สังคมไทยมีระบอบประชาธิปไตยนานเจ็ดสิบกว่าปี แต่เป็นแค่หลักปฏิบัติเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาระบอบนี้ถูกใช้เป็นช่องทางให้นายทุนการเมืองแสวงหาประโยชน์ จากรุ่นปู่สู่รุ่นหลานสืบทอดกันมา จึงเป็นสิ่งที่แก้ยาก
ถ้าหากคนไทยทุกหมู่เหล่าไม่ร่วมอุดมการณ์พัฒนาประเทศร่วมกัน จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าปล่อยเวลาผ่านไปอาศัยเวลาเยียวยาให้ดีขึ้นคงเป็นไปไม่ได้ อุปมาคนป่วยที่ปล่อยไปตามยถากรรม ย่อมมีแต่ความเรื้อรัง ที่อยู่ในห้วงเวลาที่เลวร้าย
แนวทางแก้ไขตามมุมมองผมคือ ประชาชนรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งดูแล้วยากแต่ถ้ามีความสามัคคีกันก็เป็นเรื่องง่าย การตั้งพรรคนั้นง่ายแต่การดำรงอยู่นั้นยาก ถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจังชั่วชีวิตเราจะไม่เห็นความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อนั้นประชาชนส่วนมากก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจแต่อำนาจตกไปอยู่กับกลุ่มทุนการเมือง ถ้าเขาไม่มีอำนาจเขาก็จ้างคนป่วนประเทศ ถ้าเขามีอำนาจก็โกงบ้านเมืองสุดท้ายกลุ่มผู้รักชาติก็ประท้วงต่อต้านเมื่อนั้นทหารก็ยึดอำนาจเมื่อมีการเลือกตั้งกลุ่มทุนก็เข้ามาอีกก็ยึดอำนาจอีกนี่คือวังวนการเมืองไทย คงเป็นเช่นนี้อีกนาน ทั้งที่คนส่วนมากก็มีความรู้ไม่ต่างจากนักการเมือง เพีงแต่ขาดการรวมตัวกันแสดงพลังในทางสันติวิธีเท่านั้น
ประชาธิปไตยจะเบ่งบานได้ อยู่ที่จิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกันซึ่งไม่ได้วัดกันที่ใบปริญญา มันอยู่ที่จิตสำนึกต่างหาก และมีความรับผิดชอบร่วมกันมีความเสียสละกล้าแสดงออกในจุดยืนที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างอเมริกันชน นักการเมืองซื้อเสียงเขาไม่ได้ แม้นโยบายประชานิยมแจกเงินก็ซื้อใจเขาไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วจอชบูช มีนโยบายคืนเงินภาษีให้ประชาชนคนละหกร้อยห้าสิบดอลล่าร์ ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นการปูซื้อเสียงล่วงหน้า แต่อเมริกันชนเขาไม่ชอบก็ไม่เลือกก็แค่นั้น ระดับครอบครัวเขาก็เป็นประชาธิปไตยยกตัวอย่างพ่อเป็นเจ้าของกิจการ แต่ลูกก็ทำงานเป็นลูกจ้างถ้าขาดงานบ่อยก็โดนไล่ออก ถ้าไปทะเลาะกับผู้จัดการโดยขาดเหตุผลก็โดนให้ออกจากงาน นั่นคือเขาถือหลักการ บริษัทต่างๆรับสมัครงานเขาเน้นคนมีประสบการณ์มากกว่าคนมีปริญญา ซึ่งต่างจากไทยเราเน้นปริญญาแล้วทิ้งคนมีประสบการณ์ การเลือกตั้งแม้แต่ระดับท้องถื่นเขาก็ไม่เดินเคาะประตูบ้านเหมือนเมืองไทย แต่เขามีทีวีท้องถิ่นเป็นสื่อ ซึ่งมันต่างกันมากผมจึงมองเห็นทางที่ริบหรี่มาก การรวมตัวของประชาชนตั้งพรรคนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างปากอุโมงค์ ซึ่งถ้าจะยึดหลักประชาธิปไตยก็คงทำตามวิถีทางนี้ไม่ใช่ไปก่อม็อบสร้างความเสียหาย ต้องใช้ปัญญาแก้ปัญหาไม่ใช่ใช้กำลังอิทธิพลใดๆ
สังคมไทยมีหลายเครือข่ายถ้าร่วมกันก็เป็นพรรคที่มีคุณภาพ อย่างเครือข่ายของชาวบล็อกก็รวมกันเป็นพรรคการเมืองได้สบายซึ่งมีหลากหลายสาขาวิชาชีพ ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้เราจะไม่มีอำนาจบริหาร ทั้งที่คนไทยมีมากคนมีความรู้คู่ความดีก็มากแต่ขาดการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองภาคประชาชนซึ่งผมคิดว่ามีทางเดียวเท่านั้น ที่เป็นทางออกของประเทศไทย
หากท่านใดสนใจร่วมอุดมการณ์จัดตั้งพรรคการเมืองต้นทุนต่ำ ขอเชิญท่านทั้งหลายเมลหาผมครับ [email protected]
ผมเป็นชาวบ้านธรรมดา จบ กศน. ม.ปลาย อาชีพเกษตรสวนผสม
ผมยินดีเป็นมิตรกับทุกชนชั้นทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัยเพียงแต่เป็นมิตรที่ดีก็พอ
สวัสดีครับ
ผมอยากคอมเมนท์ตรงส่วนที่เกี่ยวกับอเมริกาหน่อยนะครับ
อเมริกาจริงๆเป็นที่ๆ การเลือกตั้งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากที่สุดที่หนึ่งนะครับ โดยปกติแล้ว Democrat กับ Republican จะมีนโยบายสนับสนุนกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่นบุชที่มาจาก republican ก็มีนโยบายเน้นด้านการทหาร อาวุธ หรือพวกกลุ่มนายทุน ส่วน democrat จะเน้นความเท่าเทียม การเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าที่รุนแรง นักวิชาการส่วนใหญ่จะสนับสนุน democrat แต่พวกนายทุนนักธุรกิจสนับสนุน republican (เปรียบเทียบได้กับบ้านเราที่ชนชั้นกลางโดยรวมชอบปชป. แต่คนจนชอบ อดีตทรท.)
บุชเป็นประธานาธิบดีที่มีคนเกลียดมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง (จากเหตุการณ์สงครามอิรัก) เพื่อนคนอเมริกันของผมส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ตอนบุชชนะการเลือกตั้งเมื่อสี่ปีคน ทุกคนคิดว่านี่คือจุดจบของอเมริกา" ซึ่งอเมริกาก็ตกต่ำจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะบุชหรือเปล่า ผมว่าสัดส่วนคนที่เกลียดบุชมากกว่าสัดส่วนคนที่เกลียดทักษิณที่บ้านเราอีกครับ แต่คนอเมริกันยึดถือสิทธิมนุษยชนมากกว่าชีวิต การรัฐประหารอะไรแบบนั้นจึงไม่มีทางเกิดที่นั่นครับ คนที่นั่นยอมเห็นบุชนั่งเก้าอี้ต่อ แต่ไม่ยอมทำลายสิทธิมนุษยชนครับ ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่มีที่บ้านเรา เราจึงได้เห็นรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่สิ้นสุด
ผมว่าที่อเมริกาประสบความสำเร็จในเรื่องประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะเขามีคอรัปชันน้อย แต่เป็นเพราะการปลูกฝังประชาชนให้เห็นความสำคัญของ "สิทธิ" ของผู้อื่นครับ (เช่นกรณีที่บุชชนะเลือกตั้ง แต่พวกเขาไม่ปิดสนามบินกดดันบุช)
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราคงมองข้ามไม่ได้คือการปิดกั้นการเข้าถึงประชาธิปไตยเชิงนโยบายของรัฐ ไม่ทราบว่าเหตุผลเพราะระบบศักดินาที่ฝังรากลึกมากว่า 400 ปี หรือความเกรงกลัวที่จะสูญเสียอำนาจเดิมของกลุ่มขุนนาง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปไตยเรามีมากว่า 70 ปี แต่มันดูเหมือนไม่เคยก้าวไปไหนเลย