สวัสดีครับ ไม่ได้แวะมาเสียนาน ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ

ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่องสมองซีกขวากับกิเลสนี่เองครับ คนคิดก็ช่างคิดนะครับ..แ่ต่ทั้งวิธีคิด หรือการมาวิเคราะห์แยกแยะว่าอะไรขวาอะไรซ้าย ผมว่ามันก็เท่ากับทำงานแบบสมองซีกซ้ายใช่ไหมครับ

ผมแปลกใจที่คนโยงสมองซีกซ้ายกับความคิดเชิงวิเคราะห์ ...แทนด้วย ภาษา แล้วโยงสมองซีกขวาเข้ากบการคิดเป็นภาพ แล้วถ้าคนไม่รู้ภาษาเท่ากับว่าเขาใช้สมองซีกซ้ายไม่ได้ กับคนตาบอดใช้สมองซีกขวาไม่ได้หรือครับ

ถ้าผมมองในแง่ที่ว่า ความคิดของคนมีพื้นฐานจากประสาทสัมผัส ทั้ง 6 (รวมใจด้วย) ถ้าเปลี่ยนว่าวิธีคิดแบบซ้าย คือคิดแบบ bottom up คือเชื่อมโยงส่วนย่อยขึ้นไป ซึ่งโดยปกติจะเริ่มจากลักษณะที่เกิดจากประสาทสัมผัสชนิดหนึ่งก่อน แล้วเชื่อมโยงความคิดขึ้นไป การทำแบบนี้คือการเชื่อมโยงจะมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป แต่อาจจะผิดทิศ หรือหลุดภาพรวมไป นอกจากนี้ capacity หรือ จำนวน node สำหรับเชื่อมโยงของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ทำให้การคิดเชิงวิเคราะห์แต่ละคนอาจจะลึกซึ้งได้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับพรสวรรค์บ้าง หรือการฝึกฝนบ้าง แต่อย่างไรก็คือว่ามีขอบเขตจำกัดของการวิเคราะห์ ดังนั้นไม่ว่าจะคิดเป็นภาพเป็นสัญลักษณ์ เป็นเสียงเป็นกลิ่น แต่ถ้ากระบวนการคิดเป็นแบบ หนึ่งไปสองไปสาม ก็ไม่พ้นกระบวนการ "ซ้าย" อยู่ดี ตรงนี้ผมเห็นบางคนบอกว่าคิดเป็นภาพๆ แต่พอใช้ภาพเดิมซ้ำๆ ภาพนั้นก็กลายเป็นสัญลักษณ์ไป กระบวนการที่เดิมเคยเป็นขวามันก็กลายเป็นซ้ายไป เพราะจะว่าไปทั้งตัวเลขตัวอักษร เดิมมันก็มีคุณค่าใ นฐานะ"ภาพ" ภาพหนึ่งเหมือนกัน แต่สุดท้ายภาพๆ นั้นถูกลดทอนลงเป็น 1 สัญลักษณ์เท่านั้น คือสิ้นสถานภาพที่เป็น "ภาพ" ไปแล้ว

ขณะที่วิธีคิดแบบขวา คือ Top down คือเริ่มจากมวลความคิดที่เป็นมวลรวมของประสาทสัมผัสก่อน (เพราะที่มาของความคิดย่อมไม่เกินประสาทสัมผัสใช่ไหมครับ คือหากเราคิดในสิ่งที่นอกเหนือประสาทสัมผัส เราก็จะแปลงรูปมันให้อยู่ในรูปที่เราเข้าใจได้ อย่างกรณีสูตรคณิตศาสตร์ต่างๆ) แล้วค่อยกระเทาะออก ซึ่งทำให้นำไปสู่คำตอบได้รวดเร็ว (ที่เข้าใจว่าเป็น..ความรู้สึก) แต่อาจจะเชื่อมโยงที่มาไม่ได้ แล้วก็อาจจะหลุดรายละเอียดไป

วิธีิคิดหรือคำตอบ มันก็เลยดูเหมือนเบลอๆ หรือเป็นเชิงความรู้สึก เชิงคุณภาพ หรืออะไรก็ว่าไป ดังนั้นกระบวนการคิดแบบมวลรวมมันไม่มีขอบเขตของภาพรวม แต่ในทางกลับกันคือไปเจอขอบเขตของกระบวนการกระเทาะ ซึ่งก็ขึ้นกับพรสวรรค์ หรือขึ้นกับการฝึกฝนเหมือนกัน

ถ้ามองในแง่มุมเหล่านี้ ไม่ว่าจะตัวหนังสือ หรือภาพมันก็ไม่ใช่ปัจจัย ปัจจัยคือกระบวนการคิด ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกี่ยวกับสมองซีกใดซีกหนึ่งแล้วก็เลยมาเชื่อมโยงกับอวัยวะในร่างกายซีกใดซีกหนึ่งไปด้วย (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบซ้ายแล้ว)

ซึ่งผมคิดว่าหากอธิบายแบบนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับ model ของอาจารย์ คือกระบวนการซ้ายคือวิเคราะห์สังเคราะห์ ขณะที่กระบวนการขวาคือ story telling, dialogue คือไม่จับผิด ไม่แยกแยะ รับไว้ทั้งหมด แล้วนำไปสู่คำตอบ (หรืออาจไม่ใช่รูปของคำตอบ) เลย

ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองนะครับ แต่เคยพยายามอธิบายวิธีคิดแบบสมองซีกซ้าย-ขวาออกมาแบบนี้ เพื่อสร้างโมเดลกระบวนการคิดแบบซ้าย-ขวา ที่นอกไปจากว่า ซ้ายคือภาษา ขวาคือรูปภาพ หรือซ้ายคือลอจิก ขวาคือความรู้สึก น่ะครับ เลยขอเอาความคิดมาขายแถวๆ นี้ด้วย 8>