สรุปสาระสำคัญการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน
เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนครราชสีมา
-----------------------------
คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “กฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง” เมื่อวันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๔.๓๐ น. ณ ห้องเฟื่องฟ้า โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเมื่อวันพุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ ห้องสุรนารี โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส โคราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรวบรวมสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป
ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประมาณ ๖๐ คน โดยมี อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ๓ ประเด็น คือ
๑. สภาพปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของไทยในปัจจุบัน
๒. ผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่โดยไม่มีการควบคุมให้เหมาะสม
๓. ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....
ความเป็นมาของปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทย
ข้อเท็จจริงและความเป็นมาของปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของไทยนั้น เริ่มขึ้นประมาณ ปีพ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๕ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ของต่างชาติได้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงแรกห้างค้าปลีกต่างชาติได้ก่อสร้างในขนาดใหญ่ ประมาณหนึ่งหมื่นตารางเมตร และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองใหญ่ แต่ต่อมาได้ลดขนาดลง และขยายไปในชุมชน ตำบลต่างๆ ทำให้กระทบกับร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะห้างค้าปลีกสมัยใหม่มีเงินทุน และอำนาจต่อรองสูง ใช้กลยุทธ์สินค้าราคาถูก เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมแข่งขันไม่ได้ ต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลสถิติของกระทรวงพาณิชย์พบว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือ โชห่วย ได้เลิกกิจการไปแล้วประมาณ ๔ – ๕ แสนราย ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือ รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ให้ออกกฎหมายเพื่อดูแลความเป็นธรรมให้ทั้งร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้ยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการนิติบัญญัติ และปัญหาของฝ่ายบริหาร ทำให้ยังไม่สามารถออกกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้
ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมดูแลโครงสร้างการประกอบธุรกิจนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำกฎหมายว่าด้วยโยธาธิการและผังเมือง มาใช้ควบคุมดูแลสถานที่ก่อสร้างห้างค้าปลีกสมัยใหม่ แต่กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลความปลอดภัยของอาคารเป็นหลัก จึงแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดประสงค์ ขณะที่ประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองจะกำหนดเขตที่ดินที่จะก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมค้าปลีกค้าส่ง ในเรื่องพื้นที่ใช้สอยอาคาร และระยะห่างจากแนวเขตที่ดินที่กำหนดในประกาศ ซึ่งประกาศดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมที่มีพื้นที่ใช้สอยและในเขตที่ประกาศกำหนดไว้ แต่มาตรการดังกล่าวมีปัญหาว่าต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะทำการสำรวจ เพื่อวางและจัดทำผังเมืองรวมในจังหวัดก่อน ซึ่งการประกาศพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีขั้นตอนและกระบวนการที่ใช้ระยะเวลาพอสมควร และประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่สามารถควบคุมห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กได้ ทำให้เป็นช่องว่างของการควบคุมการขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่
ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่ได้ต่อต้านหรือกีดกันห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เพราะห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้สร้างความเจริญให้แก่เมือง และผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็ได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้าราคาถูก แต่การขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่สู่ชุมชนเล็กๆ หรือตำบลต่างๆ ประกอบกับการลดขนาดของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (down sizing) เพื่อแทรกตัวในชุมชน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างรุนแรง ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่สามารถประกอบอาชีพอยู่รอดได้ เพราะไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และไม่มีอำนาจต่อรองเช่นห้างค้าปลีกสมัยใหม่
อีกทั้งผู้บริโภคเป็นจุดอ่อน เนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และขาดจิตสำนึก โดยพิจารณาเรื่องราคาสินค้าถูกเพียงมิติเดียว ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมต้องการคือให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมอยู่ร่วมกันได้ ให้ผู้ค้ารายเล็ก เกษตรกรของไทยอยู่รอดได้
การแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นเรื่องการหาดุลยภาพระหว่างโลกาภิวัตน์ (การค้าเสรี) กับการดูแลธุรกิจภายในประเทศ ซึ่งต้องพิจารณาและศึกษาผลดีผลเสียให้รอบด้าน และรอบคอบ
จากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็น สรุปได้ดังนี้
๑. สภาพปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของไทยในปัจจุบัน
๑.๑ การขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ในชุมชนเล็กๆ ระดับอำเภอและตำบลทั่วประเทศโดยไม่มีเกณฑ์การควบคุมดูแลที่เหมาะสม ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในชุมชนได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากแข่งขันด้านราคาไม่ได้ โดยห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้ใช้กลยุทธ์ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ต่ำกว่าทุน (loss leader, dumping) เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เข้ามาซื้อสินค้า
๑.๒ การลดขนาด (down sizing) ของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และแทรกตัวเข้าไปอยู่ชุมชนเมือง และชุมชนเล็กๆ เป็นปัญหาที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งในอดีตห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะประกอบธุรกิจในขนาดพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังพอมีช่องทางให้ค้าขายบ้างตามชุมชน แต่ในปัจจุบันห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้ลดขนาดห้างค้าปลีกลงเป็นร้านเล็กๆ เพื่อแทรกตัวเข้าไปอยู่ตามชุมชนต่างๆ ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่มีพื้นที่ให้ทำมาหากิน
๑.๓ เวลาเปิดปิดห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เปิดตั้งแต่ช่วงสายถึงช่วงดึก ทำให้ตลาดสดและร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีช่วงเวลาที่ค้าขายได้เพียงช่วงเช้าเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเปิดทำการของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ตลาดสดต้องหยุดค้าขาย เนื่องจากผู้บริโภคจะไปซื้อของในห้างค้าปลีกสมัยใหม่แทน
๑.๔ การขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ประเภทร้านสะดวกซื้อตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ส่งผลกระทบร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ประเภท discount storeเนื่องจากเปิดให้บริการตลอดเวลา อีกทั้งยังแทรกตัวอยู่ทุกชุมชน และบางพื้นที่มีร้านสะดวกซื้อแบรนด์เดียวกันตลอดถนน ทั้งต้นซอย กลางซอย และท้ายซอย อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว มีข้อสังเกตจากอนุกรรมการว่าร้านสะดวกซื้อขายสินค้าราคาแพงกว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ดังนั้น ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมจึงไม่ได้เสียเปรียบร้านสะดวกซื้อในการแข่งขันเรื่องราคา
๑.๕ การใช้กลยุทธ์ลดราคาสินค้าให้ต่ำกว่าทุน (loss leader, dumpting) ทำให้ร้านค้าปลีกรายย่อยแข่งขันไม่ได้ และการลดราคาสินค้าดังกล่าว ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้จำกัดจำนวนสินค้า ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถซื้อสินค้าที่ลดราคานั้นได้จริง อีกทั้ง กลยุทธ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็น
๑.๖ การขาดการพัฒนาและการปรับตัวของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน การขาดความรู้ และเงินทุนในการพัฒนาร้านค้า เช่น การจัดวางสินค้า ความสะอาด มารยาทและการบริการ การมีป้ายบอกราคาสินค้าที่ชัดเจน เป็นต้น ทำให้ผู้บริโภคซึ่งต้องการความสะดวก ความทันสมัย การบริการที่สุภาพและรวดเร็ว ไม่อยากเข้าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม
๑.๗ การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต่อผู้ผลิต ทั้งการกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม การเรียกรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Listing Fee) ค่าธรรมเนียมจากสินค้าที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์หลังจากที่ได้วางจำหน่ายแล้ว โดยคุณภาพและปริมาณของสินค้านั้นไม่เปลี่ยนแปลง การคืนสินค้าโดยไม่เป็นธรรม การบังคับให้ซื้อหรือให้จ่ายค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การบังคับให้จ่ายค่าโฆษณาส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า (mail) เพื่อให้นำสินค้าวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้ การผลิตสินค้าตราเฉพาะของผู้ประกอบค้าปลีกค้าส่ง (house brand) ที่มีรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์คล้ายคลึงกับสินค้าของผู้ผลิต (private brand)
๑.๘ การขาดกฎหมายที่ควบคุมดูแลโครงสร้างการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปัจจุบันนั้น ทั้งการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว การขยายตัวในพื้นที่ชุมชน เกิดจากสาเหตุสำคัญคือการไม่มีกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งให้เหมาะสม เช่น เรื่องพื้นที่ ขนาด การขาดการพิจารณาผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจชุมชน สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมผู้บริโภค และการดูแลโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่งให้มีความสมดุล ทำให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขยายครอบคลุมทุกพื้นที่ กระทบร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และรายย่อยเป็นอย่างมาก
๒. ผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่โดยไม่มีการควบคุมให้เหมาะสมทั้งเรื่องขนาด พื้นที่ตั้ง พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
๒.๑ ผลกระทบต่อสังคม เช่น ทำลายความสัมพันธ์คนในชุมชน ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างผู้บริโภคกับร้านค้าปลีกในชุมชน เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าร้านค้าปลีกในชุมชนขายสินค้าราคาแพงกว่าห้างค้าปลีกสมัยใหม่ใหม่มาก โดยผู้บริโภคขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน และอำนาจต่อรองที่แตกต่างกันมากของห้างค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม
๒.๒ ผลกระทบต่อวัฒนธรรม ทำให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยสูญหายไป เพราะแข่งขันไม่ได้ ขาดเอกลักษณ์ของชาติ กระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย
๒.๓ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือน เศรษฐกิจชุมชน กลยุทธ์สินค้าราคาถูกทำให้เกิดการบริโภคเกินความจำเป็น สร้างนิสัยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้แก่ครัวเรือน นอกจากนี้ การที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมแข่งขันไม่ได้ จนต้องปิดตัวลง ทำให้ไม่มีอาชีพรองรับคนว่างงานจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ ไม่มีอาชีพดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมารองรับ การเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่มีโอกาสเกิดได้ยาก ต้องกลายเป็นแรงงานในห้างค้าปลีกสมัยใหม่
๒.๔ ผลกระทบต่อภาคการผลิตของประเทศ พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิต ส่งผลให้ผู้ผลิตอยู่ไม่ได้ และจะกระทบต่อภาคการผลิต และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ด้วย
๒.๕ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในเมืองก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งก่อมลภาวะทางอากาศ การใช้ทรัพยากรไฟฟ้า น้ำประปา อย่างสิ้นเปลือง การก่อปัญหาขยะ
(ต่อ ๒)