ตอนนี้พื้นที่นาบริเวณรอบๆนาผม เขากำลังเริ่มเกี่ยวข้าวที่ไม่ค่อยงามกันทั่วไป
ที่ผมว่าไม่ค่อยงามเพราะเป็นข้าวที่ใช้ระบบปุ๋ยเคมีกระตุ้นการเจริญ ให้สารพิษ และสารเคมีกันมากเต็มตามกำลังเงินของ “นักปลูกข้าว-รอขายที่” ที่ผมไม่นับถือว่าเป็น “ชาวนา”
แม้กระนั้น ต้นข้าวในนาของเขาก็ยัง
· มีอาการแคระแกรน
· มีหญ้าสารพัดชนิดขึ้นปะปน
· มีโรคสารพัดโรค ทั้งต้นทั้งใบ ทั้งเมล็ด
· ที่แสดงว่าต้นข้าวให้ผลผลิตได้ทั้งๆที่ตัวเองก็อ่อนแอ และเจ็บป่วยแสนสาหัสเก่งจริงๆครับ
แล้วมีใครสนใจไหมว่าเมล็ดข้าวที่ได้จากต้นข้าวที่เจ็บป่วยนั้น มีคุณภาพ มีคุณค่า หรือเป็นเมล็ดข้าว “ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ” อยู่หรือเปล่า
ผมเข้าใจว่า เมล็ดข้าวที่เกิดจากต้นข้าวที่ป่วย น่าจะเจ็บป่วยไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
แล้วคนที่บริโภคเมล็ดข้าวที่ป่วย จะมีสุขภาพดีกระนั้นหรือ อันนี้ผมไม่กล้าตอบ
แต่ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่บริโภคเมล็ดข้าวที่สงสัยว่าจะป่วย
หรือถ้าจำเป็นก็บริโภคน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดังนั้น ถ้าทำได้ เมื่อไปทานข้าวนอกบ้าน ตามร้านอาหาร ผมจะหุงข้าวที่ผมปลูกเอง ไปทานเอง
ทำไมหรือครับ
เพราะข้าวที่ผมปลูกเอง ผมไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารพิษ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ไถทำลายดิน
และข้าวที่ผมปลูกในนาอินทรีย์ของผมก็ ปลูกห่างๆ อยู่กันสบายๆ ไม่เป็นโรคอ้วน (ใบห้อยลง หรือเขียวเข้ม หรือเฝือใบ) ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง แมลงที่เป็นตัวทำลายก็ไม่มี (แปลกแต่จริง) หอยก็โดนปลากิน ปูก็โดนกบกิน หนูก็มีงูคอยดูแล และยังมีนกคอยคุมประชากรแมลงให้อีกชั้นหนึ่ง
จึงน่าจะถือได้ว่าเมล็ดข้าวที่ผมปลูกเอง และรับประทานทุกวันนั้น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่เจ็บป่วย และน่าจะเป็นเมล็ดข้าวที่“มีสุขภาพดี”
ผมถือว่า
· เมล็ดข้าวที่ดี ควรมาจากต้นข้าวที่สุขภาพดี และ
· ต้นข้าวที่สุขภาพดีก็ต้องเจริญเติบโตบนดินที่ดี มีชีวิต มีสิ่งแวดล้อมที่ดี
· ดินดีมีชีวิต ก็ควรเป็นดินที่ปรุงด้วยระบบอินทรีย์แบบธรรมชาติ ไม่มีสารพิษ หรือสารกระตุ้นการเจริญให้ผิดธรรมชาติ
แต่เวลาผมบอกใคร เล่าให้ใครฟัง ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเช่น
· ชาวนาปลูกไว้ขาย กินบ้างก็เล็กน้อย
· คนบริโภคก็ไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องบริโภคเท่าที่มีขาย
· ระบบเศรษฐกิจก็เน้นกำไรมากๆ เร็วๆ ทำยังไงก็ได้
· นักวิชาการก็พร่ำบ่นแต่ ผลผลิตสูงสุด กำไรสูงสุด
แล้วระบบทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อระบบทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเจ็บป่วย ผลผลิตก็ต้องรับผลของการเจ็บป่วย หรือป่วยไปด้วย · เมื่อผลผลิตได้รับผลของการเจ็บป่วย หรือป่วย เรายังจะมีสุขภาพดีจากการบริโภคอาหารที่เจ็บป่วยได้อีกหรือครับ แล้วความทุกข์สูงสุดของผู้ผลิต และผู้บริโภค มีใครคิดถึงบ้างไหม
มีใครไหมที่สนใจ
· คุณภาพอาหารที่แท้จริงที่ผลิตในระบบ “สุขภาพดี” ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องใช้สารพิษ
· คุณภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
· สุขภาพและคุณภาพชีวิต
· หรือเราคิด และทำได้แค่นี้จริงๆ
ผมคิดไม่ออกครับ ว่าทำไมเราคิดมากกว่านี้ไม่ได้ครับ
ใครคิดออกช่วยบอกทีครับ
ผมเข้าใจว่า เมล็ดข้าวที่เกิดจากต้นข้าวที่ป่วย น่าจะเจ็บป่วยไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
อ่านแล้ว ก็กลัวเหมือนกัน ว่า เราไม่รู้ว่า ไปซื้อข้าวที่เจ็บป่วยมาหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่ซื้อที่ร้านที่ไว้ใจได้ คือ เลมอนฟาร์ม คงจะโล่งใจขึ้นหน่อยนะคะ
ไม่ได้คุยกับอาจารย์เสียนาน สบายดีนะคะ
อิ่มข้าวแล้ว ดื่ม น้ำ สักแก้วนะคะ
ขอบคุณครับ
ผมพยายามหาทางให้คนเข้าใจว่า ชีวิตเรา ระบบนิเวศ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมแยกกันไม่ได้ และน่าจะมีอะไรเชื่อมโยง และกระทบถึงกันเสมอ
ผมเห็นระบบการปลูกข้าวที่ชาวบ้านรอบๆนาผมทำแล้ว "สยอง" ทั้งในระบบคิด วิธีปฏิบัติ และทิศทางของสถานการณ์ที่กำลังเคลื่อนที่ไป
มีแต่เข้ามุมอับ และอันตรายเข้าทุกที่
เสื่อมโทรมไปหมด สารเคมี สารพิษ เป็นวัฏปฏิบัติ อยู่ในระบบคิด และวิถีการทำงาน อย่างเป็นธรรมดา
แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร
ถ้าผู้ผลิตไม่สำนึก ไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ
และผู้บริโภคก็ยังมองแต่แง่ดี โดยไม่ทราบว่าความจริงคืออะไร
ผมมองหาทางออกไม่เจอจริงๆ
ผมอยู่ตรงนี้ ผมเห็น พยายามจะสะท้อนภาพที่ผมเห็น
คนที่อยู่ไกลออกไปไม่เห็น ไม่รู้ และบางทีก็ไม่สนใจ
แล้วผมควรจะทำ หรือไม่ควรทำอย่างไร จึงจะดีครับ
ช่วยบอกผมด้วยครับ
จริงๆนะครับ
เอาใจช่วยคุณครูแสวงของผมสุดตัวครับ ถ้าคุณครูแสวงที่ได้ลงมือทำให้เห็นผลเป็นที่ปรากฏกับชาวบ้านแล้ว ผมก็ยังไม่เข้าใจชาวบ้านแถวนั้นว่าคิดอะไรอยู่ครับ ตัวอย่างก็มีให้เห็นเป็นที่ปรากฏ แล้วทำไมยังไม่ทำตาม หรือชาวบ้านแถวนั้นจะเป็นแค่คนปลูกข้าวรอขายที่อย่างที่คุณครูบอกไว้
แต่ก็น่าจะยังมีความหวังอยู่เล็กน้อย คุณครูน่าจะลองรวมกลุ่มซัก 2-3คนก่อน แล้วให้พวกเค้าปลูกข้าว ทำตัวเป็นชาวนาจริงๆ แล้วนำข้าวที่มีสุขภาพเหล่านี้มาบรรจุถุงขายเอง เมื่อเค้าเห็นเงินในกระเป๋าเค้ามีจำนวนงอกเงยมากกว่าที่เค้าเคยกระทำมา ชาวบ้านก็น่าจะรวมตัวกันมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีการใช้ระบบจัดการด้านการตลาดทำความเข้าใจกับผู้กินมากขึ้น ให้คนกินเห็นคุณค่าของการกินข้าวและพืชผลทีมีสุขภาพดี ว่าจะมีผลดียังไงกับตัวเราเอง
จุดที่เราจะเริ่มต้นได้น่าจะเริ่มจากมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การใช้บริการของไปรษณีย์ เช่น พกง (พัสดุเก็บเงินปลายทาง) คุณครูสามารถใช้ e-commerce ได้ด้วยครับ
ถ้าคุณครูพร้อมเมื่อไรแจ้งด้วยครับเพราะผมก็อยากจะกินข้าวสุขภาพดีด้วยคนครับ
อีกช่องทางหนึ่งคือจัดเป็นทริปหรือกิจกรรมสำหรับชาวต่างชาติที่อยากจะสัมผัสวิถีชนบทแบบไทยๆ อาศัยกระแสฝรั่งอาจจะช่วยกระตุ้นให้เราคนไทยตื่นตัวกันมากขึ้นครับ
ที่แน่ๆ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ
พูนชัย
ขอบคุณครับ
ลองทำดูก็ได้ครับ
สนุกแน่ๆ อิอิ
จะรอฟังข่าวครับคุณครู
สวัสดีค่ะอาจารย์
- แวะมารายงานตัวค่ะ
- ข้าวดี ๆ เขาก็คัดไปต่างชาติ
- ข้าวมีคุณภาพหน่อยเขาก็กินเสีย แบ่งไว้ทำพันธุ์บ้างปีถัดไป
- ยังทำนาแบบใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ เพราะเห็นผลเร็วกว่า ไม่ต้องรอนานเหมือนวัยรุ่นขาโจ๋สมัยนี้รอนานไม่ค่อยได้ อีกอย่างคงเป็นเพราะความรู้ที่น้อยนิดในด้านนี้ ไม่มีตัวอย่างที่ดีในละแวกนั้นให้ได้เรียนรู้ จะดูงานก็ไกลไป ทำนาไปตามที่เคยทำกันมา
- การส่งเสริมความรู้ด้านนี้จึงน้อย หรือคนเขาไม่ค่อยสนใจ เพราะทำกันมานมนานแล้ว จะสอนหรือจัดการความรู้ เขาก็ว่า สอนจระเข้ว่ายน้ำ ว่าไปอย่างงั้น
- อย่างนี้นี่เองที่เกิดความเหลื่อมล้ำ มีคนสนใจ แต่ไม่มีคนส่งเสริม หรือ มีคนไม่สนใจ ทั้งที่ชุมชนส่งเสริม โลกนี้อันแน่นอนไม่ค่อยได้ มนุษย์เรามีร้อยพ่อพันแม่นะค่ะ เดาใจลำบาก
รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะอาจารย์
นี่คือสถานการณ์ที่วิ่งเข้าหาทางตัน และแคบเข้าทุกวันๆ
ยิ่งนานวัน ทางออกจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ
บอกเร็วก็ว่าใจร้อน มองโลกในแง่ร้าย
บอกช้าก็ว่าสายไป
ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี
ยอมซะดีไหม ตัวใครตัวมัน ให้แล้วๆกันไป