่ง คือ ผมคิดอะไรออกอย่างหนึ่ง แล้วก็ถือได้ว่าเป็นความเห็นที่เหมือนกันครับ สรุปว่า ท่านก็บอกว่า ทำเลยสิ ท่านจะร่วมด้วย รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกครับที่คืนนี้ได้คุยกับผู้รู้ และสามารถแกะกล่องที่ครอบหัวออกได้
เพิ่งไปประชุมเรื่องนี้มา Area-Based Collaborative Research ตอนนี้อยู่ใต้ครับ อาจารย์สบายดีไหม
ขอบคุณครับอาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง อยู่จังหวัดไหนครับทางใต้
ผมคงต้องขอความรู้จากอาจารย์เกี่ยวกับงานวิจัยแล้วละครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ
สองวันนี้ถึงจะมีหลายคนไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรครับ เพราะอย่างน้อยก็ได้มีส่วนร่วมแล้วครับ
คอมฯกับเน็ทของผมรวนอีกแล้ว..
สงสัยต้องเปลี่ยนรุ่นแล้วละ..
สงสัยเป็นลางบอกเหตุว่าจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินอีกแล้วกระมังครับอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ
อัลฮัมดุลิลละฮฺครับสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ วันนี้ช่วงบ่ายน่าสนใจครับอาจารย์ในวิถีคิดในหลากหลายแง่มุม อินชาอัลลอฮฺครับ ผมเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเปิดใจรับในการนำเสนอปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ควรจะเป็นทิศทางของทางเดินกับเจตนารมณ์ในครั้งนี้คงจะไปได้ไม่ยากครับ...อ๋อ ญาซากูมุลลอฮฺ นะครับสำหรับบางคำพูดบางประโยคบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่บอกว่า "มะม่วงมันยังไม่สุก..." อิอิ
ยังไงก็รักษาสุขภาพและดูแลตัวเองด้วยนะครับ (บอกเผื่อตัวเองด้วยครับ เพราะพรุ่งนี้มีบรรยายที่ วอศ. ตอนเช้าครับ และคิดว่าเสร็จก็จะเดินทางกลับไปเยี่ยมเยาะฮฺที่นครครับ คิดถึงบ้านเต็มทีแล้วครับ อิอิ)
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ
อืม... คนเรานั้น ถ้าไม่คิดเหมือนเราก็คิดต่างไปจากเรา ที่นี้ "เรา" นะหลากหลายมากก็เลยทำให้ คนที่คิดเหมือนเรานะ มีความหลากหลายเข้าไปอีก คือเหมือนในระดับหนึ่ง มุมหนึ่ง หรือด้านหนึ่ง แต่คิดว่า ไม่มีใครที่คิดเหมือนเราทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ แม้จะเป็นฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามคนที่คิดต่างไปจากเรา ก็หลากหลายออกไปอีก สิ่งสำคัญกลับไม่ได้อยู่ที่คิดเหมือนหรือต่าง แต่กลับอยู่ที่การใช้มัน (ความคิด ทั้งที่ "เหมือน"และหรือ"ต่าง") ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด คือใช้พลังด้านบวก ในกรณีที่คิดเหมือน อย่างที่กล่าวไว้ว่า ไม่เหมือนเป๊ะ มันเป็นความเหมือนที่มีความต่างอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งหากเราใช้ประโยชน์ตรงนี้ก็จะดีมาก ยิ่งมีความคิดแตกต่างกัน ก็จะทำให้ เห็นความหลากหลาย เฉกดอกไม้หลากสีในสวน ที่ให้ความรู้สึกดีและสามารถตอบสนองต่อสัมผัสในระดับต่างๆ
อาจจะเกิดคำถามว่า คิดต่างจะดีนะหายาก มักจะนำไปสู่ความแตกแยก ครับอันนี้ก็จริง
แต่ในฐานะ มุสลิม เรามี กฏข้อหนึ่ง นั่นคือ อัฏฏออะฮฺ หรือ การเชื่อฟังต่อผู้นำ
หลังจากที่ได้ร่วมระดมความคิดเห็นอย่างสุดความสามารถแล้ว (ชูรอ) เมื่อมันถูกตัดสินใจไปแล้ว การฏออัต คือสิ่งสำคัญที่สุดและมันคือ กุญแจวิเศษ ที่จะนำเราสู่ความสำเร็จ ไม่เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น มันรวมถึงโลกอันนิรันดร์ด้วย
วัลลอฮฺฮูอะอฺลัม
ขอบคุณครับ อาจารย์ อ.อาลัม
การคิดเหมือนหรือต่าง ไม่ใช่ประเด็นปัญหาครับ มันคือพลัง หากเรายอมรับและเรียนรู้ร่วมกันครับ