ความเชื่อ...เชื่อหรือเหลือเชื่อ

ความเชื่อ...เชื่อหรือเหลือเชื่อ

 

          หลังจากดูดีวีดีภาพยนตร์ Twilight จบ และสาวน้อยตื่นจากเวลากิน-นอนไม่เป็นเวลา โดยให้เหตุผลว่าสองปีที่ผ่านมาหนูเรียนหนักมาตลอด ขอปลดปล่อยมั่ง ก็เลยมีแต่เรื่องกิน นอน เที่ยว อ่านหนังสือที่เคยชอบอ่าน และดูหนังที่เคยดูโรงชนโรงสมัยหนึ่ง เวลากินเป็นเวลานอน(ของคนอื่น) ทำราวกับแม่ลูกเล่นกีฬาวิ่งผลัดส่งไม้แตะมือส่งเวลาให้กัน ก็ได้คุยเพิ่มสองสามประโยคเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้

“สนุกดีนะแม่ เค้าว่ามีตั้งสี่ภาค”

“นั่นสินะ แม่ก็สงสัยตระหงิดๆ ตอนจบ มันต้องมีต่อแล้วเมื่อไรจะมีมาให้ดูต่อน่ะ”

“น่าจะหาหนังสือแปลมาอ่านแล้วละแม่..”

          สาวน้อยทิ้งคำถามลอยไว้อย่างนั้น ไม่ได้การแล้วค่ะ ตามประสาแม่ๆ ก็ใช้บริการคุณพี่กูลเกิ้ล ได้คำตอบว่ามีการแปลหนังสือเรื่องนี้ถึง 20 ภาษา ใน 34 ประเทศทั่วโลก ขณะนี้มีสี่ภาค) และจัดเป็นวรรณกรรมเยาวชน (ฉบับแปลภาษาไทยโดย เจนจิรา เสรีโยธิน  และปราชญ์เปรียวสำนักพิมพ์)

          หนังสือเป็นผลงานเขียนของ Stephenie Meyer (สเตเฟนี เมเยอร์) สี่เล่มนั้น คือ

TWILIGHT (แรกรัตติกาล ราคา 285 บาท พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2549 จำนวนหน้า 450 หน้า), NEW MOON (นวจันทรา ราคา 335. บาท), ECLIPSE (คราสสยุมพร ราคา 365 บาท), BREAKING DAWN AND MIDNIGHT SUN โดยเล่มที่สี่อยู่ในระหว่างการแปล

          คิดว่าน่าสนใจนะคะ...ทำไมวัยรุ่นจึงชอบวรรณกรรมหวาน ลึกลับ อ่านเอาความเพลิดเพลิน แล้วอาจจะเผลอลืมหลงเต็มใจเชื่อ ว่ารอบ ๆ ตัวเราจะมีใครกันบ้างที่ปะปนอยู่กับเรา...(รอคำตอบจาก ครูแป๋ม

นะคะ อิอิ) 

          “ปิดนะแม่”สาวน้อยพูดพร้อมมือที่ว่องไวปิดหน้าต่างหน้าจอ พร้อมยึดฐานทัพหน้าจอคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเวลาออนไลน์สำหรับวัยวุ่ยวาย(ตลอดคืน) เป็นอันว่า สสว. อย่างฉันก็ต้องพักรบค่ะ ก่อนปิดประตูปังห้องทำงาน ไม่ลืมบอกเธอว่า  “อย่างไรแล้วพรุ่งนี้ตื่นตอนสว่างๆ ด้วย จะได้ไปทำธุระ จ่ายเงินค่าสมัครที่ธนาคารให้เรียบร้อย แล้วก็สมควรแก่เวลาที่จะฝึกเตรียมตัวเองสลัดคราบคุณหนู” ฮ่าๆ ลูกก็อือๆออๆ รับคำไป สมองปิ๊งแว้บขึ้นมาทันใดว่า เคยมีตำรารีดผ้าเก็บไว้ในชั้นหนังสือ พรุ่งนี้จะรื้อค้นมาให้อ่าน เรื่องนี้อย่าเอ็ดไปนะคะ บอกได้แบบเขินอายค่ะว่า...ฉันเรียนรู้วิธีการรีดผ้าจากตำราเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เองค่ะ เอ๊ะ ฉันหลุดมาจากโลกมิติที่เท่าไรกันนะ...

          การตัดสินใจทำเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจากชั่งน้ำหนักเหตุและผลแล้ว บางครั้ง ตามประสาคนไทยไทยก็มีปัจจัยอีกหนึ่งประการเป็นที่พึ่ง เป็นตัวช่วยเพิ่มน้ำหนักข้างที่เลือก

          ตั้งแต่เล็กจนโตมา เราเองก็เข้าไปอยู่ในวังวนเรื่องลึกแต่ไม่ลับเสมอ มีหลักฐานมากมายบันทึกไว้เป็นประวัติของครอบครัวหลายชิ้น บางชิ้นแทบจะยกระดับเป็นเอกสารจดหมายเหตุของตระกูล เนื่องเพราะมีอายุมากเกินยี่สิบห้าปี

          มีเรื่องเล่าโบราณรุ่นปู่ย่าตาทวด (ท่านปู่ของฉันท่านบันทึกไว้เองในบั้นปลายชีวิต พ่อแม่สำเนาเอกสารแจกให้ลูกหลานไว้เป็นมรดกเรื่องเล่าค่ะ...) ผนวกกับความเชื่อที่พิสูจน์ด้วยกาลเวลา จากการเข้าถึงเข้าไปฟัง ไปเห็นพิธีการทั้งร่างทรง ผู้มีพรายคอยกระซิบ หรือผู้หลับตาแล้วคล้ายว่ามองเห็นภาพอดีต ปัจจุบัน อนาคต...(ยังมีต่อค่ะ)

แต่ถามคุณๆ ก่อนค่ะว่า...

คุณเชื่อเรื่องลึกลับสัมผัสที่หกไหมคะ?

คุณเคยเข้าไปร่วมอยู่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นานาแล้วเกิดอาการขนลุกซู่...บ้างไหมคะ?

คุณเคยรับฟังคำ หรือได้ข้อความจากบุคคลที่พิเศษ และนำไปปฏิบัติเพราะหมดปัญญาหาทางออก และพบว่ามีปรากฏการณ์ที่เป็นไปได้บ้างไหมคะ?

บางเรื่องอาจพิสูจน์ได้ แต่บางเรื่องก็กลายเป็นความเชื่อที่เรียกว่า หลงงมงาย แต่ถือว่าเป็นกำลังใจ ช่วยตัดสินใจเลือกข้างได้ใช่ไหมคะ?

 

เป็นความรู้สึกของฉันด้วยค่ะ

มีหนังสือ ตำรามากมายที่พิมพ์เผยแพร่ขายดิบขายดีเหมือนเทน้ำทิ้ง และในห้องสมุดสาธารณะก็มีหนังสือแนวนี้ให้บริการอย่างกว้างขวาง หนังสือหมวดศาสนา หรือแม้แต่ในหมวดปรัชญา จิตวิทยา มีเรื่องราวลึกลับสอดแทรกอยู่แทบทั้งสิ้น แล้วแต่ใครจะเชื่อไม่มีการบังคับ แต่หากบังเอิญพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ก็คงบอกตัวเองได้ว่า “ก็ เหลือ...ที่จะเชื่อ!”

 

ไม่จบค่ะยังไม่จบ...

(...อ่านแล้วคงสงสัย...สามเรื่องในบันทึกเดียวกันอีกแล้ว ก็พี่เจ๊มนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)เฉลยไว้ไงคะ เรื่องนี้ยาวค่ะ ^^)

แถมเรื่องนี้ค่ะ

ปรับปรุงบ้านปรับปรุงฮวงจุ้ย บ่อน้ำสองบ่อ...เอ๊ะ! แล้วรู้ได้อย่างไร? (เอามายั่วคุณ Sila Phu-Chaya ค่ะ อิอิ)