ผมไม่ได้บอกว่าการใช้สมองฝั่งซ้ายไม่ดีนะครับ เพียงแต่ต้องการจะสื่อออกไปว่า ถ้าเราไม่ใช่สมองฝั่งขวา ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเรา มนุษย์ที่แท้ต้องมีความสามารถในการใช้สมองทั้งสองฝั่งอย่างสมบูรณ์และสมดุล

         ในเวทีนักประเมินของ สสส. ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่ผมได้เปิดประเด็นไว้ว่า . . . การทำงานของสมองทั้งสองฝั่ง (ซ้ายและขวา) เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สมองฝั่งซ้ายใช้ เหตุผล เป็นหลัก เหมาะสำหรับวิเคราะห์ (analyze) และสังเคราะห์ (synthesize) เหมาะกับการมองเชิงระบบในลักษณะที่เป็นกลไก  ในขณะที่สมองฝั่งขวาใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ อาศัยการใช้จินตนาการ (imagination) เป็นการมองเชิงระบบแบบบูรณาการ คือเห็นการเชื่อมร้อยในลักษณะเครือข่ายที่เป็นการโยงใย เหตุปัจจัย ต่างๆ เข้าด้วยกัน

         ที่ผมพูดขึ้นมาเป็นเพราะต้องการจะชี้ให้เห็นว่า . . . คนในสังคมส่วนใหญ่มักจะติดการใช้สมองฝั่งซ้ายมากเกินไป ผมไม่ได้บอกว่าการใช้สมองฝั่งซ้ายไม่ดีนะครับ เพียงแต่ต้องการจะสื่อออกไปว่า ถ้าเราไม่ใช่สมองฝั่งขวา ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเรา มนุษย์ที่แท้ต้องมีความสามารถในการใช้สมองทั้งสองฝั่งอย่างสมบูรณ์และสมดุล

         ในแง่ของ การประเมิน ก็เช่นกัน การที่เราใช้แต่สมองฝั่งซ้าย จะทำให้เรามองหาแต่สิ่งที่เป็น รูปธรรม เราจะทำการประเมินแต่สิ่งที่วัดได้ในเชิงปริมาณ เราอาจมองผ่านบางสิ่งบางอย่างหรือมองข้ามสิ่งที่เป็น นามธรรม ไป เราอาจใช้ เกณฑ์การประเมิน ที่อยู่ในกรอบของเหตุและผล ยึดถือความคิดเห็นของตนเป็นที่ตั้ง จนอาจมองข้าม ชีวิตจิตใจ ของผู้ที่เกี่ยวข้องไปโดยปริยาย

         ในวง AAR ช่วงสุดท้าย ได้มีผู้เอ่ยขึ้นมาว่า . . . เคยอ่านหนังสือชื่อ . . .  ซึ่งเขียนโดย . . . ในนั้นบอกไว้ว่า การใช้สมองฝั่งขวาจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำไปตามกิเลส สมองฝั่งขวาเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา . . . ผมฟังแล้วก็อึ้ง เพราะเท่าที่รู้มาเรื่องกิเลสตัณหามันไม่เลือกหรอกว่าจะมาจากสมองฝั่งไหน หลายครั้งทีเดียวที่กิเลสมันแทรกซึมเข้าไปใช้สมองฝั่งซ้ายได้อย่างแนบเนียน เป็นต้นว่า เราอยากได้รถคันใหม่ ความอยากนี้มันต้องอาศัยสมองฝั่งซ้าย ด้วยการอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมเราจึงสมควรซื้อรถคันใหม่ คันเก่ามันไม่ดีอย่างไร คันใหม่คุ้มค่ากว่าอย่างไร กิเลสรู้วิธีที่จะใช้สมองฝั่งซ้ายได้อย่างแยบคาย จนทำให้เราหลงกล หรือหลงเหตุผลที่มันหยิบยกขึ้นมาจนได้

         ส่วนการทำงานของสมองฝั่งขวา ผมเองกลับมองไปในทางตรงกันข้าม เพราะมันพยายามเชื่อมโยง เหตุปัจจัย ต่างๆ เข้าด้วยกัน มันพยายามนำเสนอ ความจริง นำเสนอสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น แต่อย่างที่บอกไว้แล้วครับว่า เรามักไม่เคยถูกฝึกมาในแนวนี้ ยกเว้นผู้ที่ปฏิบัติธรรม หรือที่เคยเจริญภาวนามาแล้วบ้าง ผมเองเชื่อว่าเส้นทางของการภาวนาจะสามารถพัฒนาการทำงานของสมองฝั่งขวาได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยกับผู้ที่พูดว่า . . . สมองฝั่งขวาเป็นเรื่องที่อันตราย เป็นเรื่องที่ทำให้เราทำไปตามกิเลส

         สาเหตุหลักที่ผมต้องนำเรื่องนี้กลับมาพูดอีกที โดยที่ไม่ยอมให้มันผ่านไป  ไม่ใช่เป็นเพราะผมต้องการหักล้างหรือสร้างความขัดแย้งในเชิงคำพูด  หากแต่ว่าอยากแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าแม้แต่เรื่องการใช้ KM ก็ตาม ถ้าท่านทำตาม Model ของสคส. ซึ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เน้นการพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เน้นการทำสุนทรียสนทนา (Dialogue) หรือที่เรียก KM แบบนี้ว่า “Human KM” นั้น ผมมองว่านี่ก็เป็นกระบวนการพัฒนาการใช้สมองฝั่งขวาด้วยเช่นกัน

         สรุปว่าเส้นทางที่เลือกใช้ อาจหมายถึงการเจริญภาวนา (ซึ่งก็มีเทคนิคให้เลือกมากมาย) หรือว่าอาจจะเป็นการใช้กระบวนการ KM ก็ตาม สิ่งที่ได้ก็คือการทำให้สมองฝั่งขวาได้รับการพัฒนา ซึ่งผมมองว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นจริงมากยิ่งขึ้น . . . แน่นอนครับว่า สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านความคิดออกมา ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม นั่นไม่ใช่สาระสำคัญอะไร สิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ตรงที่ . . . ท่านต้องไม่เชื่อความคิดใดๆ หากแต่ต้องไปทดลองทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตนเองว่าตกลงแล้วมันเป็นอย่างไร จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วความรู้ หรือคำตอบของคนอื่นไปใช้ในการถกเถียงให้เหนื่อยเปล่า !!