วัฒนธรรมองค์กรคืออะไร ?
จากความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” หมายถึง “พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิต สร้างขึ้นด้วยกัน เรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน”
ฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรก็คือ พฤติกรรมที่สร้างขึ้นจากคนในองค์กรโดยมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และยึดถือปฏิบัติกันมาจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในองค์กรนั้น ๆ ซึ่งหมายถึงทั้งด้านบวกและลบ
ทำไมต้องมีคณะกรรมการวัฒนธรรมองค์กร
เพราะมีปัจจัยหลาย ๆอย่าง ที่มีอิทธิพล ต่อเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถจะ ส่งผลกระทบทั้งด้านบวก และลบให้กับองค์กร โดยเฉพาะความคิดของคนในองค์กร เช่น
... คิดว่าองค์กรก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ยังไงๆก็มีคนมาใช้บริการ
... ชอบทำงานด้านปฏิบัติการหรือธุรการเป็นหลัก โดยไม่คิดถึงทิศทางที่องค์กรต้องไปให้ถึงตามวิสัยทัศน์
... ไม่มีความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาบริการใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
... ชอบทำงานแบบไม่ใช้ความคิด รอรับคำสั่งจากเบื้องบนอย่างเดียว
... ที่สำคัญ คือผู้นำบางคนไม่สามารถชี้นำให้ลูกน้องในองค์กรเข้าใจรูปธรรมที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะที่ผู้ตามก็ งง ๆ ว่าแล้วจะทำยังไงดี ????
เป็นแค่ตัวอย่างให้นึกภาพออกว่า องค์กรที่ไม่พัฒนาหรือพัฒนาแบบเชื่องช้า สาเหตุหลักมักจากคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ ใคร คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ??? หรือตั้งคณะกรรมการวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจนี้ ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะมันคงเกินกำลังความสามารถ ก็อย่างที่กล่าวข้างต้น ว่าวัฒนธรรมนี้มันมีมานานอยู่ๆจะให้คนเพียงกลุ่มเดียวไปแก้นั้นคงจะยาก แต่...ถ้าเพียงแต่ขอให้มีกลุ่มคนนี้เพื่อ.. คอยทำหน้าที่คล้ายๆเป็นพี่เลี้ยงมาคอยเติมเต็ม... กำลังใจ... และคอยย้ำเตือน ให้พวกเราทุกคนคอยคิดหรือทำอะไรๆที่เป็นผลบวกให้กับองค์กรอย่างสม่ำเสมอก็พอจะเป็นไปได้ค่ะ
โฉมหน้าคณะกรรมการ...


.........................
และนี่...คืออีกหนึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่ดี คือเมื่อเลิกกิจกรรมใดๆเราช่วยกันคนละไม้คนละมือ จัดเก็บสถานที่ให้เรียบร้อยเช่นเดิมโดยไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ของฉัน หรือของเธอ แล้วท่านผู้อ่านคิดว่า...วัฒนธรรมดีๆ มีส่วนช่วยพัฒนาองค์กรไหม? แล้วใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบคะ?
เรื่องแรก ที่เราลงมือทำ คือ จดหมายข่าวจากประธาน เชิญชวนให้ยิ้มและกล่าวทักทายสวัสดีกันเมื่อเจอหน้ากัน
เรื่องที่ 2 คือ การหานิทาน หรือเรื่องเล่าดีๆที่แฝงสาระมากมาย มาให้น้องทราย ประชาสัมพันธ์เสียงหวานอัดสปอต และเปิดเสียงตามสายให้ฟัง
เรื่องที่ 3 คือ คอยย้ำเตือนผู้คนที่สัญจรเข้าออกศูนย์อนามัยที่ 10 ผ่าน รปภ.ที่น่ารักทุกท่าน ให้เปิดไฟใส่หมวกกับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ และให้คาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ขับรถยนต์ และนำโปสเตอร์เรื่องการใช้กฎจราจรติดไว้ที่ป้อมยาม เพื่อเตือนผู้ใช้รถเข้า/ออกศูนย์นามัยที่ 10 พร้อมคอยกำกับให้ รปภ.คอยบันทึกจำนวนผู้ที่ปฏิบัติ/ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร เพื่อได้มีข้อมูลอ้างอิงกับองค์กรต่อไป


เรื่องที่ 4 คือ การพยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่ศูนย์อนามัยที่ 10 มีกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกันในวันพุธสุดท้ายของเดือน ต่อไปจะพยายามให้มากกว่านี้ โดยเน้นสันทนาการ เป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนที่จะแยกย้ายกันไปออกกำลังกายตามถนัด
ลองตามดูกิจกรรมครั้งแรกเมื่อ พุธที่ 29 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ด้วยกันค่ะ



ภาพการลงทะเบียนเพื่อประทับตราสัญญลักษณ์
ว่าได้เข้าร่วมกิจกรรม ครั้งที่ 1


นี่เลยกิจกรรมอันดับแรก..วัดสัดส่วน



กิจกรรมอันดับต่อมา..ยืดเหยียดด้วยกัน

กิจกรรมต่อมาพี่อ้อยให้แต่ละคนวาดรูปตัวเอง
ใส่กระดาษ เอาชนิดที่มองปุ๊บรู้ปั๊บเลยว่า..ใคร อิอิ

ดูต่างคนต่างตั้งใจวาด สุดฝีมือ
........................
กติกามีอยู่ว่าเอาภาพมาคละกัน แล้วแจกจ่ายไปใหม่และให้ทายว่าภาพที่เราได้นั้นเป็นภาพใคร ให้หาเจ้าของภาพให้เจอ พร้อมสอบถามว่าเขาชื่อ อะไร อยู่ที่ไหน ชอบ-ไม่ชอบอะไร



ดูความโกลาหล ในการหาเจ้าของภาพ..
ประเมินได้ถึงฝีมือการวาดภาพของแต่ละคน อิอิ
ใครหาเจ้าของไม่เจอ ก็ต้องเอาภาพออกมาโชว์เพื่อให้เจ้าตัวออกมาเฉลย อย่างตัวอย่างข้างบนคุณหมอวิสุทธิ์ จำชื่อน้องมาเรียมไม่ได้
แต่..คุณหมอรับสารภาพอย่างน่ารักมากๆว่า..
"พี่หมอนี่แย่จังที่จำชื่อน้องไม่ได้ ทั้งๆที่น้องคอยยกน้ำชากาแฟให้บ่อยๆ ความจริงพี่หมอต้องขอโทษและขอบคุณน้องมากๆที่ช่วยเหลือตลอดมา "
ถ้าท่านผู้อ่านเป็นน้องมาเรียมจะโกรธคุณหมอ(รูปหล่อด้วย) ลงไหมคะ นี่คือตัวอย่างของวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ที่เมื่อผู้ใหญ่ทำผิดแล้วกล้ากล่าวคำว่า
"ขอโทษ"


หลังจากนั้นเราก็ไปเดินออกกำลังกาย ในสวนสุขภาพด้วยกันก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปออกกำลังกายตามถนัดต่อไป
จากกิจกรรมข้างบนน่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่า องค์กรมีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางที่เป็น Role Model ในด้านพฤติกรรมสุขภาพ ให้คนอื่นๆได้ซึมซับและปฏิบัติตาม
เฮ้อ....ปาดเหงื่อ

ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เราได้เห็นวัฒนธรรมดีๆ ขององค์กรเราหลายอย่างที่ควรรักษาสืบไป แล้วใช่ไหมคะ


สวัสดีค่ะ
***แวะมาชื่นชมกิจกรรมดีๆ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะน้องเขี้ยว
พี่มาเรียนรูด้วยนะคะ เพราะเห็นเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเอง คนรอบข้าง
รวมทั้งเด็กน้อย เวลาเด็กน้อยรูสึกล้าก็จะนำกิจกรรมยืดเหยี่ยดไปสลับให้สบายกายาค่ะ
และชอบมากค่ะ หากสังคมใดมีความคิดเป็นกุศลจิต พูดจาภาษาคนแบบบวกๆ มีเหตุผล และรู้จักให้เกียรติคนอื่นสังคมนั้นจะน่าอยู๋ค่ะ
ขอบคุณค่ะที่นำเรื่องราวดีมีประโยชน์มาแบ่งปัน
วันนี้พี่ครูต้อยรู้สึกอิ่มใจกับบันทึกนี้ค่ะ
สวัสดีคะพี่เขี้ยว
วัฒนธรรม กิจกรรมแบบนี้ ดีมากๆ คะ ชอบคะ ทุกคนยิ้มหน้าสดใสมีความสุขมากนะคะ
ตามมาอ่านโอโหพี่งานเต็มเลยนะเนี่ย มาดูพี่สบายดีนะครับ...
พี่เขี้ยวขา
วัฒนธรรมองค์กร...ปรับและเปลี่ยนได้ตามยุคและสมัยนะคะ
ทุกคนในองค์กรนั่นแหล่ะต้องเป็นคนเห็นชอบและร่วมรับผิดชอบ
วัฒนธรรมบางวัฒนธรรมองค์กรเราเห็นว่าดีแต่องคกรอื่นรับไม่ได้...จำเป็นต้องปรับไหม
ถ้าคนในองค์กรเราโอเค มีความสุข เห็นว่าถูกต้อง ยอมรับได้..ก็ใช้ได้ใช่ไหมคะ
อย่างวัฒนธรรมครอบครัว G2K เจอกันแล้วกอด....ถามว่าดีไหม..เราตอบดี..
แล้วองค์กรอื่นละคะ....เขาจะตอบเช่นไร...เป็นว่า...อยากกอดพี่เขี้ยวจัง
กิจกรรมน่ารักมากค่ะ
มีประโยชน์ เห็นรอยยิ้มบุคลากร ชื่นใจค่ะ
องค์กรคงบรรลุเป้าประสงค์นะคะ
สวัสดีครับ ถ้าถามเรื่องสุขภาพ ยังไม่มีอะไรแสดงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็นว่าผิดปกติ นอกจากความรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงไปอีกนิด.....อิอิ.อิ ขอขอบพระคุณคุณหมอสมองใสใจดีมีคุณภาพมากมาย ที่ระลึกนึกถึงกันสม่ำเสมอมิเคยขาด ขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ โชคดีครับ
สวัสดีค่ะ
วัฒนธรรมในองค์กร เราต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี... อย่างเช่นการมาสาย...ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ทุกคนต้องอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง...