
26 มิย.2550 เวลา 01.39-01.41 น จากกล้องคุณอารีย์

01.42-01.43 น กล้องคุณอารีย์ และ ในภาพสุดท้าย
กล้องตัวเดียวกัน ถ่ายโดยคุณสุรพลในมุมเดียวกันในเวลา 01.45 น
1.
หลังจากที่ผมเขียนบันทึก “เสียงธรรมจากเดลี” ไปแล้ว ผมได้รับอีเมล์จากคุณเอื้องอุมา ศิษย์เอกท่านหนึ่งของพระอาจารย์อารยวังโส นำส่งภาพที่อัศจรรย์มาให้ โดยบอกว่าเพื่อนำลงประกอบเรื่องในบันทึก อีกทั้งคุณรจนา ก็ส่งภาพของน้องนมัสเต้หรือเด็กชายเดชพล วรฉัตรที่ได้ถ่ายกับพระอาจารย์มาให้ซึ่งทำให้ผมปลื้มหนอไปหลายวันเพราะน้องเต้ช่างเป็นเด็กที่มีบุญเหลือเกินที่นอกจากจะเกิดที่อินเดียซึ่งเป็นแดนพุทธภูมิแล้ว ยังได้มีโอกาสได้กราบพระอาจารย์อย่างใกล้ชิด(และถูกอุ้มนานทีเดียว)จึงขอนำภาพอัศจรรย์ที่ได้รับจากคุณเอื้องอุมา มาเสนอเป็นปฐมฤกษ์ ดังนี้
ภาพชุดแรกเป็นภาพอัศจรรย์เกี่ยวกับก้อนหิน(รอยพระบาทมงคลธรรม)ที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง(โรงแรมเอเชีย) โดยไม่มีใครทราบเรื่องราวและความเป็นมา มีเฉพาะที่เคยปรากฏในหนังสือธรรมะของวัดท่าซุง อุทัยธานีที่ระบุว่ามีรอยพุทธบาทพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่สองแห่งคือ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ(ปทุมวัน) และสอง ณ บริเวณด้านหน้าโรงแรมเอเชีย (พญาไท) ตรงบริเวณสวนหย่อมของโรงแรม ซึ่งในกรณีโรงแรมเอเชีย ปรากฏด้วยว่าก้อนหินดังกล่าวตั้งอยู่ในสวนหย่อมมา 20-30 ปี ก็ไม่มีใครบอกให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ว่าเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
เรื่องมาเกิดความอัศจรรย์ก็เมื่อ ท่านผู้พิพากษาอารีย์ เตชะหรูวิจิตร ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฏีกา (ในขณะนั้น)ได้ยกเรื่องให้พระอาจารย์อารยะวังโสทราบ จึงเกิดการพิสูจน์โดยความเมตตาของพระอาจารย์ ให้ไปถ่ายภาพในคืนวันที่ 26 มิถุนายน 2550 โดยพระอาจารย์บอกด้วยว่า ถ้าก้อนหินดังกล่าวเป็นแท่นหินรอยพระพุทธบาทจริงต้องมีพลังงานที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์อยู่ เพราะพลังงานย่อมไม่สูญหายไปไหน……….ภาพที่คุณเอื้องอุมาส่งไฟล์ไปให้ผมก็คือภาพที่ถ่ายจากกล้องของคุณอารีย์ ซึ่งมีหลายคนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ก็เห็นปรากฏการณ์นี้เช่นเดียวกันซึ่งในเรื่องนี้พระอาจารย์ได้บอกสั้นๆ ว่า “เป็นเรื่องของพลังบริสุทธิ์ที่พุ่งพวยขึ้นมา ซึ่งรู้ได้โดยการสัมผัส ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ใดๆ และต้องการพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์จึงไม่พูดในเรื่องปาฏิหารย์......”
รายละเอียดทั้งหมดของเรื่องดังกล่าวอยู่ในหนังสือที่ชื่อ “รอยพระบาทมงคลธรรมที่ปรากฏ” รวมบทความ “ธรรมส่องโลก” จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยพระอาจารย์อารยะวังโส ซึ่งขออนุญาตนำมาบอกกล่าวกัน ณ ที่นี้ ซึ่งผู้สนใจหาอ่านได้ไม่ยาก ใครที่อยู่ที่เดลี อินเดีย ผมมีหนังสือเล่มนี้อยู่จำนวนหนึ่งที่ได้รับจากพระอาจารย์ แจกฟรีครับ
สิ่งที่พระอาจารย์พูดไว้ในกรณีนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะที่ว่าพลังงานย่อมไม่สูญหาย ( ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด....) ถ้าสามารถสื่อได้ ก็จะสามารถสัมผัสได้ .....ถ้าเราพูดในแง่วิทยาศาสตร์ก็ยิ่งมีเหตุผล ดังนั้นอยู่ที่ว่าเรามีเครื่องมือที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ไหม เครื่องมือที่ว่านี้ เป็นได้ทั้งเครื่องมีอวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหรือเครื่องมือธรรมชาติที่มนุษย์มีอยู่แล้วคือจิตและพลังจิต
ผมชอบที่พระอาจารย์บอกว่าท่านคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เพราะจริงๆ แล้ว ผมเข้าใจเสมอมาว่าธรรมชาตินั้นสามารถเข้าถึงและพิสูจน์ได้ จะพิสูจน์ได้มากเพียงใด ลึกเพียงใดก็อยู่ที่เครื่องมือที่ใช้ พุทธศาสนาจึงถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ในขั้นสูงสุดเพราะสามารถให้คำตอบได้ครบทุกเรื่องทุกแง่ทุกมมุมซึ่งก็ต้องใช้วีธีและเครื่องมือที่พระพุทธองค์ทรงใช้และแนะนำไว้ด้วย
ลองดูภาพกันนะครับ แล้วก็ใช้ความคิดและเหตุผลประกอบนะครับผลจะเป็นเช่นใดในแต่ละท่านก็สุดแต่ว่าท่านจะใช้เหตุผล เครื่องมือใดมาวิเคราะห์
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมครับ
ตอนหน้ามาชมภาพอัศจรรย์อีกภาพ ที่ถ้าบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา(ดงคสิริ) อุรุเวลาเสนานิคม รัฐพิหาร อินเดีย น่าชมมากครับ
................................
สวัสดีค่ะ
ช่วงที่ไปปฏิบัติงานที่อินเดีย
ถ่ายพบมีดวงสีสว่างมากมายในแต่ละภาพ
บางครั้งก็ปิดหน้าคนในภาพเลย
เมื่อขยายใหญ่มากๆ ก็แปลก
ที่เป็นรูปเหมือนจตุคาม
พบเกือบทุกภาพทั้งกลางวันกลางคืน
จนเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าจะคำนวนเพราะมีภาพละหลายๆดวง
ก็คงเป็นพันๆละค่ะ
ก็ไม่ทราบว่าเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
ตามที่บอกเอาไว้
ใช้...เครื่องมือ...ทำการพิสูจน์
ปฏิบัติจ๊ะ
กราบท่านอ.พลเดชค่ะ
พลังงาน ในโลกย่อมไม่สูญหาย แต่อาจเปลี่ยนสภาพ ... นั่นเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์กล่าวไว้ค่ะ
แต่...พลังบริสุทธิ์ย่อมมีพลังมากกว่านั้น...
อาจารย์สบายดีนะคะ
ระลึกถึงอาจารย์ด้วยความเคารพค่ะ
(^___^)
คุณ คนไม่มีราก ครับ
สบายดีและเจริญสุขนะครับ
อยู่ที่ว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไรเข้าไปพิสูจน์เรื่องพลังงานครับ
ความจริงเราก็ใช้เครื่องมือนี้อยู่ทุกเวลานาที
และก็เรียนรู้ผลอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
สบายก็รู้ว่าสบายหนอ
ไม่สบายก็รู้ว่าไม่สบายหนอ
สุขก็รู้ว่าสุขหนอ
ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์หนอ
วิทยาศาสตร์เองบอกว่าการยิ้มทำให้ไม่แก่....
พิสูจน์โดยการยิ้ม รับรองว่าพลังแห่งความสุขมาเยือนทันทีครับ ไม่เคยแปรเปลี่ยน
แต่ในชีวิต ก็ยังต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาทครับ
เจริญในธรรมนะครับ
สวัสดีค่ะ ท่านพลเดช
ขอบคุณนะคะท่าน ที่แลกเปลี่ยนความรู้กับแพรที่บล็อก
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/258591
ตามมาอ่านบันทึกของท่านค่ะ ท่านบันทึกเรื่องราวได้ละเอียดชัดเจนมากกว่า
ขออนุญาตลิงค์ข้อมูลมาที่ท่านนะคะ
เพื่อให้กัลยาณมิตรที่สนใจได้รับรู้ข้อมูลและธรรมของหลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโสมากขึ้น
ในเรื่อง บูชารอยพระบาทมงคลธรรม ปาฏิหารย์กลางกรุงhttp://gotoknow.org/blog/arayawangso/258592
อนุโมทนาบุญกับท่านด้วยค่ะ
บุญรักษา ธรรมคุ้มครองนะคะ
คุณ แพรภัทร ครับ
เป็นประสบการณ์ตรงของผมน่ะครับ
ช่วยกันนะครับ ช่วยเผยแพร่สิ่งที่ดีงาม เพื่อคนจะได้รับทราบและใช้ในการดำรงชีวิต
ยิ่งทำยิ่งได้นะครับ
มีแต่ได้บุญ ที่ใจครับ ซึ่งมีค่ามากกว่าเงินทองและของนอกกาย
สติสำคัญที่สุดครับ เพราะสติคือวินัย
เจริญสุขครับ