จากประสบการณ์การทำงานในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมได้พบปรากฏการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ประการหนึ่งในสังคมไทย
ก็คือ
ปัจจุบัน นักวิชาการ (ส่วนใหญ่ เท่าที่ผมรู้จัก) ทำตามความคิดและจินตนาการของตัวเอง มากกว่าตามความเป็นจริง และความต้องการของชุมชน
คนที่เรียกตัวเองว่า “นักวิชาการ” (จำนวนหนึ่ง) ไม่ยอมรับโลกแห่งความเป็นจริง ที่มีความหลากหลาย และอยู่ด้วยกันแบบ “บูรณาการ” (ที่แปลว่า สมบูรณ์)
และ สร้างโลกของตนเอง โดยการตั้งสมมติฐาน และทฤษฎีต่างๆ แบบ “แยกส่วน”
จีงทำให้
ความจริงก็คือความจริง
นักวิชาการก็คือนักวิชาการ
ทั้งสองเรื่องนี้ น่าจะทำให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไหม
โดยนำวิชาการกับความจริงให้เป็นเรื่องเดียวกัน
ถ้าจะวิจัยเพื่อการพัฒนา นี่คือเงื่อนปมสำคัญ ที่ต้องช่วยกันแก้ออกให้ได้
ผมพยายามมามาก และยาวนาน แต่ก็ได้ผลไม่มากนัก
งานเขียนที่ผ่านมาของผมก็สะท้อน และเป็นหลักฐานอีกหนึ่งของผมครับ
ใครตามอ่านก็ จะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมนำเสนอ พยายามพูดว่าอะไร
อันเนื่องมาจาก สาเหตุใหญ่ สาเหตุเดียว
นักวิชาการแยกตัวเองออกจากความจริง
โดยอาศัยสมมติฐานและทฤษฎีที่พวกๆของท่านเหล่านั้นช่วยกันสร้างขึ้นมา แล้วก็อ้างต่อๆกันมา จนหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง
และพอต่อมา อยากทำงานน้อยลงไปอีก นั่งในห้องแอร์สบายๆ ก็บอกว่า “ทำงานแล้ว”
ก็ได้แนวคิด หันไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งนับว่าหลุดโลกไปเลย
ไม่ใช่ว่าเกมคอมพิวเตอร์ไม่ดีนะครับ
ดีมาก (ถ้ามีข้อมูลครบ) แต่ใช้จริงยังไม่ได้ (เพราะมีแต่การคาดเดา และสมมติฐาน) ต้องมาปรับอีกมาก ว่าตั้งแต่ระดับโครงสร้างทางความคิด และแนวคิดในการเขียนเกม จนถึงตัวข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดกติกาของเกม เลยครับ
เมื่อ โครงสร้างผิด จะมาปรับปรุง แก้ไขเล็กๆ น้อยๆ ใช้ไม่ได้ครับ
เพราะ จุดอ่อนของเกมคอมพิวเตอร์อยู่ที่การใช้ "สมมติฐาน" ที่ใช้ค่าเฉลี่ย (ที่แทบไม่เคยมีอยู่จริง) หรือการเดาที่ดีที่สุด (Best guess) ที่มักไม่จริง หรือไม่เคยมี
นี่คือที่มาของปัญหาการเล่นเกม ที่ทำให้เกมผู้ใหญ่เล่น กับเกมเด็กเล่น แทบไม่ต่างกันครับ
ใครที่คิดจะช่วยเหลือประเทศชาติ และสังคมไทย ขอให้ว่าตรงๆ มาได้เลย ผมอยู่ในขั้นกำลังเข็นครกขึ้นเขา สอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ (ผิดฝาผิดตัว ไม่มีใครฟัง) อยู่เหมือนกัน
เสียงผมยังดังไม่พอครับ ต้องช่วยๆกันครับ
ขอเติมอีกหนึ่งเสียงให้คุณครูแสวงของผมครับ
นักวิชาการที่ดีถ้าจะทำงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพวกคุณต้องลงมาจากหอคอยงาช้างครับ ในหนึ่งช่วงชีวิตของคุณผมขอแค่ว่าให้ทำแค่หนึ่งงานวิจัยก็พอแต่ทำแบบต่อเนื่อง ทำให้สมบูรณ์แบบ ทำตั้งแต่แบบจับกังไปจนถึงผู้บริหาร ทุกๆจุดต้องรู้และรู้ให้จริง จึงจะสัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมและมีประโยชน์ต่อคนทั้งชาติ
แต่ส่วนใหญ่ในเวลานี้ไม่เฉพาะนักวิจัยหรอกครับ ในเชิงบริหารก็เหมือนกัน ผู้บริหารสมัยใหม่มักจะรู้จักแต่ตัวเลข ไม่ค่อยลงมาสัมผัสด้านล่าง และมักจะอ้างว่าไม่ใช่งานของเค้า งานของเค้าแค่บริหาร และหรือวิจัย อย่างอื่นๆก็ค่อยรอให้ข้างล่างชงขึ้นมา คำถามง่ายๆก็คือ จะมีคนรู้จักใจเราเท่าตัวเราหรือ ความคิดแต่ละชิ้นบางครั้งมันก็เกิดขึ้นฉับพลันจากการสัมผัสโดยตรง ถ้าข้างล่างชงข้อมูลผิดประเด็นขึ้นมา คุณที่อยู่ด้านบนก็จบแล้วครับ
จริงๆแล้ว ถ้าทุกคนเอาหลักการเรียนรู้อย่างธรรมชาติ ในข้อเขียนก่อนหน้านี้ของคุณครูมาใช้ในงานวิจัยและบริหาร ทุกอย่างก็จะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์แบบครับ
ตรงใจครับ อาจารย์
ขอบคุณครับ ที่มาให้กำลังใจ
อาจารย์คะ
เห็นด้วยกับอาจารย์เต็มร้อยค่ะ
หากเปลี่ยนคนที่เรียกตัวเองว่า "นักวิชาการ" ในยุคปัจจุบันได้ไม่มาก...คงต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่ในอนาคตจะเป็น "นักวิชาการเพื่อการพัฒนา" ให้เข้าใจความจริงของชุมชนให้มาก ๆ ค่ะ
แวะเข้ามากราบสวัสดีวันสงกรานต์ค่ะ
ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุขมาก ๆ ค่ะ
ขอบคุณครับ
ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุข และสมหวังตลอดช่วงปีใหม่นี้ครับ
บทเรียนที่สำคัญวันนี้ครับ
"Our lost is our gain" ครับ
แล้วเราจะไม่ทุกข์ครับ
อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน ครับ
มันมีหลายอย่างท่านเล่าฮู
วิชาการ
วิชากาน
วิชามาร
มันอยากที่สุดตรงที่จะอยู่อย่างรู้เท่าทันนี่แหละ
แค่รู้เท่าก็ยากแล้ว ยังจะต้องรู้ทันอีก ทันไม่ทันก็ไม่รู้
วิ่งกวดกิเลศไม่ใช่เรื่องง่าย
ตรงค่ะอาจารย์
ดังแล้วค่ะ
ยังครับ
คนหูหนวกยังไม่ได้ยินครับ
อิอิ
คนหูหนวกยังไม่ได้ยินค่ะ
นี่แหละปัยหาใหญ่
ทำอย่างไร "คนหูหนวก"จะได้ยินสิ่งที่เราคุยกัน
โดยเฉพาะ "หนวก" ด้วย อวิชชา และมิจฉาทิฐิ นี่หนักสาหัสเอาการเลยครับ
ยิ่งดังมากขนาดไหน ก็ยิ่งไม่ได้ยินครับ