กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน

 เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”  จังหวัดเชียงใหม่

-----------------------------

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค       ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง กฎหมาย      ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เมื่อวันอังคารที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๔.๓๐ น. ณ ห้องเชียงแสน โรงแรมเซนทารา ดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรวบรวมสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง                 ข้อกฎหมาย และความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป

ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง              ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประมาณ ๘๐ คน โดยมีอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ในการนี้            อนุกรรมการฯ ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ว่าได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี และได้ทราบจากสื่อสารมวลชน (หนังสือพิมพ์รายวันมติชน) ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ผู้บริหารบริษัท เทสโก ประเทศอังกฤษ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางไปประเทศอังกฤษ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่ากฎหมายค้าปลีกว่าเป็นกฎหมายที่จำเป็นต้องมีเพื่อดูแลความยุติธรรมในระบบการค้าของประเทศ ทั้งยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนชาวต่างชาติว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ใช่นโยบายกีดกันใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต่อมาในเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเรื่องถึงนี้อีกครั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จึงเห็นได้ว่าเรื่องกฎหมายค้าปลีกนี้เป็นนโยบายที่สำคัญของคณะรัฐมนตรี และมีความเป็นไปได้มากว่า ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ....นี้จะสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนทั้งในฐานะผู้ประกอบการ และผู้บริโภคได้ทัน  จากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้อภิปรายอย่างกว้างขวางสรุปประเด็นได้ดังนี้

๑. ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (modern trade) เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย ต้องเลิกกิจการจริงหรือไม่

๑.๑ สถานการณ์เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชวห่วย

                                                แม้ในปัจจุบัน modern trade จะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยต้องปิดกิจการลงไปมากก็ตาม  ความจริงแล้ว ไม่ได้มีการสำรวจอย่างจริงจังว่าอัตราการปิดกิจการและอัตราการเปิดกิจการใหม่ของโชห่วยเป็นอย่างไร ซึ่งฝ่ายผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (modern trade) คาดว่าอัตราการเปิดบริการใหม่ของโชห่วยมีอัตราที่สูงกว่า  ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะผลักภาระและปัญหาดังกล่าวว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (modern trade) และเห็นว่าควรมีหน่วยงานที่ทำการสำรวจอัตราการปิดกิจการและอัตราการเปิดกิจการใหม่ของโชห่วยอย่างจริงจังว่าเป็นอย่างไร โดยเห็นควรให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการ

                                                ๑.๒ จำนวนของ  modern trade (hyper mart)

จำนวนของ modern trade ในปัจจุบันที่เป็น hyper mart มีประมาณ ๓๐๐ แห่งเท่านั้น ที่เหลือเป็นร้านขนาดเล็ก

๑.๓ อัตราส่วนของสินค้า house brand ในตลาด

house brand หรือ private brand ไม่น่าจะเกิดปัญหากับฝ่ายใดได้เพราะมีปริมาณเพียงไม่ถึงร้อยละ ๕ ของสินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาด และ house brand บางชนิดก็ขาดทุนต้องเลิกผลิตไปก็มี (เช่น น้ำอัดลม เป็นต้น)  

๑.๔ ค่าธรรมเนียมจัดวางสินค้า และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

ค่าธรรมเนียมจัดวางสินค้า และค่าธรรมเนียมอื่น ๆเป็นเรื่องสัญญาของบุคคลสองฝ่าย ไม่น่าจะมีใครเอาเปรียบใครได้ เป็นเรื่องของความสมัครใจในการทำสัญญา  อย่างไรก็ตาม มีผู้โต้แย้งว่าปัญหาค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ modern trade เรียกเก็บนั้นเป็นอัตราที่สูงมากโดยเรียกเก็บจาก supplier ซึ่งสินค้าหนึ่งอาจถูกเรียกเก็บค่า entrance fee ถึงหลักล้านบาทยังไม่รวมค่าโฆษณา และ promotion ต่าง ๆ ทำให้ supplier ได้รับความเดือดร้อน

๑.๔ กำหนดเวลาเปิดปิดของ modern trade

ในทวีปยุโรป ใช้การกำหนดเวลาเปิดปิดควบคุมร้านค้าเนื่องจากอากาศช่วงกลางคืนหนาวมาก เวลากลางวันสั้น การเปิดบริการในช่วงกลางคืนจึงไม่มีความเหมาะสม และอาจไม่คุ้มทุน และปัจจุบันก็มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารอยู่แล้ว ทั้งนี้ การเปิดกิจการและการขออนุญาตก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวอยู่แล้ว

                                ๒. ควรกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค่าส่ง (กจค.) และบทบัญญัติเรื่องโทษหรือไม่

                                มีข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....  ว่าร่างพระราชบัญญัติเดิมนั้นมีประมาณ ๖๐ มาตรา แต่เมื่อได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วได้มีการตัดออกในบางเรื่อง เช่น คณะกรรมการระดับจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค่าส่ง (กจค.) และบทบัญญัติเรื่องโทษ เป็นต้น สมควรหรือไม่ที่ตัดเรื่อง กจค.ออกไป เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีความต้องการของตนเองซึ่งไม่เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ  ดังนั้น หากต้องการจะให้กฎหมายมีความเป็นธรรมกับประชากรทั้งประเทศเห็นว่า ต้องมี กจค.

๓. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

ไม่เห็นด้วยในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... เกี่ยวกับ เรื่องอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๒ รวมทั้งมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ว่าจะมีความทับซ้อนกันทำให้เป็นภาระหนักของผู้บังคับใช้กฎหมาย  ถ้าใช้มาตรา ๒๐ ต้องใช้ประกอบกับกฎหมายหลายฉบับ มาตรา ๓๑ การอุทธรณ์คำสั่งอนุญาต/ไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการ ซึ่งให้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายใน ๙๐ วัน เห็นว่าเป็นกฎหมายปกครอง แต่ไม่มีกระบวนพิจารณาในชั้นปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งต้องมีการกลั่นกรองทางฝ่ายบริหารก่อนขึ้นสู่ศาล ทั้งการออกคำสั่งอนุญาต/       ไม่อนุญาตเปิดกิจการนั้นเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายบริหารออกคำสั่งโดยไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติจึงต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆให้ชัดเจนมากกว่านี้ และหากต้องมีการฟ้องร้องหรือถูกฟ้อง ต้องมีฝ่ายเลขานุการที่เป็นนิติบุคคลช่วยในเรื่องนี้ด้วย โดยวัตถุประสงค์ในเรื่องนี้ก็เพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ แต่จากร่างพระราชบัญญัตินี้จะยิ่งทำให้ภาระไปตกอยู่ที่ศาลมากขึ้น และจะเป็นการล้าช้ามากขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้ มาตรา ๑๔ เป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ (Quasi-Judicial) ซึ่งต้องมีมาตรการอื่น ๆ มารองรับด้วย  

๔. ความทันต่อสมัยและเหตุการณ์ของร่างพระราชบัญญัติ

                                หลักการและเห็นผลของร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อการจัดระเบียบและดูแลผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยแต่ในสาระของกฎหมายในมาตรา ๒๐กลายกลับเป็นเรื่องการจำกัดการขยายตัวของ modern trade การดูแลผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยมีเพียงมาตรา ๑๒ (๓) เท่านั้น ซึ่งความช่วยเหลือดังกล่าวทำได้ยากในความเป็นจริง และเห็นว่าไม่ทันการแล้วที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย เรื่องนิยามศัพท์มาตรา ๓ และมาตรา ๒๐ ก็เป็นเรื่องยากที่จะตีความ ตลอดจนเรื่องภาษีตามมาตรา ๒๐(๒) ก็เปิดโอกาสให้มีการหลบเลี่ยงการชำระภาษีได้ โดยการตั้งสาขาแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน  เรื่องการออกใบอนุญาตเปิดกิจการก็สามารถ take over ห้างฯ เดิมโดยสามารถนำใบอนุญาตเดิมมาใช้ได้ ไม่ต้องขอใบอนุญาตใหม่  และท้ายที่สุดเรื่องการรับฟังประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งต้องมีบทกฎหมายที่เป็นตัวเชื่อมโยงอำนาจส่วนกลางให้มีการกระจายสู่ท้องถิ่น รวมทั้งต้องมีระบบงานที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนกลางกับส่วนวันท้องถิ่นด้วยเพื่อใช้ประกอบดุลยพินิจของผู้อนุญาต โดยกฎหมายนี้ควรเป็นกฎหมายที่ช่วยกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งให้เกิดความเป็นธรรมมากกว่าจะเป็นมาตรการบังคับ

                                นอกจากนี้ สถานการณ์การค้าของประเทศและของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว        จึงต้องมีการตรากฎหมายลำดับรองออกมารองรับ ซึ่งหากจะต้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติก็จะเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลามาก แต่ก็ต้องจัดการกับปัญหาความขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นของกฎหมายลำดับรองด้วย และเรื่องโทษที่กำหนดมาตามร่างฯ ก็เห็นว่ารุนแรงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย แต่ถือว่าเบามากสำหรับ modern trade จึงต้องมีการชั่งน้ำหนักหรือหาทางออกอื่นสำหรับเรื่องนี้ด้วย และหากจะเปรียบเทียบกฎหมายนี้กับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ออกมาบังคับใช้โดยมีเนื้อหาที่ดีมาก แต่กลับเป็นผลร้ายต่อผู้บริโภคมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือ จึงต้องนำบทเรียนนี้มาปรับใช้กับร่างฯนี้ด้วย

                                ๔. ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (modern trade) ต่อความรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

                                แม้จะดูเหมือนว่า modern trade เป็นแหล่งงานให้ประชาชนในภาคเหนือ แต่ในความเป็นจริงการจ้างงานดังกล่าวเป็นการจ้างงานในอัตราค่าแรงที่ต่ำมาก (ในช่วงสี่เดือนแรกของการจ้างงานค่าจ้างอยู่ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน) โดยหากเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนซึ่งมีอัตราค่าแรงและสวัสดิการที่ดีกว่ามาก  กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมควรที่จะเข้ามาดูแลปัญหาเรื่องนี้ด้วย  ปัจจุบันการขยายตัวของ modern trade ยังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องมลภาวะจากการจราจรที่ติดขัด ปัญหาขยะ (ประเทศไทยใช้ถุงพลาสติกเป็นจำนวนมาก ต่างจากต่างประเทศที่ไม่นิยมใช้ถุงดังกล่าว และเรื่องปัญหาการจัดการขยะก็เช่นกัน รถขยะของทางเทศบาลก็ต้องไปเก็บขยะจากห้างฯ ก่อนเพราะได้รับเงินมาก ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่รับได้บริการส่วนนี้ดีเท่าที่เคย)  ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป เช่น เรื่องบริโภคนิยม เป็นต้น ซึ่งควรให้ห้างฯขนาดใหญ่ต้องมีนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ Corporate Social Responsibility (CSR) ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างมาก

                                ๕. กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่ควรจะเป็น

                                กฎหมายต้องออกมาดูแลผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมถึงดูแลเรื่องทัศนคติและค่านิยมของสังคมด้วย เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละท้องถิ่นในประเทศไทย

 

-----------------------------

 

 

สุชาอรฯ/ครองภาคย์/๓๐ มี.ค.๕๒

อัครพงษ์ฯ/ปรับ ๓ เม.ย.๕๒