อัจฉรา
นางสาว อัจฉรา มิว สุทธิสุนทรินทร์

บันทึกจากคนกรุงถึงคนเมือง(ห้วยไคร้)


สุดท้ายก็ลงเอยด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้าน คำคำนี้เธอพูดมาเสมอ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม แล้วก็ทำไม จนในที่สุดฉันก็มีคำตอบ........ซึ่งมันก็เป็นคำตอบเดียวกับเธอ ฉันเริ่มดีใจที่ความคิดเราเหมือนกันแล้ว

จากคนกรุง-คนดอย (สามปีของชีวิต)

 

ตั้งแต่แรกที่พบเจอ จวบจนวันนี้ วันที่เธอจากไป (อย่างไม่มีวันกลับ) แม้เพียงสามปี แต่มันเป็นสามปีที่มีค่าสำหรับฉัน ก้าวแรกของฉันกับงานด้านสิทธิในสถานะบุคคลก็คือเธอ....เธอผู้สานต่อความฝันของฉัน ชักนำให้ฉันทำงานด้านนี้ ทำมาจนถึงวันนี้และได้มีเธอร่วมทำมันมาเคียงข้างกัน

ฉันคอยจดจำคำสอนของเธอไว้ทุกคำกล่าว คราใดที่ฉันทำพลาดก็จะมีเธอเป็นกำลังใจเสมอมา และคอยตักเตือนไม่เว้นแม้แต่เรื่องส่วนตัว แม้บางครั้งฉันไม่เห็นด้วยก็ถกเถียงกันตามประสาคนทำงานร่วมกัน สุดท้ายก็ลงเอยด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้าน คำคำนี้เธอพูดมาเสมอ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม แล้วก็ทำไม จนในที่สุดฉันก็มีคำตอบ........ซึ่งมันก็เป็นคำตอบเดียวกับเธอ ฉันเริ่มดีใจที่ความคิดเราเหมือนกันแล้ว

พี่เป็นคนอาภัพเรื่องกิน เรื่องเที่ยว ทำงานกับพี่จะไม่ค่อยได้กินดีดี ได้เที่ยวสนุกสนุก การกินข้าวกับชาวบ้านคือการได้กินดีดี การลงพื้นที่ของพี่คือการได้เที่ยวเล่นของพี่ประโยคนี้ติดหูฉันเรื่อยมานับครั้งไม่ถ้วนที่เธอชอบพูด ฉันคงห้ามไม่ให้เธอพูดไม่ได้ ซึ่งก็มีวิธีเดียว ฉันก็เป็นอย่างที่เธอพูดเลยแล้วกัน

การมีชีวิตเพื่อคนอื่นเป็นอีกอย่างที่เธอเป็นต้นแบบให้ฉัน แต่ฉันคงไม่กล้าไปเปรียบกับเธอได้ เพราะทั้งชีวิตของเธอที่ผ่านมาก็เพื่อคนอื่นเสียส่วนมาก ฉันต่างหากที่จะคอยพยายามให้เธอมีชีวิตเพื่อตัวเองบ้างแต่มันคงสายไป เธอทำได้ไม่เท่าไรก็ไม่สามารถทำต่อไปได้ ไม่สามารถแล้ว และไม่มีทางเป็นไปได้

มีหลายสิ่งอย่างที่เธออยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ และมีบางสิ่งอย่างที่เธออยากให้ฉันทำแต่ฉันก็ไม่ได้ทำด้วยหลายเหตุผลซึ่งเธอก็รับรู้ได้ แต่ฉันอยากจะบอกเธอเหลือเกิน(ไม่รู้ว่าสายไปไหม) คำเดียวเท่านั้น ฉันขอบคุณ ขอบคุณเธอจริง ๆ ขอบคุณโอกาสที่ทำให้ฉันได้มาพบเธอ แม้แค่เพียงสามปี แต่เป็นสามปีที่สอนฉันทุกอย่าง สอนบทเรียนชีวิตมากมายหาใดเปรียบได้

ต่อนี้ไปฉันคงต้องทำงานคนเดียวไร้เธอเป็นที่ปรึกษา ไม่มีใครคอยเป็นห่วงฉัน และไม่มีใครให้ฉันเป็นห่วง ฉันคงต้องห่วงตัวเองต่อไป ฉันรับปากว่าจะดูแลตัวเองและดูแลคนที่เธอคอยเป็นห่วงให้ดีเท่าที่คนอย่างฉันจะทำได้ และเธอจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป

ขอให้ดวงวิญญาณไปอย่างสงบเกิดชาติหน้าฉันใดคงได้มีวาสนาต่อกัน

 

มิวมิว ระลึกถึง พี่ใหญ่

หมายเลขบันทึก: 257818เขียนเมื่อ 28 เมษายน 2009 05:45 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 06:27 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (10)

.... อ่านแล้วก็น้ำตาไหลได้เหมือนกัน

ชาติหน้าก็อย่าคิดให้มันซับซ้อนเกินไปนัก

หรือชาตินี้ ก็เก็บความดีงามที่มีต่อกันไว้ซิ ใครมันจะแย่งชิงไปได้

เก็บคนดีคนนี้ไว้ในใจของเธอตลอดไป เขาเป็นของเธอ

ชีวิตคนเรามีอะไรไม่แน่นอนเสมอ ต้องคิดี  ทำดี ไว้ทุกขณะจิตที่มีชีวิต  ดิฉันเองก็กำลังใจหายอยู่กับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันเสียชีวิตทั้งที่อายุกำลังอยู่ในช่วงเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  เราทราบข่าวว่าไม่สบายและนัดเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนไปเยี่ยมกะว่าไปเยี่ยมวันจันทร์ที่ 27 เมย.52 แต่เพื่อนเรากลับเสียชีวิตตอนกลางคืนวันที่ 25 ไม่ทัน...ไม่ทัน  เราคงได้ไปเยี่ยมร่างที่ไร้วิญญาณของเธอซะแล้ว   ขอให้ดวงวิญญานเธอไปอยู่ในที่สุคตินะจ๊ะ

เห็นด้วยกับอาจารย์แหววค่ะ..ข้อความทุกคำ รู้สึกได้จริงๆว่ามาจาก"หัวใจ"

สำหรับพี่ใหญ่..เม่นขอให้ดวงวิญญาณของพี่ใหญ่เดินทางต่อไปด้วยความหมดห่วงนะคะ ส่วนมิว..เจ้าของบทความนี้..ขอให้มิวดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความสุขใจกับสิ่งทีมิวได้เลือกทำแล้ว เม่นขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์แหววและทีมงานด้านสิทธิฯ นะคะ วันนึง เม่นขอมีส่วนร่วมกับงานที่ได้ทำเพื่อคนอื่นบ้าง เช่นกัน

คิดถึงคนหัวใจ "ใหญ่"

การเดินทางบนสายงานสถานะบุคคลกับคนชนเผ่า เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และยากลำบาก พี่ใหญ่เป็นคนหนึ่ง ที่เป็นแบบอย่างให้น้องๆ รุ่นต่อๆ มาได้เห็นว่า ไม่ว่าเราคิดว่าตัวเองเหนื่อย ลำบาก หรือท้อเพียงใด ยังมีคนที่ทำงานหนักกว่าเรา เหนื่อยกว่าเรา โดยไม่บ่น ไม่เลิก ไม่ท้อ แม้เส้นทางชีวิตจะพลิกผันไปทางไหน พี่ใหญ่ยังมีเรื่องสัญชาติในหัวใจ มีความห่วงใยคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อนร่วมทาง และชาวบ้านเสมอ

ในวันที่หัวใจดวงใหญ่นี้หยุดพัก โดยไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนพวกเราล่วงหน้า ทุกคนใจหาย

เมื่อวันที่ 18 เมษา ยังเจอพี่ใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ ที่วงแม่อาย ยังยืนฟังพี่ใหญ่คุยเรื่องปวดหลัง "เด็กๆ" ที่เริ่มจะแก่ได้ถอดบทเรียนจากชีวิตพี่ใหญ่ ไปจัดกระเป๋าให้เบาลง เปลี่ยนท่าทำงานหน้าคอม โดยไม่มีใครคิดว่า ไม่ถึงสิบวันต่อมา เราจะมาร่วมถอดบทเรียนบทเศร้าเคล้าน้ำตา ว่าด้วยความเป็นจริงของชีวิต ความไม่แน่ไม่นอนของชีวิต

ขอบคุณสำหรับบทเรียนชีวิต พี่ใหญ่เป็นครู(ดอย)จริงๆ แม้กระทั่งวันนี้ที่พี่ไม่อยู่แล้ว พี่ก็ยังทิ้งบทเรียนมากมายไว้ให้คนข้างหลัง

เดินล่วงหน้าไปก่อนนะคะ ไม่ต้องห่วงภารกิจและมวลมิตรข้างหลัง เราจะดูแลชาวบ้าน ดูแลกันและกันต่อไป

คำบอกลาคงไม่จำเป็น เมื่อเราเลือกที่จะอยู่ในทางสายนี้ เมื่อใดที่เราทำเพื่อ "ชาวบ้าน" พี่ใหญ่ก็จะอยู่ตรงนั้นกับเราเสมอ

ความจริงของคนเราข้อหนึ่งคือ "เกิดแล้วตาย" ถ้าคนเราไม่ตาย นึกไม่ออกว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไร ประชากรล้นโลก การแย่งชิงทรัพยากร การแย่งชิงอาหาร หรือแม้แต่การแย่งชิงกันออกไปอยู่นอกโลก ว่าไปน้านนนนน สำหรับการจากไปของใหญ่ เพื่อนร่วมงานที่ผ่านมา คงระลึกถึงสิ่งที่ดีๆ ที่ใหญ่ได้ทำไว้เพื่อมวลชน ความดีที่ทำมาจะคงอยู่กับพวกเราตลอดไป หลับให้สบายเถอะเพื่อนเอ๋ย

ขอแสดงความเสียใจ และอาลัยกับ พี่ใหญ่

การกระทำที่ มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม เป็นการเสียสละที่มีคุณค่า

เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ค่ะ

                ...เป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ......

ชีวิตที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นและตาย

ก็มีคนบอกว่า “...สิ่งที่เราควรกลัวไม่ใช่การตาย แต่เป็นการมีชีวิตอยู่ต่อไป...”

........

เรารู้จักกันครั้งแรก เพราะอ.แหวว พาแม่ทัพและขุนพลที่ทำงานเรื่องไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนหนึ่งมาให้ทีมสื่อได้รู้จัก ณ หาดแม่รำพึง จ.ระยอง 18-20 มีนาคม 2548 วันนั้นใหญ่ทำให้เรารู้จักชีวิตของครูดอยคนหนึ่งที่ทำมากกว่าการสอนชีวิต คือให้ชีวิตที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ชาวบ้าน

จากนั้น...เราก็ร่วมเดินทางกันมา ไปพร้อมกันบ้าง ไม่พร้อมบ้าง แต่ระหว่างทางเราต่างเก็บเกี่ยวความรู้และรอยยิ้มจากชาวบ้าน เป็นพลังและกำลังใจที่จะเดินทางต่อ

วันนี้ “ใหญ่” ทำให้เราประจักษ์ “คนเล็กหัวใจใหญ่” ที่ใช้ชีวิตประจำวันและมีลมหายใจเพื่อคนอื่นนั้นมีค่ายิ่งนัก โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณค่า ความรู้ และความทรงจำที่ทุกคนมีร่วมกันต่อใหญ่ มันกลายเป็น “ไม้ต่อ” ให้คนอื่นๆ เดิน และวิ่งไปสู่จุดหมาย “การพัฒนาสถานะบุคคลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้าน”

ขณะที่คนจำนวนมากจากไปโดยไม่ทิ้งไว้แม้แต่ความทรงจำ

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว การมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย..

หลับสบายเถอะนะค่ะ มีน้องๆ เพื่อน และคนทำงานที่พร้อม “รับไม้” ต่อแล้ว

แจง-ฐิตินบ โกมลนิมิ

28 เมษายน 2552

ถึงพี่ใหญ่...

ขอบคุณมากสำหรับทุกๆอย่าง โดยเฉพาะข้อความครั้งสุดท้าย ความดีของพี่ใหญ่จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไปค่ะ

ครบรอบอีกหนึ่งปี

มันไม่เชิงว่าเป็นช่วงเวลาของการคิดถึง-รำลึกถึง

เพราะเราสามารถคิดถึงกันได้ทุกวันอยู่แล้ว --ถ้าใจมันคิดถึงกัน

แต่วาระที่เวียนมาครบช่วงปี แต่ละปีแบบนี้

ก็ทำให้คิดถึงได้เป็นเรื่องเป็นราว และจริงจังได้อย่างบอกไม่ถูก

จะฝากเงินไปทำบุญหล่ะ

ฝากบอกใหญ่ด้วยเน้อ ว่าคิดถึงหล่ะ

พี่ใหญ่ หนูเรียนจบเเล้วนะ ช่วงที่ทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้มาดเรื่องสัญชาติเท่าไหร่เลย ทุกคนปล่อยให้ทำวิทยานิพนธ์เต็มที่ จบมาเข้าเดือนที่สาม เริ่มกลับมาอ่าน มาคิด มาเขียน เลยมาฝากข่าวบอก หนูเก็บเงินค่าช่างภาพ ค่าเเต่งหน้า วันรับปริญญาที่ไม่ได้รับมาเป็นทุนเล็กๆ เพิ่มให้กองทุนที่มิวเเละคระช่วยกันตั้งเป็นที่ระลึกถึงพี่ ก็เลยจะมาบอกมิวว่า เจอหน้าให้ทวงตังค์ เเละขอให้พี่อนุโมทนาบุญกับหนูด้วยนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี