กิมจิสูตรเด็ดและฮันบกชุดประจำชาติเกาหลี / สวนสนุก Everland /
ชมวิว ณ หอสูง Seoul Tower
หลังอาหารเช้าออกเดินทางไปกิมจิแลนด์ เล่ากันว่า กิมจิเกิดขึ้นในสมัยโซซอน ( Choson)ชาวบ้านเก็บผักสดมาหมักไว้ในไห เก็บไว้กินทุกฤดูกาล ชาวเกาหลีใส่กิมจิในอาหารทุกชนิด นิยมทำกิมจิกินเองที่บ้าน สูตรจึงแตกต่างกันไป กว่า 100ชนิด ใช้เวลาทำไม่ถีง 10นาทีเพราะมีเครื่องปรุงและเตรียมผักให้เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นก็ให้ไปชิมของว่างที่มีกิมจิเป็นส่วนประกอบและนมโสม ใครจะสั่งกิมจิกลับบ้านก็สั่งได้เลย เขาจะนำไปส่งที่สนามบินในวันกลับ ราคาถุงละ 5000 วอน ( 1000วอน=44บาท)
ไกด์ไล่ต้อนให้ไปใส่ชุดประจำชาติเกาหลีที่มีชื่อว่าฮันบก ชุดฮันบกมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบผู้สูงอายุ
สาวใหญ่และสาวน้อย ขุนนาง เสนาบดี รุมกันแย่งชิงชุดสวยๆ กันอย่างสนุกสนาน เราเองได้ใส่ชุด
ของผู้มีระดับโดยไม่ตั้งใจ เลือกแต่สีไม่ได้คำนึงเรื่องอื่นจึงดูภูมิฐานสมตัว(แก่สมใจ) กรุ๊ปเรามีผู้ชายอยู่
4ท่าน จึงต้องมีการขอยืมตัวกันหน่อย ผู้ชายยิ่งหายาก ยิ่งชายแท้เพศเดียวนี่ยิ่งหายากแท้ๆเชียว
ต่อจากนั้นก็ไปลุยไล่สตรอเบอรี่ เก็บสตรอเบอรี่สดๆจากไร่กันเลย การปลูกสรอเบอรี่จะปลูกสลับกับโสม
คือจะปลูกโสมอยู่ 6ปีถึงจะได้คุณภาพ แต่ดินจะเสียมากเพราะโสมจะดูดซับแร่ธาตุดีๆ ไปหมด ต้องปลูก
สตรอเบอรี่เรียกความสมบูรณ์คืนอีก 6ปี การปลูกโสมรุ่นหนึ่งจึงใช้เวลานานถึง 12ปี ราคาโสมจึงสูงมาก
ไกด์ย้ำว่าเก็บสตรอเบอรี่ได้คนละ 5ผลเท่านั้นนะ และให้นำมารับประทานข้างนอก ปกติเขาจะไม่ฉีดสาร
ต่างๆ ถามว่ากินเลยโดยไม่ล้างได้ไหม ตอบได้ว่ายังไม่มีใครเป็นอันตรายจากการกินสตรอเบอรี่ที่ไม่ได้ล้าง
ฟังดีๆ มีนัยสำคัญนะเนี่ยยยย มีกี่คนนะที่อดใจไม่เด็ดชิมระหว่างทางโดยไม่รวมกับ 5 ผลที่กำหนด
ไกด์ตะโกนหยอกล้อถามมาจากด้านหน้าแปลงสตรอเบอรี่ที่มีพื้นที่ยาวลึกลงไปด้านในว่าได้สตรอเบอรี่
ครบหรือยัง เราตอบไปว่า ได้ครบแล้วแต่ยังไม่อิ่มจ้า ระหว่างเดินทางกลับไปที่รถ พบคนงานอยู่ 4-5คน
เขาทักทายสวัสดีเป็นภาษาไทย เราเลยถามกลับว่าใช่คนไทยหรือเปล่า คำถามนี้ความหมายคนละ
แบบกับนักวิชาการ/นักการเมือง ที่ถามอดีตนายกทักษิณว่า คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า ?ถึงได้ทำร้าย-ทำลาย
ประเทศชาติแสนสาหัสขนาดนี้ สรุปพวกเขาก็คือคนไทย มาทำงานที่นี่ได้ 6ปีแล้ว ไม่ได้รับการต่อวีซ่า
จึงกลับประเทศไทยไม่ได้ คือจะกลับก็ได้แต่ไม่มีโอกาสได้กลับมาทำงานที่นี่อีกเพราะเขา Backlistไว้แล้ว
รายได้เดือนละ 6หมื่นบาท มีที่พักและแก๊สให้ใช้ หักค่าใช้จ่ายก็เหลือ 5หมื่นบาท ก็ต้องคิดหนักกันหน่อย
เพราะหากกลับไปประเทศไทยความรู้ระดับนี้จะหารายได้งามๆ แบบนี้ได้ที่ไหน ข้าราชการอย่างเรายังได้ไม่
ถึงเลย ให้กำลังใจไปว่า อดทนเพื่ออนาคตก็แล้วกัน
อาหารกลางวันคือคาลบี้ หมูย่างเกาหลี เป็นอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงทั่วโลก รสชาติออกหวานกลมกล่อม
นำหมูที่ติดกับกระดูกไปย่างบนเตา เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆและเครื่องเคียงต่างๆ น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวและน้ำซุป
สาหร่าย เวลารับประทานใช้ผักห่อคล้ายเมี่ยงคำของไทย จากนั้นไป Everland Resort สวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่
ที่สุดของเกาหลี ตั้งอยู่กลางหุบเขา ฝนฟ้าช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลยตกทักทายแขกเหรื่ออย่างเราได้ไงเนี่ย
ซ่ำแซะ ปรอยๆ ได้เป็นนานสองนาน ส่งผลให้เกิดแฟชั่นชุดกันฝนอย่างที่เห็น ๆ เครื่องเล่นหลายชนิดพาลปิด
บริการ แม้แต่กระเช้ารับ-ส่ง นักท่องเที่ยว ขาเที่ยวมืออาชีพอย่างเราหรือจะยอมแพ้ ดั้นด้นลงไปถึงสวนทิวลิป
และนั่งรถไฟวนรอบสวน ได้ถ่ายภาพเล่นเล็กน้อย และแวะชมสัตว์ป่าแอฟริกาใต้อยู่โซนหนึ่ง ได้เท่านั้น
จริงๆ เพราะกว่าจะไต่จากเนินเขาลงไปได้เล่นเอาลิ้นห้อย ขาลากไปตามๆกัน
จากนั้นขึ้นรถไปตะลุยต่อที่เขานัมซาน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล สูง 247 เมตร และมีหอ Seoul Tower
เป็น 1ใน 18หอคอยเมืองที่สูงที่สุดในโลก สูง 480เมตรเหนือระดับน้ำทะเลกว่าจะตะกายขึ้นเนินด้วยขา
และเท้าทั้ง 2ข้างไปสู่จุดที่ตั้งของ Cable car เล่นเอาแทบขาดใจเนื่องจากความปวดร้าวที่วิ่งแล่นผ่านกล้ามเนื้อ
จากปลายเท้าขึ้นสู่ต้นขาเป็นระลอกๆ เพราะเพิ่งผ่านศึกจากการไปสวนสนุกมานั่นเอง ไกด์บอกว่าใครไม่ไหว
ก็ให้รอที่รถ เรื่องอะไรจะยอมแพ้เล่า นี่เป็น Highlightที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน จึงประคองสังขารไปเรื่อยๆ
จนถึงที่หมายและ ได้ขึ้นไปชมทัศนียภาพด้านบนที่ต้องเพ่งสายตามองเนื่องจากหมอกและละอองไอน้ำที่รวมตัว
กันอย่างหนาแน่น มีระยะทางเขียนบอกว่าตรงจุดนี้ห่างจากเมืองใหญ่ๆที่มีชื่อเสียงทั่วโลกกี่กิโลเมตร
อย่างกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราก็ห่างเพียงแค่ 3713.49 กิโลเมตรเองค่ะ ซื้อกาแฟเย็นราคา 4000วอน
(กาแฟร้อนขายราคา 3000วอน ) ดื่มข้างบนในหอสูงก็ชื่นใจดี แต่พอลงมาด้านล่างบริเวณ Teddy Bear Shop
ทำเอาหนาวสะท้านถึงทรวงใน ชาวเกาหลีบางส่วนเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายบรรพบุรุษมาจากหมีเลยยกย่องหมี
เล่ากันว่า มีเสือกับหมีอยากเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จึงไปขอพรจากพระเจ้า พระเจ้ากำหนดข้อ
ตกลงว่าต้องไปบำเพ็ญตะบะถือศีลอยู่ในสถานที่ที่แสงสว่างส่องไปไม่ถึง เป็นเวลา 100วัน ห้ามกินเนื้อ และให้
กระเทียมไป 21กลีบและผักโขมอีก 1 มัด เสือกับหมีจึงไปบำเพ็ญตนในถ้ำ กินผักและกระเทียม เสืออยู่ได้แค่
3 วันก็ทนไม่ได้หนีออกมาข้างนอก แต่หมีทนได้นานถึง 21 วัน และออกมาเช่นกัน พระเจ้าได้มาพบกับสัตว์
ทั้งสอง และเห็นว่าหมีมีความอดทนจึงเสกให้เป็นมนุษย์สวยงาม และมีวิชารักษาโรคให้กับมนุษย์ อยู่ต่อมา
หมีอยากมีบุตร แต่ไม่มีใครยอมเป็นคู่ด้วย พระเจ้าก็เลยสละตนเองมาอยู่ด้วยมีบุตรชายชื่อ ฮวาน และเป็น
บรรพบุรุษของชาวเกาหลีนั่นเอง คณะของเรามาย้อนละครดังของเรื่อง My Name is Kim Sam Soon และ
ด้านข้างของTeddy Bear Shopมีที่ให้นั่งเล่นทั้งด้านนอกอาคารและในอาคาร ประดับประดาด้วยกุญแจอัน
หลากหลายที่หนุ่มสาวพากันมาคล้องไว้ ณ สถานที่นี้ โอ้โฮ…..คราวหน้าต้องพาหนุ่มมาคล้องกุญแจ
เสียหน่อยครั้งนี้พลาดได้ไง 555555
อาหารเย็นเป็นบุฟเฟ่ต์ ขาปูยักษ์ และอาหารทะเลอื่นๆ รวมทั้งอาหารญี่ปุ่นด้วย มีมากมายหลากหลาย
เสียจนชิมไม่ทั่ว อร่อยถูกปากที่สุดหลังจากกินหมูมาหลายตัวแล้ว เราไปพักโรงแรมระดับ 5 ดาว + ก็งั้นๆ
แหละ ห้าดาวบ้านเขาไม่ต่างจาก 3 ดาวที่ผ่านมาสักเท่าไหร่ ห้องก็แคบกว่า แค่มีเสื้อคลุมเพิ่มเท่านั้นแหละจ้ะ
นอกนั้นก็ Same Same !ไม่แตกต่างสักเท่าไหร่ กว่าจะอาบน้ำนอนก็เกือบเที่ยงคืน ขืนอดนอนบ่อยๆ
และใช้พลังงานมากเกินมีหวังสุขภาพทรุดโทรมผอมแย่เลย สาวอื่นๆต้องคอยระแวดระวังไม่ให้อ้วน
แต่สาวอย่างเราต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ผอมค่ะ
http://jkdramas.com/kdramas/06/MyNameIsKimSamSoon/index.htm




