ในเวทีนักประเมินของ สสส. ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่ผมได้เปิดประเด็นไว้ว่า . . . การทำงานของสมองทั้งสองฝั่ง (ซ้ายและขวา) เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สมองฝั่งซ้ายใช้ “เหตุผล” เป็นหลัก เหมาะสำหรับวิเคราะห์ (analyze) และสังเคราะห์ (synthesize) เหมาะกับการมองเชิงระบบในลักษณะที่เป็นกลไก ในขณะที่สมองฝั่งขวาใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ อาศัยการใช้จินตนาการ (imagination) เป็นการมองเชิงระบบแบบบูรณาการ คือเห็นการเชื่อมร้อยในลักษณะเครือข่ายที่เป็นการโยงใย “เหตุปัจจัย” ต่างๆ เข้าด้วยกัน
ที่ผมพูดขึ้นมาเป็นเพราะต้องการจะชี้ให้เห็นว่า . . . คนในสังคมส่วนใหญ่มักจะติดการใช้สมองฝั่งซ้ายมากเกินไป ผมไม่ได้บอกว่าการใช้สมองฝั่งซ้ายไม่ดีนะครับ เพียงแต่ต้องการจะสื่อออกไปว่า ถ้าเราไม่ใช่สมองฝั่งขวา ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเรา มนุษย์ที่แท้ต้องมีความสามารถในการใช้สมองทั้งสองฝั่งอย่างสมบูรณ์และสมดุล
ในแง่ของ “การประเมิน” ก็เช่นกัน การที่เราใช้แต่สมองฝั่งซ้าย จะทำให้เรามองหาแต่สิ่งที่เป็น “รูปธรรม” เราจะทำการประเมินแต่สิ่งที่วัดได้ในเชิงปริมาณ เราอาจมองผ่านบางสิ่งบางอย่างหรือมองข้ามสิ่งที่เป็น “นามธรรม” ไป เราอาจใช้ “เกณฑ์การประเมิน” ที่อยู่ในกรอบของเหตุและผล ยึดถือความคิดเห็นของตนเป็นที่ตั้ง จนอาจมองข้าม “ชีวิตจิตใจ” ของผู้ที่เกี่ยวข้องไปโดยปริยาย
ในวง AAR ช่วงสุดท้าย ได้มีผู้เอ่ยขึ้นมาว่า . . . เคยอ่านหนังสือชื่อ . . . ซึ่งเขียนโดย . . . ในนั้นบอกไว้ว่า “การใช้สมองฝั่งขวาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำไปตามกิเลส สมองฝั่งขวาเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา . . .” ผมฟังแล้วก็อึ้ง เพราะเท่าที่รู้มาเรื่องกิเลสตัณหามันไม่เลือกหรอกว่าจะมาจากสมองฝั่งไหน หลายครั้งทีเดียวที่กิเลสมันแทรกซึมเข้าไปใช้สมองฝั่งซ้ายได้อย่างแนบเนียน เป็นต้นว่า เราอยากได้รถคันใหม่ ความอยากนี้มันต้องอาศัยสมองฝั่งซ้าย ด้วยการอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมเราจึงสมควรซื้อรถคันใหม่ คันเก่ามันไม่ดีอย่างไร คันใหม่คุ้มค่ากว่าอย่างไร กิเลสรู้วิธีที่จะใช้สมองฝั่งซ้ายได้อย่างแยบคาย จนทำให้เราหลงกล หรือหลงเหตุผลที่มันหยิบยกขึ้นมาจนได้
ส่วนการทำงานของสมองฝั่งขวา ผมเองกลับมองไปในทางตรงกันข้าม เพราะมันพยายามเชื่อมโยง “เหตุปัจจัย” ต่างๆ เข้าด้วยกัน มันพยายามนำเสนอ “ความจริง” นำเสนอสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น แต่อย่างที่บอกไว้แล้วครับว่า เรามักไม่เคยถูกฝึกมาในแนวนี้ ยกเว้นผู้ที่ปฏิบัติธรรม หรือที่เคยเจริญภาวนามาแล้วบ้าง ผมเองเชื่อว่าเส้นทางของการภาวนาจะสามารถพัฒนาการทำงานของสมองฝั่งขวาได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยกับผู้ที่พูดว่า . . . “สมองฝั่งขวาเป็นเรื่องที่อันตราย เป็นเรื่องที่ทำให้เราทำไปตามกิเลส”
สาเหตุหลักที่ผมต้องนำเรื่องนี้กลับมาพูดอีกที โดยที่ไม่ยอมให้มันผ่านไป ไม่ใช่เป็นเพราะผมต้องการหักล้างหรือสร้างความขัดแย้งในเชิงคำพูด หากแต่ว่าอยากแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าแม้แต่เรื่องการใช้ KM ก็ตาม ถ้าท่านทำตาม Model ของสคส. ซึ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เน้นการพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เน้นการทำสุนทรียสนทนา (Dialogue) หรือที่เรียก KM แบบนี้ว่า “Human KM” นั้น ผมมองว่านี่ก็เป็นกระบวนการพัฒนาการใช้สมองฝั่งขวาด้วยเช่นกัน
สรุปว่าเส้นทางที่เลือกใช้ อาจหมายถึงการเจริญภาวนา (ซึ่งก็มีเทคนิคให้เลือกมากมาย) หรือว่าอาจจะเป็นการใช้กระบวนการ KM ก็ตาม สิ่งที่ได้ก็คือการทำให้สมองฝั่งขวาได้รับการพัฒนา ซึ่งผมมองว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นจริงมากยิ่งขึ้น . . . แน่นอนครับว่า สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านความคิดออกมา ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม นั่นไม่ใช่สาระสำคัญอะไร สิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ตรงที่ . . . ท่านต้องไม่เชื่อความคิดใดๆ หากแต่ต้องไปทดลองทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตนเองว่าตกลงแล้วมันเป็นอย่างไร จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วความรู้ หรือคำตอบของคนอื่นไปใช้ในการถกเถียงให้เหนื่อยเปล่า !!
รู้สึกว่าเนื้อหาอาจจะหนักไป เอารูปที่ถ่ายที่คุ้มแม่น้ำท่าจีนหม่อมไฉไล (สถานที่จัดเวทีนักประเมิน) มาให้ดูดีกว่า
ริมแม่น้ำท่าจีน ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามี slide ที่ใช้ในวันนั้นด้วย
อาจารย์ครับ ใช้ทั้งสองซีกเลยใช้อย่างไรครับ หรือใช้แบบสมดุลทั้งสองซีก หรือว่า แล้วแต่สถานการณ์ ครับ
แต่อย่างไรผมก็มองว่า ซีก"เหตุปัจจัย" สำคัญเอามากๆเลยในฐานะ KM คือ กระบวนการที่ช่วยให้องค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีความสุขเป็นฐาน
จินตนาการสร้างสุข เพื่อประโยชน์ ความพึงพอใจของคนในองค์กร...?!
สวัสดีค่ะอาจารย์
รูปเด็กน่ารักจังค่ะ
สำหรับดิฉันเอง คงเริ่มที่ฝั่งขวาก่อน อ่าน ฟัง รับรู้ถึความรูสึก ถึงสิ่งที่ผู้เล่าอยากจะสื่อ
แล้วจึงมาย่อยข้อมูลออก แล้วมาที่สมองซีกซ้าย วิเคราะห์ สังเคราะห์ออกมา จึงจะได้มาซึ่งความรู้ที่คิดว่าถูกต้องเหมาะสมค่ะ แล้วก็ นำความรู้ที่ได้นี้ ไปบูรณาการกับแนวคิดหรือหลักการจัดการอื่นๆของดิฉันต่อไปค่ะ
สวัสดีค่ะ
***พบใช้ฝั่งขวามากเกินจนเป็นทุกข์บ่อยๆค่ะ
เรียน ท่านอาจารย์ครับ
ต้องบอกก่อนว่าผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองนะครับ
แต่ผมคิดว่า สมองทั้ง2ซีก ปนด้วยกิเลสได้ครับ ซึ่งซีกขวาเอง การจินตนาการ ก็อาจจะออกไปในทางที่ไม่ดีได้เหมือนกัน หรือซีกซ้ายที่ทำให้คนเราถือตัวตนอย่างแรงกล้าก็ตาม ซึ่งความคิดที่ผมเสนอนี้ ก็ต้องยอมรับว่ามาจากกรอบแนวคิดตามหลักพุทธศาสนา ว่าปุถุชนอย่างเราๆ ล้วนยังมีอวิชชา(ความไม่รู้)ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัณหา ในขณะที่ทุกวันนี้เราก็ใช้สมองทั้ง 2 ซีก จึงน่าจะสรุปได้ว่า ไม่ใช่ซีกใดซีกหนึ่งซีกเดียวที่ทำไปตามตัณหา
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าคิดเกี่ยวกับสมองซีกขวาเหมือนกันนะครับ หลังจากที่ผมได้ฟังเรื่องนี้จากท่านอาจารย์ในชั้นเรียน ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นหลายข้อเหมือนกันครับ
ผมสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองและจิตใจในแง่ต่างๆ
ซึ่งผมก็ตั้งคำถามออกมาเป็นเรื่องๆ(ถามแบบไม่รู้อะไรเลยนะครับ) เช่นว่า ว่าถ้าคนเราใช้สมองเพียงด้านขวาได้เพียงด้านเดียวจะเกิดอะไรขึ้น ก็ได้คำตอบจากคุณหมอ(คุณพ่อและพี่ชาย) ว่าจะมีอวัยวะที่ใช้การไม่ได้ และอื่นๆ (เนื่องจากผมถามเมื่อนานแล้ว เลยลืมรายละเอียดครับ) จากคำตอบที่ผมได้รับ จึงคิดว่าในสภาพจิตใจที่สงบ ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ เจริญภาวนาต่างๆ สมองก็ยังต้องทำงานทั้ง 2 ซีก เพียงแค่ว่าปริมาณการทำงานอาจจะต่างกัน
ทีนี้ผมก็สงสัยอีกว่า เอ๋ ถ้าเป็นคนที่เน้นใช้สมองด้านขวา หรือ ใช้ด้านขวามากกว่าด้านซ้าย จะเป็นคนที่จิตใจสงบกว่าคนที่ใช้ด้านซ้ายเยอะหรือเปล่า ซึ่งก็ได้ความรู้อีกว่า คนที่ถนัดซ้าย หรือใช้มือซ้ายบ่อยๆ คือการใช้มือซ้าย จะใช้สมองซีกขวาทำงาน เช่น การขยับมือซ้าย สมองขวาจะทำงาน ผมเลยคิดว่า เอ๋ ถ้าแบบนั้นเราก็ฝึกสมองซีกขวาได้ด้วยการขยับมือซ้ายสิ ก็สงสัยไปตามภาษาคนไม่รู้น่ะครับ
และผมก็สงสัยต่อไปถึงว่า อย่างเพราะอรหันต์ที่ท่านตัดกิเลสหมดสิ้นแล้ว สมองท่านจะทำงานสมดุลย์กันทั้งซ้าย ขวาแบบพอดีเลยหรือเปล่า ซึ่งก็คงจะหาคำตอบไม่ได้ (ชักออกนอกเรื่องแล้ว) ซึ่งคำตอบที่ผมได้ฟังจริงๆแล้วก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนะครับ
หากท่านอาจารย์พอมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมองกับจิตใจ อยากจะขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยถ่ายทอดด้วยครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ไม่ได้แวะมาเสียนาน ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ
ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่องสมองซีกขวากับกิเลสนี่เองครับ คนคิดก็ช่างคิดนะครับ..แ่ต่ทั้งวิธีคิด หรือการมาวิเคราะห์แยกแยะว่าอะไรขวาอะไรซ้าย ผมว่ามันก็เท่ากับทำงานแบบสมองซีกซ้ายใช่ไหมครับ
ผมแปลกใจที่คนโยงสมองซีกซ้ายกับความคิดเชิงวิเคราะห์ ...แทนด้วย ภาษา แล้วโยงสมองซีกขวาเข้ากบการคิดเป็นภาพ แล้วถ้าคนไม่รู้ภาษาเท่ากับว่าเขาใช้สมองซีกซ้ายไม่ได้ กับคนตาบอดใช้สมองซีกขวาไม่ได้หรือครับ
ถ้าผมมองในแง่ที่ว่า ความคิดของคนมีพื้นฐานจากประสาทสัมผัส ทั้ง 6 (รวมใจด้วย) ถ้าเปลี่ยนว่าวิธีคิดแบบซ้าย คือคิดแบบ bottom up คือเชื่อมโยงส่วนย่อยขึ้นไป ซึ่งโดยปกติจะเริ่มจากลักษณะที่เกิดจากประสาทสัมผัสชนิดหนึ่งก่อน แล้วเชื่อมโยงความคิดขึ้นไป การทำแบบนี้คือการเชื่อมโยงจะมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป แต่อาจจะผิดทิศ หรือหลุดภาพรวมไป นอกจากนี้ capacity หรือ จำนวน node สำหรับเชื่อมโยงของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ทำให้การคิดเชิงวิเคราะห์แต่ละคนอาจจะลึกซึ้งได้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับพรสวรรค์บ้าง หรือการฝึกฝนบ้าง แต่อย่างไรก็คือว่ามีขอบเขตจำกัดของการวิเคราะห์ ดังนั้นไม่ว่าจะคิดเป็นภาพเป็นสัญลักษณ์ เป็นเสียงเป็นกลิ่น แต่ถ้ากระบวนการคิดเป็นแบบ หนึ่งไปสองไปสาม ก็ไม่พ้นกระบวนการ "ซ้าย" อยู่ดี ตรงนี้ผมเห็นบางคนบอกว่าคิดเป็นภาพๆ แต่พอใช้ภาพเดิมซ้ำๆ ภาพนั้นก็กลายเป็นสัญลักษณ์ไป กระบวนการที่เดิมเคยเป็นขวามันก็กลายเป็นซ้ายไป เพราะจะว่าไปทั้งตัวเลขตัวอักษร เดิมมันก็มีคุณค่าใ นฐานะ"ภาพ" ภาพหนึ่งเหมือนกัน แต่สุดท้ายภาพๆ นั้นถูกลดทอนลงเป็น 1 สัญลักษณ์เท่านั้น คือสิ้นสถานภาพที่เป็น "ภาพ" ไปแล้ว
ขณะที่วิธีคิดแบบขวา คือ Top down คือเริ่มจากมวลความคิดที่เป็นมวลรวมของประสาทสัมผัสก่อน (เพราะที่มาของความคิดย่อมไม่เกินประสาทสัมผัสใช่ไหมครับ คือหากเราคิดในสิ่งที่นอกเหนือประสาทสัมผัส เราก็จะแปลงรูปมันให้อยู่ในรูปที่เราเข้าใจได้ อย่างกรณีสูตรคณิตศาสตร์ต่างๆ) แล้วค่อยกระเทาะออก ซึ่งทำให้นำไปสู่คำตอบได้รวดเร็ว (ที่เข้าใจว่าเป็น..ความรู้สึก) แต่อาจจะเชื่อมโยงที่มาไม่ได้ แล้วก็อาจจะหลุดรายละเอียดไป
วิธีิคิดหรือคำตอบ มันก็เลยดูเหมือนเบลอๆ หรือเป็นเชิงความรู้สึก เชิงคุณภาพ หรืออะไรก็ว่าไป ดังนั้นกระบวนการคิดแบบมวลรวมมันไม่มีขอบเขตของภาพรวม แต่ในทางกลับกันคือไปเจอขอบเขตของกระบวนการกระเทาะ ซึ่งก็ขึ้นกับพรสวรรค์ หรือขึ้นกับการฝึกฝนเหมือนกัน
ถ้ามองในแง่มุมเหล่านี้ ไม่ว่าจะตัวหนังสือ หรือภาพมันก็ไม่ใช่ปัจจัย ปัจจัยคือกระบวนการคิด ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกี่ยวกับสมองซีกใดซีกหนึ่งแล้วก็เลยมาเชื่อมโยงกับอวัยวะในร่างกายซีกใดซีกหนึ่งไปด้วย (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบซ้ายแล้ว)
ซึ่งผมคิดว่าหากอธิบายแบบนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับ model ของอาจารย์ คือกระบวนการซ้ายคือวิเคราะห์สังเคราะห์ ขณะที่กระบวนการขวาคือ story telling, dialogue คือไม่จับผิด ไม่แยกแยะ รับไว้ทั้งหมด แล้วนำไปสู่คำตอบ (หรืออาจไม่ใช่รูปของคำตอบ) เลย
ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองนะครับ แต่เคยพยายามอธิบายวิธีคิดแบบสมองซีกซ้าย-ขวาออกมาแบบนี้ เพื่อสร้างโมเดลกระบวนการคิดแบบซ้าย-ขวา ที่นอกไปจากว่า ซ้ายคือภาษา ขวาคือรูปภาพ หรือซ้ายคือลอจิก ขวาคือความรู้สึก น่ะครับ เลยขอเอาความคิดมาขายแถวๆ นี้ด้วย 8>
ต่ออีกนิด
หากดูจากพุทธประวัติ ผมคิดว่าจะได้ภาพของโมเดลนี้ชัดเจน
คือพระพุทธเจ้า เริ่มจากการคิดวิเคราะห์ก่อน ความจริงจะเห็นได้ัชัดว่าส่วนมากในพระไตรปิฏกอธิบายความในลักษณะวิเคราะห์ได้ละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน มีที่มาที่ไป ซึ่งแสดงถึงรูปแบบของสมองซีกซ้ายอย่างชัดเจน ร่วมกับเรื่องเล่านิทานบ้าง หรืออิงประสบการณ์บ้าง ซึ่งเป็นกระบวนการของสมองซีกขวา
ซึ่งถ้าดูจากพุทธประวัติ ก่อนที่จะตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะ คิด วิเคราะห์ หาเหตุผล ทำการทดลอง ฯลฯ ทุกอย่างมาก่อน (กระบวนการของสมองซีกซ้าย) แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนนำไปสู่การ "ปล่อยวาง" (รูปแบบนี้พบอีกครั้งตอนพระอานนท์บรรลุธรรม มีอีกหลายรูป แ่ต่จำชื่อไม่ได้) จึงเกิดกระบวนการตรัสรู้ หรือบรรลุธรรมใแบบ intuition (กระบวนการสมองซีกขวา) แต่เวลาอธิบายธรรมก็จะใ้ช้วิธีวิเคราะห์ เชื่อมโยง อีกครั้ง
ในพระไตรปิฏก เมื่อพระพุทธเจ้าเทศนา จะเริ่มจากการเล่าเรื่อง หรือยกตัวอย่างประสบการณ์ของพระองค์ หรือของบุคคลที่เป็นเป้าหมาย โดยยิงไปที่ประเ็ด็นที่นำไปสู่คำตอบก่อนเลย (กระบวนการสมองซีกขวา) ซึ่งขณะนั้นผู้ฟังจะเริ่มเกิด intuition ในระดับหนึ่งแล้ว จากนั้นพระองค์จะปิดท้ายด้วยการไ่ล่ที่มาที่ไปเป็นขั้นเป็นตอน เป็นลำดับ (กระบวนการสมองซีกซ้าย) ซึ่งพอจบทั้งสองกระบวนแล้ว ผู้ฟังก็จะบรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ อันนี้เรียกว่าเป็นรูปแบบมาตรฐานในพระไตรปิฏกเลยก็ว่าได้
หากดูจากประวัติของพระอรหันต์ ก็จะพบสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือฟังเทศน์ ซึ่งเป็นเรื่องเล่า (เกิด intuition) แล้วปิดท้ายด้วยการเชื่อมโยง (analyze) จบกลายเป็นพระอรหันต์ทันที อีกรูปแบบหนึ่งคือ ไม่ยอมปล่อยวาง ยังมีจิตยึดมั่น (มองเป็น pieces ไม่เป็น whole ไม่เกิดกระบวนการ intuition) ก็จะใช้วิธีปฏิบ้ติภาวนา ใช้กระบวนการหนึ่งทำซ้ำๆ จนไม่รู้จะทำอะไรกับมันแล้ว (พบว่าไล่อีกกี่ pieces ก็ไม่นำไปสู่ whole) เกิด intuition จากนั้น analyze ธรรมที่เกิดขึ้น เป็นอันว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์
อันนี้ตัวอย่างการวิเคราะห์พระไตรปิฏกครับ ผมใช้กระบวนการ intuition+analyze ที่เสนอไว้นี่แหละครับ เป็นโมเดลในการวิเคราะห์
ขอบคุณจุมพฏมากครับสำหรับการบรรยายที่มาจากสมองฝั่งซ้ายและขวา . . . ที่เราพูดมาต้องผ่านภาษาซึ่งผมเข้าใจว่าก่อต้องใช้สมองฝั่งซ้ายอยู่ดี
ที่อาจารย์โสรจถามมา ผมว่าเป็นคำถามที่ดีมาก อ่านที่คุณจุมพฏอธิบายแล้วคงจะได้คำตอบไปบ้างนะครับ . . . ผมเองที่สนใจเรื่องนี้เพราะมีความรู้สึกว่า "ตัวเอง" ใช้สมองฝั่งซ้ายค่อนข้างมาก จนกระทั่งได้รู้จักกับกระบวนการ Human KM (และการเจริญภาวนา) จึงเริ่มรู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไป ไม่แน่ใจว่าใช้สมองฝั่งซ้ายน้อยลง หรือว่าใช้สมองฝั่งขวามากขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าในที่สุดแล้วต้องใช้สมองทั้งซ้ายและขวา
ส่วนจิตใจผมมองว่าเป็นคนละส่วนกัน สมองเป็นส่วนของกาย แต่จิดใจน่าจะเป็นนายของสมอง ซึ่งเรื่องนี้ osho พูดไว้บ่อยมากว่า คนทั่วไปมักเอาสมองเอาความคิดมาเป็นใหญ่ เอา "หัว" มาเป็นนายไปซะฉิบ !!
ขอบคุณคุณจุมพฎที่วิเคราะห์และอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ
เรียน ท่านอาจารย์ครับ
ผมเห็นด้วยกับเรื่องจิตเป็นนาย ของสมองนะครับ
ในตัวพุทธศาสนาเองก็มี กล่าวไว้เช่นกันครับ เรื่อง จิตที่เป็นนาย ส่วนอีกๆทำงานภายใต้การควบคุมของจิตครับ แต่ก็ไม่ทั้งหมดนะครับ ก็จะมีประสาทบางตัวที่ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลย์ของเราแบบเป็นautomatic เช่น ควบคุมการเต้นของหัวใจ เป็นต้น ครับ
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะแย้งสิ่งที่อาจารย์เขียนมาเกี่ยวกับสมองซีกขวานะครับ จริงๆแล้วผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ เพียงแต่ว่า ผมเห็นว่า ยังเป็นการเห็นด้วยซึ่งผมควรจะหาความรู้เพิ่มเติมครับ
ซึ่งผมก็ยังหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ จากการอ่านบ้าง ถามบ้าง ซึ่งก็ได้ฟังเพิ่มเติมมาอีกครับ ว่า ที่เราบอกว่าสมองซีกซ้าย-ขวา ทำงานเกี่ยวกับเรื่องอะไร ได้มาจากงานวิจัย ซึ่งดูจากคลื่นสมอง ของคนที่ทำงานอย่างหนึ่งๆ หากคิดวิเคราะห์ก็จะมีคลื่นจากสมองซีกซ้ายออกมามากกว่าซีกขวา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะวิเคราะห์ สังเคราะห์ ก็จะทำงานไปพร้อมกันทั้ง 2 ซีก เพียงแต่อัตราส่วนในการทำงานแตกต่างกัน
สำหรับเรื่องการควบคุมอวัยวะนั้น อาจเป็นการจำแนกอธิบายที่แตกต่างกันนิดหน่อย คือ สมองอาจแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหน้า(ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดทั้งหมด) ส่วนกลาง(ควบควบอวัยวะ) และส่วนท้าย
ผมจึงคิดว่า ที่ผมได้กล่าวถึงการขยับมือซ้าย สมองซีกขวาจะทำงาน อาจจะเป็นการอภิปราย ภายใต้การแบ่งหมวดหมู่ที่ต่างกันครับ
ขอแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อนครับ ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
เรื่องสมอง . . . ผมมีประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมองมาแชร์ . . . ลองคลิกเข้าไปดูใน linkนี้ ครับ
ถ้าเรื่องสมองฟังดูหนักไป จะทำแบบ "เจ้าลิงจ๋อ" สองตัวนี้ก็ได้
(ถ่ายจากมุมหนึ่งในสวนคุ้มแม่น้ำท่าจีน หม่อมไฉไล)
อาจจะนอกเรื่องไปสักนิด แต่ที่ยกตัวอย่างเรื่องพระไตรปิฏก เพราะอยากชี้ให้เห็นว่า OSHO ใ้ช้วิธีเดียวกันด้วยน่ะครับ
เวลาอ่านหรือฟัง OSHO เขาถึงว่าไม่ต้องคิดตาม เพียงแต่อ่าน หรือฟังเฉยๆ ส่วนกระบวนการฝึกหลายๆ อย่างก็สร้างมาเ พื่อลดกระบวนการเชื่อมโยงทางสัญลักษณ์น่ะครับ ให้อยู่กับ here และ now ด้วยสติเพียงอย่างเดียว สัญลักษณ์ต่างๆ จะกลายเป็นเพียงภาพ (สักแต่ว่าเห็น) และเป็นสัญลักษณ์เองในเวลาเดียวกัน (รูป-นาม) สนุกดีครับ
สวัสดีครับอาจารย์
ในมุมมองของผมมีสิ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะยิ่งใหญ่ กว่าสมองนั่นคือ "จิต" ครับ ถ้าจิตนิ่งแล้ว ไม่ว่าจะคิดด้วยสมองด้านใดก็ดีทั้งนั้น แนวคิดนี้ผมได้มาจากอ. วรภัทร์ (ท่านไร้กรอบ) เรื่อง จิต สติ ความคิด ครับ
มาเรียนรู้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
“การใช้สมองฝั่งขวาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำไปตามกิเลส สมองฝั่งขวาเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา . . .”
ผมอ่านแล้วก็ยัง "อึ้ง" เหมือนกันครับ
คิดได้อย่างไรเนี่ย
ผมเดาว่า คนพูดนั้น "สับสน"
เนื่องจาก "สมองซีกขวา" มีลักษณะไม่เป็นเส้นตรง จึงดูเหมือนควบคุมไม่ได้
อะไรที่มนุษย์รู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ สัญชาตญาณก็จะปกป้อง โดยมองว่าเป็นภัยคุกคาม
เช่นเดียวกับ "กิเลสตัณหา" ที่มนุษย์รู้สึกกลัวและรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้
จึงอาจทำให้ บางคนโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน
ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ประพนธ์ ที่ได้เป็นเสมือน "อาจารย์ Zen" ซึ่งทำให้ผมตาสว่าง และรู้เคล็ดลับวิธีของการใช้ "สมองซีกขวา"
ผมพยายามใช้สมองซีกขวามานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการใช้สมองซีกขวา ภายใต้การบัญชาการของสมองซีกซ้าย
จนกระทั่งบัดนี้ จึงเริ่ม "เ้ข้าถึง" การประสานและร่วมมือของสมองทั้งสองซีก
ยินดีที่ได้รับความรู้จากสำนัก BeyondKM นะครับ
ขอบคุณเจริญชัยเช่นกันครับ ที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับสังคมเสมอมา ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ต้องพาแฟนคลับผมเข้าไปอ่านบทความใน Siam Intelligence Unit ที่ http://www.siamintelligence.com/when-siu-meets-master-zen/
ขอให้โชคดี มีแฟนคลับมากๆ ครับ ผมได้อ่านบทความในมติชนแล้ว ชอบมากครับ