เมื่อได้สร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ ได้เห็นความสำคัญของการสร้างโอกาสการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมค่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสำรวจข้อมูลด้วยการให้เด็กๆช่วยกันติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่าเพื่อนๆแต่ละคนสนใจและมีความรู้ความสามารถพิเศษเหมาะสมกับค่ายใดบ้าง จากนั้นก็ตัดสินใจเลือกแล้วเขียนใบสมัครซึงต้องฝึกการเขียนให้รอบคอบ เพราะเป็นการเปิดตัวผู้สมัครให้คณะกรรมการได้เห็นคุณสมบัติที่เหมาะสมจากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งมีแนวปฏิบัติที่ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลจากหนังสือและประสบการณ์ตรงจาการส่งเด็กๆเข้าค่ายตั้งแต่อายุ 10 – 18 ปี ดังนี้
1.สำรวจหาข้อมูลโครงการค่ายทั่วประเทศตลอดปี แล้วนำมาให้เด็กๆดูว่าตนมีความสนใจและมีคุณสมบัติตามรายละเอียดครบทุกข้อหรือไม่ เช่น เพศ อายุ ระดับชั้นการศึกษา สุขภาพ ขนาดของร่างกาย
2.เขียนใบสมัครด้วยลายมือที่สวยงาม สะกดคำอย่างถูกต้อง ชัดเจน ทั้ง ชื่อจริง ชื่อเล่น ที่อยู่ บอกผลงานต่างๆที่เป็นจุดเด่น ให้ข้อมูลความสามารถพิเศษ ให้เพียงพอและสอดคล้องกับจุดประสงค์โครงการ
3.ควรใช้ภาษาในการเขียนใบสมัครอย่างเหมาะสม อย่างน้อยๆต้องเป็นภาษากึ่งทางการ ไม่ใช้ภาษาพูดที่เป็นการเขียนเล่นๆเพื่อสื่ออารมณ์ หรือเขียนตัวย่อที่คนทั่วไปไม่รู้จัก ถ้ามีการเขียนบทความ เรียงความ ประกอบใบสมัคร ต้องเรียบเรียงให้ถูกต้องตามลักษณะการเขียนด้วยภาษาสละสลวย สื่อความได้ชัดเจน ควรเขียนด้วยลายมือตนเอง และเขียนผลงานที่เป็นของตนเอง หากต้องคัดลอกบางส่วนต้องระบุแหล่งที่มาด้วย
4.เตรียมหลักฐานการสมัครให้ครบถ้วน เซ็นชื่อกำกับในสำเนาหลักฐาน ถ้าใช้รูปต้องเป็นรูปถ่ายหน้าตรง ขนาดตามที่กำหนด ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 2 นิ้วและถ่ายไว้ไม่นานเกินไป มีผู้เซ็นรับรองการเป็นที่ปรึกษาและสำเนาหลักฐานครบถ้วน ตรวจสอบความเรียบร้อยอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนส่ง ( ควรแลกเปลี่ยนกันตรวจสอบกับเพื่อนๆก่อนตรวจสอบครั้งสุดท้าย ) แล้วถ่ายสำเนาใบสมัครไว้ 1 ชุด
5.ส่งใบสมัครให้ทันเวลาที่กำหนด และควรส่งก่อนกำหนดหากมีผลงานแนบและผลงานนั้นสมบูรณ์ดีแล้ว มีข้อควรระวังในการเขียนใบสมัครและผลงานคือ ต้องไม่กล่าวเกินจริง เป็นการโอ้อวด หากต้องการชี้ให้เห็นประสบการณ์หรือจุดเด่น ควรมีหลักฐานเป็นเกียรติบัตร วุฒิบัตร หรือสำเนาภาพถ่ายประกอบเท่าที่จำเป็นเท่าน้น
แนวปฏิบัติทั้ง 5 ข้อ ได้นำมาใช้กับนักเรียน ให้เขียนใบสมัครไปเข้าค่ายของหน่วยงานภาคเอกชนที่นักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ นักเรียนก็ได้รับการพิจารณา หลังจากได้ไปเข้าค่ายกลับมาแล้ว ยังนำประสบการณ์ที่ได้รับมาขยายผลสู่เพื่อนนักเรียนด้วยกัน สร้างแรงจูงใจ ชวนเพื่อนไปเข้าค่าย ต่อไป
มาชม
มีสาระดีน่าสนใจนะครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณกิติยา เตชะวรรณวุฒิ
มาอ่าน มาทักทายค่ะ
โชคดี มีสุขค่ะ
น่าสนใจจะได้ไว้สำหรับแนะนำหลานที่คอยถามครับ
คุณครูคิม แวะมาไวมากนะครับ
ขอบคุณมากครับที่นำสาระมาเล่าสู่กัน
ดีมากเลยครับ ควรที่จะเป็นแบบอย่าง
สวัสดีค่ะ อ. umi
***ขอบคุณค่ะ
***อาจารย์สบายดีนะคะ
สวัสดีค่ะ พี่คิม
***ดีใจกับพี่คิมที่เข้ารอบรางวัลสุดคะนึงนะคะ
***เชียร์ๆๆๆ สุดหัวใจ...ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ ภัทรานิษฐ์
*** ติดตามบันทึกดีๆของคุณอยู่นะคะ
*** ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ ป๋า เบดูอิน
*** ขอบคุณที่แวะมาคอมเมนท์นะคะ
สวัสดีค่ะ chudchainat
*** น่ารักจัง...เป็นที่ปรึกษาหลานๆ
*** ค่ายทั้ง ม.ต้นและม.ปลาย มีเกือบ 80 ค่าย ทั่วประเทศ คอยติดตามนะคะ
*** ที่พิษณุโลก เดือนตุลาคม นี้ มีค่าย C -CAMP ของมหาวิทยาลัยนเรศวรค่ะ
*** ขอบคุณค่ะ
ดีจัง
สวัสดีค่ะ
*** ขอบคุณค่ะ
*** ติดตามบันทึกดีๆของคุณอยู่ ..สบายดีนะคะ
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลดีดี ลูกชายจะเข้าค่ายของรัฐ ที่ผ่านการทดสอบก่อนทุกครั้ง เขาพึ่งกลับจากค่ายเด็กอัจฉริยะวันนี้ บอกว่าสนุกและประทับใจมาก ให้อะไรมากกว่าความรู้ เช่น วินัย การเสียสละ การรักสิ่งแวดล้อม การเอื้อเฟื้อ การคิดสร้างสรร เห็นว่าเป็นประโยชน์มากโดยเฉพาะช่วงปิดเทอมที่วันหยุดยาวค่ะ
เป็นกิจกรรมที่ดีค่ะ
เด็กจะได้โอกาสที่หลากหลาย
กล้าแสดงออก...ได้เพื่อนใหม่...มุมมองใหม่ๆ
สวัสดีค่ะ คุณน้อยหน่า
*** ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ
*** ดิฉันมีลูกสาวคนเดียว การเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่อยู่กันเพียงสองแม่ลูก ดูจะคับแคบไป กลัวลูกด้อยพัฒนาทางสังคม จึงส่งไปเข้าค่ายหลายต่อหลายค่าย ลูกได้รับการฝึกฝนและพัฒนาตนเองจากค่ายในหลายๆด้าน ถึงวันนี้ดิฉันภูมิใจที่ลูกได้เป็นผู้นำค่าย ... หวังว่าลูกชายของคุณน้อยหน่าจะเป็นกำลังสำคัญในการจัดค่ายให้เยาวชนรุ่นต่อๆไปด้วยนะคะ
สวัสดีค่ะ คุณแดง
*** ขอบคุณความคิดเห็นที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมค่ายให้เยาวชนนะคะ หน่วยงานของสาธารณสุขก็ให้การส่งเสริมกิจกรรมค่ายมาตลอด ชื่นชมในความเสียสละทุ่มเทอย่างจริงจังค่ะ
ติดตาม ความคิดอยู่....ขอบคุณที่นำเสนอมีประโยชน์