หลังจากปู่และย่าของลูกๆ มาอยู่ที่บ้านได้สี่วัน ปู่ก็บ่นคิดถึงบ้านแล้วครับ เพราะความจริงรอบนี้พ่อผมท่านตั้งใจจะมาเพียงสองวันเท่านั้นเอง แต่ผมบังเอิญเพิ่มรายการการรักษาอาการยกแขนไม่ขึ้นของแม่เข้ามาด้วย เลยต้องรอหลายวัน ซึ่งสุดท้ายวันศุกร์ พ่อตัดสินใจว่า หากแม่ต้องอยู่ต่อก็ให้อยู่คนเดียว ส่วนท่านขอกลับบ้านก่อน แล้วค่อยมาใหม่สัปดาห์หน้า

เมื่อวาน เป็นวันที่หมอกระดูก (หมอแผนโบราณครับ) นัดหมายเอายาสมุนไพรออกจากที่แปะไว้ที่ไหล่ของแม่ครับ พร้อมกับการนวดคลายเส้นครั้งที่หนึ่ง จากทั้งหมดสามครั้ง แต่ละครั้งให้หายกันอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะออกจากบ้าน ผมก็เห็นแล้วครับว่า พ่อกับแม่จัดกระเป๋าของตัวเองไว้อย่างเรียบร้อยแล้วครับ แต่ผมแกล้งทำเป็นไม่เห็น พอจะออกจากบ้าน ปรากฏพ่อสั่งให้ผมเอาโน้ตบุ๊คติดตัวไปด้วยครับ ท่านบอกว่ากลัวคนมางัดบ้าน (เนื่องจากไปกันหมดบ้านเลย) แล้วเอามันไปด้วย จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เดิมผมตั้งใจจะไม่เอาไปด้วยครับ เพราะคิดว่า ช่วงนี้แดดกลางวันร้อนมาก ขืนใส่ไว้ในรถ จะทำให้เครื่องเสียเร็ว แต่ก็ทนคำสั่งของพ่อไม่ไหวครับ เนื่องจากครั้งก่อน บ้านพี่สาวโดนงัดไป ที่หายไปด้วยก็โน้ตบุ๊คแหละครับ ซึ่งถ้าของผมหายไปละก้อ อนาคตดับวูบเลย เพราะข้อมูลยังไม่ได้สำรองเลย ฮิฮิ ดังนั้นพอพ่อพูดเป็นคำสั่งอย่างนี้ เลยต้องหิ้วไปด้วยตามระเบียบครับ

เสร็จจากการนวดของแม่ก็เกือบเที่ยงครับ พาแม่ไปพักที่บ้านแม่อีกคนหนึ่ง (แม่ยาย ฮิฮิ) ส่วนผมกับพ่อก็ไปละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดกลางปัตตานี จากนั้นพากันทั้งหมดไปบ้านพี่ภรรยา เนื่องจากท่านนัดขอเลี้ยงข้าวพ่อกับแม่ (ครอบครัวผมเลยติดร่างแหไปด้วย) เมื่อเสร็จความที่บ้านพี่เมีย พ่อก็แจ้งข้อสรุปว่า ท่านกับแม่จะกลับสตูล แต่จะแวะให้หมอที่หาดใหญ่ดูอาการแม่ก่อน ถ้าทันก็กลับสตูล ถ้าไม่ทันก็นอนค้างที่หาดใหญ่ ผมเลยเสนอตัวว่า ไม่เป็นไร ผมจะไปส่งที่หาดใหญ่แล้วกัน เอาเป็นว่า ผมพาลูกๆ ไปพักผ่อน เที่ยวหาดใหญ่สักวันแล้วกัน ปรากฏรอบนี้พ่อไม่ปฏิเสธครับ (ปกติ เวลาจะไปส่งก็ให้ไปส่งแค่คิวรถปัตตานี-หาดใหญ่ครับ ไปส่งหาดใหญ่ไม่เคยยอมสักครั้งหนึ่ง) อันนี้ต้องเรียกว่า เป็นความบังเอิญครับ เนื่องจาก เดิมทีวันเสาร์ ผมมีนัดประชุม ซึ่งนัดกันมาเป็นเดือนแล้ว แต่อันเนื่องจากความไม่ปกติที่ กทม. ทีมจากกทม.ลงมาไม่ได้ เลยต้องยกเลิกไป ผมเลยว่างอย่างเต็มใจ แต่การไปเที่ยวรอบนี้ของผม ไม่ได้เตรียมอะไรไปด้วยเลยครับ เพราะไม่คิดว่าพ่อจะยอมให้ไปส่งที่หาดใหญ่

ไปถึงหาดใหญ่ บ่ายสามครับ ก็ไปคลีนิกแรกที่หน้า รพ.หาดใหญ่ครับ ปรากฏปิด ก็เลยโทรหาน้องชาย ถามอีกคลีนิกหนึ่งที่น้องเคยพาแม่ไปตรวจ เลยได้รู้ว่าน้องชายก็อยู่ที่หาดใหญ่ ปรากฏไปถึงคลีนิก หมอก็กลับบ้านไปพอดี ไม่ได้ตรวจอีกเช่นกัน สรุปว่า ต้องเป็นพรุ่งนี้สถานเดียว เมื่อมีเวลาเหลืออยู่ กิจกรรมจึงเป็นการเที่ยวห้างครับ ปรากฏระหว่างขับรถไปห้าง พ่อก็บอกว่า พี่สาวคนที่สามเคยเล่าว่า ตลาดน้ำคลองแหน่าสนใจ น่าไปเที่ยว ผมก็เลยไม่พลาดครับ พาพ่อกับแม่ไปเลย ฮิฮิ แต่ไม่รู้เส้นทางหรอกครับ ต้องให้น้องชายเป็นคนขับนำไป

ออ. ระหว่างเที่ยวห้าง (จะบอกว่า ช็อปปิ้งก็ไม่ได้ครับ เพราะไม่ได้ซื้ออะไรเลย ฮิฮิ) พี่สาวคนที่สองก็โทรมาถามว่า พ่ออยู่ที่ไหน เพราะถ้าอยู่ที่บ้าน เขาจะแวะไปที่บ้านก่อนกลับไปที่ยะลา ผมก็เลยบอกว่า ตอนนี้พ่ออยู่หาดใหญ่กับผม และจะไปสตูลพรุ่งนี้ ก็เลยเป็นความเหมาะเจาะอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากรถไฟที่พี่สาวและครอบครัวจะกลับมาจาก กทม. ก็จะถึงที่หาดใหญ่ตอนเช้าพรุ่งนี้เหมือนกัน งั้นก็กลับสตูลพร้อมๆ กันเสียเลย

ตลาดน้ำคลองแห เป็นตลาดน้ำที่น่าสนใจครับ คนเยอะมาก อาหารก็น่าสนใจจริงๆ ที่น่าสังเกตคือ ถ้าอาหารมุสลิมก็จะมีสัญลักษณ์ป้ายบนเรืออย่างชัดเจนครับ แต่น่าเสียดายที่มีเวลาจำกัดมากๆ เนื่องจากแม่รู้สึกไม่ค่อยจะสนุก (ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลินๆ) ก็เลยต้องกลับเข้าเมืองหาดใหญ่อีกครั้ง เพื่อทานข้าวเย็นและหาที่หลับนอนครับ

ร้านอาหารสำหรับมือเย็น (ค่ำ) ผมเป็นคนเลือกครับ เนื่องจากตอนที่พาแม่ไปคลีนิกที่สอง เห็นร้านเปิดใหม่อยู่ร้านหนึ่ง บรรยากาศดี ก็เลยเสนอเข้าที่ประชุม ซึ่งน้องชายก็ให้ข้อมูลว่า เมื่อคืนก็ไปมาแล้ว สอบผ่านครับ เลยพากันไปที่นั่นด้วยมติเอกฉันท์ เสร็จจากมื้อเย็น น้องชายเสนอให้ไปนอนที่บ้านของเขา แต่อันนี้ครอบครัวผมปฏิเสธครับ ฮาฮา ก็ตั้งใจแล้วว่าจะมานอนโรงแรมในหาดใหญ่ แล้วจะไปยุ่งที่บ้านทำไมอีก ทีแรกเหมือนพ่อจะตัดสินใจว่าจะไปนอนที่บ้านน้องชายครับ แต่พอตอนจะขึ้นรถ ท่านกลับจูงมือแม่มาขึ้นรถผม แล้วบอกน้องชายว่า "กูก็จะไปนอนโรงแรมเหมือนกัน" (ฮิฮิ)

รอบนี้ ผมเปลี่ยนโรงแรมนอนครับ (ปกติ รร.หาดใหญ่รามาตลอด) มาเลือกนอนที่ โรงแรมวินสตาร์ แล้วก็เลือกห้องแบบครอบครัว สองห้อง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกันได้ เนื่องจากเข้าใจว่า อิลฮามจะนอนกับปู่ย่า เพราะตลอดสี่ห้าวันที่ผ่านมา อิลฮามเปลี่ยนห้องไปนอนกับปู่ย่ามาตลอดครับ แต่รอบนี้คุณลูกไม่ยอมครับ ขอนอนกับคุณอาบีย์ ฮิฮิ (มาเที่ยวรอบนี้อิลฮามสนุกกว่าใครๆ ครับ เพราะเตาฟิกเริ่มไม่สบายตั้งแต่วันพฤหัสแล้ว วันศุกร์นี้พอเดาออกแล้วว่าเป็นอีสุกอีใส่แน่นอน)

เข้าโรงแรมเรียบร้อย ผมก็รีบเข้าซุปเปอร์มาเก็ตในห้างข้างโรงแรมครับ ที่ต้องรีบเพราะห้างกำลังจะปิดแล้ว และผมขี้เกียจเอารถออกไปซื้ออีกให้เสียเวลา  ของที่จำเป็นก็ผ้าอ้อมสำเร็จรูปของลูกๆ ยาสีฟันและแปรงสีฟันละครับ อย่างอื่นไม่จำเป็น

ตื่นเช้ามา อิลฮามมากระซิบที่หูว่า "อาบีย์ๆ นอนอีกคืนหนึ่งนะ" แหม่ ลูกผมติดใจกับโรงแรมนี้เสียจริงๆ สงสัยสนุกครับ เพราะห้องค่อนข้างกว้าง แถมต่อเชื่อมกันได้ระหว่างสองห้อง เลยสนุกมากๆ จนไม่อยากกลับบ้านเลย งานนี้ยอมรับปากไม่ได้ครับ แต่ก็พอไปว่า ไม่เป็นไร ได้มานอนโรงแรมอีก (แต่ไม่ใช่ที่นี่)  เพราะสัปดาห์หน้า ต้องมานั่งประชุมงานวิจัยกับทีมงานนอกสถานที่ดีอีกรอบหนึ่ง

ยังเล่าไม่จบเลยครับ แต่ดูถ้าจะจบยาก เอาเป็นว่า จบเพียงเท่านี้แล้วกัน (จะได้ไปทำงานต่อ)