ความจริงที่ปรากฎเกี่ยวกับผลของการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษแรกก็คือ คุณภาพของผู้จบการศึกษาระดับพื้นฐานด้อยลงอย่างน่าใจหาย   มีการเสนอเหตุที่คุณภาพต่ำต่างๆ นาๆ 
          นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันที่ ๙ เม.ย. ๕๒ หน้า ๑๔ ลงข่าว “กษมา เผยคุณภาพ รร. เหลื่อมล้ำ    ครูเก่งออกทำคุณภาพการศึกษาแย่”   ตามด้วยรายละเอียดของความเห็นของ ดร. กษมา เลขาธิการ สพฐ.  และ ดร. สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ สพฐ.
          ผมลองเสนอวิธีมองต่างมุม เพื่อเน้นมองที่ภาพใหญ่หรือตัวระบบ   ว่าถ้าระบบการศึกษาดี เป็น happy workplace ครูดี-เก่ง  ที่เป็น “ครูเพื่อศิษย์” จะมีความสุข   และได้รับผลประโยชน์สูง   สูงกว่าครูธรรมดาๆ มาก   ได้ทั้งเงินและกล่อง    ครูดี-เก่งจะไม่เออร์ลี่ เพราะการทำหน้าที่ครูคือความสุข   ครูที่เออร์ลี่คือครูที่ทำงานไปวันๆ
          แต่ที่ผ่านมากลับตรงกันข้าม เป็นอาการของโรคเชิงระบบ   ที่ไม่ส่งเสริมและให้ผลประโยชน์ครูอย่างแยกแยะ   ให้ “ครูเพื่อศิษย์” ได้ผลประโยชน์สูงมาก   ที่จริงครูเก่ง-ดี ที่ยังแข็งแรง น่าจะยังทำงานได้ถึงอายุ ๗๐ ด้วยซ้ำไป   คือไม่ใช่เป็นผู้สูงอายุที่ “ปลดชรา”   แต่เป็นผู้สูงอายุและคุณค่า
          บ่ายวันเดียวกัน ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ของ สสส.   เป็นโครงการสร้างความรู้ปฏิบัติเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณ จากการทำงาน เกิดความสุขจากการทำงาน    ทำให้ผมย้อนกลับมาคิดถึงครูเก่ง-ดี เหล่านี้   ว่าระบบการศึกษาที่ดี จะต้องเอื้อให้ครูเก่ง-ดี ได้เกิดการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ   ได้เห็นคุณค่าของงานของตน ได้รู้สึกว่างานของตนมีคุณค่า    ถ้าเกิดสภาพเช่นนี้ ครูเก่ง-ดี จะไม่เออร์ลี่   

วิจารณ์ พานิช
๑๐ เม.ย. ๕๒