จากบันทึกที่ผ่านมาได้เล่าแนวคิดถึงการนำบล็อกมาใช้เป็นเครื่องมือในการส ร้าง CoP กันไปหนึ่งวิธีการแล้ว บันทึกนี้จึงขอเล่าถึงวิธีการที่ สองและสามต่อกันเลยนะค่ะ

เกริ่นนำ

จากบันทึกที่ผ่านมาได้เล่าแนวคิดถึงการนำบล็อกมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง CoP กันไปหนึ่งวิธีการแล้ว ในบันทึก CoP กับบล็อก(ภาคแรก) ใครที่ยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้ไปอ่านยังบันทึกนี้ก่อนค่ะ เพราะเรื่องราวเกี่ยวเนื่องต่อกัน

สำหรับบันทึกนี้จึงขอเล่าถึงวิธีการที่ สองและสามต่อกันเลยนะค่ะ

วิธีการสร้าง CoP โดยใช้บล็อก (ต่อ)

วิธีการที่ 2

คล้ายกับวิธีการที่ 1  แตกต่างที่วิธีการเพียงเล็กน้อย และยังแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 CoP จากการรวมกลุ่มของคนในองค์กร

    1. รวมกลุ่มสมาชิกองค์กรเดียวกัน จัดตั้ง CoP นำร่อง มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน
    2. แสวงหาเทคโนโลยี เลือกใช้บล็อก
    3. สมาชิกเปิดบล็อก เขียนบันทึกกระจายข่าวการจัดตั้ง CoP โดยมีคำสำคัญเป็นคำหลักที่เชื่อมถึงกัน อย่างน้อยหนึ่งคำ เช่น โรคเบาหวาน หรือ ชื่อองค์กร
    4. เปิดแพลนเน็ตเพื่อเก็บรวบรวมบันทึกของสมาชิก
    5. สมาชิกเขียนบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานเป็นประจำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความรู้ ระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกท่านอื่นๆ นอกกลุ่ม กระชับความสัมพันธ์ และขยาย CoP ให้โตขึ้น
    6. อาจจะมีการจัดกิจกรรมตลาดนัดความรู้ นัดพบปะสังสรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

เพิ่มเติม กรณีที่มีการกำหนดประเด็นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะนั้น ควรกำหนดให้มีคุณลิขิต เพื่อจด หรือสรุปประเด็นสำคัญจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และนำมาบันทึกลงในบล็อกกลาง

ดังนั้นจึงควรกำหนดคุณลิขิตและสร้างบล็อกกลาง หรือบล็อกใดบล็อกหนึ่งที่สมาชิกทุกคนทราบกันดีว่าเป็นบล็อกสร้างขึ้นเพื่อใช้รวบรวมข้อสรุปที่ได้จากสมาชิกในกลุ่ม และจะต้องทำการลิงค์กลับไปยังบันทึกของสมาชิกแต่ละคนด้วย (ขอขอบคุณคำแนะนำจาก อาจารย์หมอเต็มศักดิ์ค่ะ)

เพิ่มเติม คำอธิบายถึงคุณลิขิตตามคำแนะนำของอาจารย์ Wasawat Deemarn ค่ะ คุณลิขิต คือ คุณที่มาช่วยจดบันทึกค่ะ สำหรับสี่แล้วทุกคนเป็นคุณลิขิตหรือคุณจดบันทึกได้หมดค่ะ แต่ควรกำหนดไว้สักหนึ่งคนเพื่อที่สมาชิกจะได้ทราบว่าหากต้องการข้อมูลสรุปทั้งหมดนั้นควรจะไปหาอ่านจากบันทึกของใครค่ะ คล้ายๆ คุณเลขาเลยนะค่ะ :) (ขอขอบคุณคำแนะนำจากอาจารย์Wasawat Deemarn ค่ะ)

เพิ่มเติมครั้งที่ 2 การเชื่อมโยงสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม สามารถใช้คำสำคัญมาเป็นคำหลักในการเชื่อมโยงสมาชิกทุกคน เช่น ทีมงาน usablelabs หรือ อาจารย์คณิตศาสตร์โรงเรียน... เป็นต้น (ขอขอบคุณคำแนะนำจากอาจารย์วิบุลค่ะ)

ประเภทที่ 2 CoP จากบุคคลต่างองค์กร

  1.  
    1. ขั้นตอนและการดำเนินคล้ายกันกับประเภทแรก แต่บุคคลที่มารวมกลุ่มกันนั้นอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ได้อยู่องค์กรเดียวกัน แต่อาจจะมีความสนใจเรื่องเดียวกัน และเขียนเรื่องที่สนใจเป็นประจำ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลที่เขียนเรื่องราวแนวเดียวกันเป็นประจำ จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ติดต่อสื่อสารกันเป็นประจำ
    2. มีการรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อจัดตั้ง CoP นำร่องขึ้นมา จากผู้สนใจเรื่องเดียวกัน
    3. มีการกระจายข่าวของการจัดตั้ง CoP
    4. สมาชิกเปิดบล็อก เขียนบันทึกกระจายข่าวการจัดตั้ง CoP โดยมีคำสำคัญเป็นคำหลักที่เชื่อมถึงกัน อย่างน้อยหนึ่งคำ เช่น โรคเบาหวาน หรือ แม่และเด็ก หรือ งานพับกระดาษ เป็นต้น
    5. เปิดแพลนเน็ตเพื่อเก็บรวบรวมบันทึกของสมาชิก
    6. บันทึกความรู้ ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง เติมเต็มในกันและกัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องที่สนใจให้มากขึ้น
    7. อาจจะมีการพบปะกันในบางครั้งเมื่อโอกาสอำนวย เป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้น

หมายเหตุ สมาชิกในกลุ่มควรมีการเชื่อมโยงกันด้วยคำสำคัญหลักอย่างน้อยหนึ่งคำ และหากมีการต่อยอดความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ควรลิงค์กลับไปยังต้นฉบับด้วย เพื่อเชื่อมโยงความรู้ ให้เกียรติเจ้าของบันทึกและความสะดวกในการติดตามอ่านของผู้อ่านท่านอื่นๆ (ขอขอบคุณคำแนะนำจากอาจารย์วิบุลค่ะ)

แม้ประเภทที่ 1 และ 2 นั้นกระบวนการอาจจะเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการจัดตั้ง CoP อย่างง่ายๆ

วิธีการที่ 3

  1. เปิดบล็อก กำหนดวัตถุประสงค์ของบล็อกอย่างชัดเจนว่าต้องการเขียนเกี่ยวกับเรื่องใด เช่น เรื่องการปลูกกล้วยไม้ บันทึกทั้งหมดในบล็อกก็ต้องมีเรื่องของกล้วยไม้เป็นหลัก แต่มีเรื่องอื่นๆ แทรกมาได้ไม่ผิด เช่น แทรกด้วยปรัชญา แทรกด้วยเรื่องของการจัดดอกไม้ เป็นต้น
  2. กำหนดคำสำคัญของทุกบันทึกเป็นคำเดียวกัน อย่างน้อยหนึ่งคำ เช่น กล้วยไม้ เพื่อที่เมื่อมีการค้นหาจากคำสำคัญจะพบบันทึกของคุณปรากฎออกมา
  3. แสวงหาผู้เขียนเรื่องกล้วยไม้ โดยใช้คำสำคัญ เช่น กล้วยไม้ เป็นต้น ขั้นตอนนี้อาจจะเสียเวลานิดหน่อยในการติดตามว่ามีใครที่เขียนบันทึกเกี่ยว กับเรื่องนี้เป็นประจำบ้าง แต่หากทุกคนทำอย่างเดียวกัน จะช่วยให้ลดเวลาในขั้นตอนนี้ลงได้
  4. สร้างแพลนเน็ตที่เกี่ยวข้อง เช่น แหล่งรวมผู้สนใจกล้วยไม้ เป็นต้น เพื่อรวบรวมบันทึกของคุณและผู้ที่เขียนเรื่องเดียวกันเอาไว้
  5. เริ่มกระบวนการแนะนำตนเอง และนำตนเองเข้าไปแลกเปลี่ยนในวงของผู้เขียนเรื่องนี้เป็นประจำ เพราะโดยปกติแล้วหากมีใครไปเยี่ยมเยียนบันทึกของคุณ คุณก็มักจะกลับมาเยียมเยี่ยนกลับคืนเช่นกัน  ขั้นตอนนี้อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาอยู่บ้างกว่าจะเกิดความรู้สึกมีไมตรีต่อ กัน จนเกิด CoP ขึ้นมา ซึ่งจะเป็น CoP แบบหลวมๆ หรือแบบเหนี่ยวแน่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนนั่นเอง

วิธีการนี้อาจจะเหมาะกับผู้ที่ชอบแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบสบายๆ ไม่ยึดติดมากนัก คิด เขียน สนใจในเรื่องเดียวกัน ก็มาแลกเปลี่ยนกัน เน้นความสัมพันธ์แห่งมิตรไมตรีเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเป้าหมายแห่งการเรียนรู้เช่นกัน

ปล.ขอเสริมคำแนะนำจากอาจารย์หมอเต็มศักดิ์ค่ะ อาจารย์หมอค่ะขออนุญาตนำมาใช้นะค่ะ

"หากท่านเขียนต่อยอดความรู้เรื่องราวจากใครคนใดคนหนึ่ง ควรที่จะต้องใส่ลิงค์ โยงกลับไปหาเจ้าของบันทึกต้นทางด้วยค่ะ"

สุดท้ายและท้ายสุด

ทั้งสามวิธีการเ็ป็นกระบวนการสร้าง CoP อย่างง่ายๆ ที่อาศัยเพียงเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน อาจจะไม่สะดวกรวดเร็วมากนัก และอาจจะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ที่สำคัญอาจจะเป็น CoP ที่ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ที่ได้มาแน่นอนคือความสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่เกิด CoP อย่างที่คุณหวังก็ตาม

แต่ในอนาคตทางทีมงาน จะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการสร้าง CoP อย่างแน่นอน

ท้ายสุดจริงค่ะ

ทั้งหมดทั้งมวลที่คิดเป็นเพียงความคิด จากเด็กเริ่มเรียนรู้ที่ยังต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะฉะนั้นเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังรอการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทุกๆ ท่านค่ะ

มาร่วมแลกเปลี่ยนกันสิค่ะว่า CoP ในความหมายของคุณคืออะไร ???

กระบวนการที่คุณหวังไว้ให้ทีมงาน Usablelabs พัฒนาต่อไปเพื่อให้เกิด CoP ใน GotoKnow.org นั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มาสิค่ะมาคุยกัน หนูจำไมรอยู่นะค่ะ ^_^

ขอบคุณค่ะ

อ้างอิง

หนังสือผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ ฉบับนักปฏิบัติ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือการจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

หนังสือ KM วันละคำ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

และขอบคุณบันทึกของสมาชิกชาว GotoKnow.org ทุกๆ บันทึกค่ะ